Wednesday, February 17, 2016

JOY (2015)


JOY
(David O. Russell, 2015)

หนังสนุกมาก มีความรู้สึกเหมือนได้ดูละคร 'เมโลดราม่า' ที่จบลงในเวลาสองชั่วโมง! คือเชื่อว่าคนทำหนังคงจะมองเรื่องราวชีวิตของ จอย แมงกาโน่ จากอดีตแม่บ้านตกยากผู้ผันตัวเองกลายเปน 'แม่ม่ายพันล้าน' ในชั่วข้ามคืน ว่ามีองค์ประกอบที่ไม่แตกต่างห่างไกลจากละครน้ำเน่า soap-opera ที่คนอเมริกันส่วนใหญ่ติดกันงอมแงมสักเท่าไหร่ ก็เลยจงใจนำเสนอเรื่องราวการต่อสู้ชีวิตของเธอให้ออกมาในแนวทางนั้น ซึ่งอาจพูดได้ว่าเปนแนว 'ต้นร้ายปลายดี' ไม่ว่าตัวละครจะพบเจออุปสรรคหนักหน่วงถาโถมเข้าใส่จนสาหัสสะบักสะบอมเพียงใด ทว่าสุดท้ายก็จะได้พบกับความสุขสมหวังในตอนจบเสมอ (หรือพูดอีกแบบคือแนว 'ซินเดอเรลล่า')


แต่ขณะเดียวกันก็เหมือนว่าจะมีนัยยะแห่งการเสียดสี/ยั่วล้ออยู่กลายๆ ผู้กำกับเลยนำคลิปละครสอดแทรกเข้าไว้ในหนังอยู่เปนระยะ เข้าใจว่านอกจากเพื่อใช้ล้อเลียนพฤติกรรมของตัวละครบางตัวที่อินกับเรื่องราวในละครมากเสียจนละเลยชีวิตจริงซึ่งก็ 'น้ำเน่า' ไม่แพ้กัน! ยังใช้เพื่อบอกให้คนดูรับรู้ว่า แม้เส้นทางชีวิตของจอยจะเต็มไปด้วยป่าดงพงหนามที่กรีดเนื้อเถือหนังเธอจนเลือกโชกสักเพียงใด แต่เธอก็ไม่ย่อท้อ บุกตะลุยฟันฝ่าจนผ่านพ้นอุปสรรคเหล่านั้นไปได้ด้วยพลังใจอันเข้มแข็ง และด้วย 'หนึ่งสมองกับสองมือ' ของเธอเองล้วนๆ

เพราะในชีวิตจริง นอกจากจะไม่มีนางฟ้าใจดีคอยช่วยเหลือ ดลบันดาลให้ได้ในสิ่งที่ปรารถนาแล้ว คนที่ทำตัวเปนนางฟ้าใจดีในตอนแรก กลับกลายร่างเปนปีศาจร้ายได้ฉับพลันทันตา เมื่อรู้ว่าตนเองจะต้องเสียผลประโยชน์! #ทุนนิยมแม่งเหี้ย Y__Y

หนังมีฉากชวนให้รู้สึกสะเทือนอารมณ์มากมาย โดยที่ผู้กำกับมิได้จงใจขยี้ บีบบี้ เร้าอารมณ์จนเกินเหตุ ฉากหนึ่งที่ชอบคือฉากที่จอย (เจนลอว์) นั่งอัพเดทชีวิตในปัจจุบันในเพื่อนสนิทฟัง ก่อนจะลากยาวไปสู่คำถามที่เธอถามตัวเองว่า "เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร"... จุดที่ชีวิตมิได้เปนไปดังที่เคยวาดฝันไว้เมื่อวัยเยาว์ ราวกับว่าพอลืมตาตื่นขึ้นมา ก็พบตัวเองเติบโตกลายเปนผู้ใหญ่ มีภาระหน้าที่ต้องรับผิดชอบมากมาย นอกเหนือจากลูกน้อยสองคนที่ต้องคอยอุ้มชูเลี้ยงดูแล้ว เธอยังมีแม่ที่วันๆไม่ทำอะไร เอาแต่จมตัวเองอยู่บนเตียง ดูละครน้ำเน่าเรื่องเก่าซ้ำซากทั้งวันทั้งคืน กับคุณยายซึ่งแก่จนทำงานการอะไรไม่ไหว ได้แต่คอยดูแลเหลนไปวันๆ ส่วนบ้านที่ทุกคนอยู่นั้นก็มีแต่จะโทรมลงเพราะไม่มีเงินซ่อมแซม แถมพ่อผู้เคยทอดทิ้งเธอกับแม่ และสามีเก่าที่หย่าร้างกันไปตั้งนานแล้ว ก็ยังมาสร้างเรื่องให้เธอปวดหัวเพิ่มเข้าไปอีก

จอยจึงมีสภาพไม่ต่างจากแม่ทัพที่โดนข้าศึกตีกระหน่ำโอบล้อมทุกทิศทาง จะหันหน้าไปพึ่งพาความช่วยเหลือจากใครก็ยาก ฉะนั้นจึงเหลือหนทางเดียวที่แม่ทัพอย่างเธอพึงทำ คือต้องหาทางต่อสู้เพื่อช่วยตัวเองให้มากที่สุด!

เผอิญว่าจอยเปนคนมีพรสวรรค์ด้านความเปนนักประดิษฐ์อยู่ในตัว จนอาจพูดได้ว่าเปนหนึ่งในความโชคดีท่ามกลางความโชคร้ายนับไม่ถ้วนในชีวิตเธอ อีกทั้งยังเปนเหมือนสัญชาตญาณ เปนจิตวิญญาณอันฝังรากลึกอยู่ในใจของเธอมาตลอด แม้ว่าจะละเลยเหินห่างไปนานจนแทบว่าจะลืมเลือนไปแล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะเลือนหายหรือสูญสลายไปตามวัยที่เติบโตขึ้น ด้วยไม่ว่าจะอย่างไร สิ่งใดที่เปน 'ตัวตน' อันแท้จริงของเรา ก็ย่อมจะต้องดำรงคงอยู่ 'ภายใน' ตัวเราเสมอ ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

เช่นเดียวกับจอย... เมื่อเธอเดินมาถึงจุดที่ต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า อะไรทำให้ชีวิตเธอผันแปรจากที่เคยวาดฝันไว้ถึงเพียงนี้ ทำให้ตัวตนในวัยเด็กที่ถูกกดทับไว้จิตใต้สำนึกมานานจึงได้โอกาสผุดโผล่เผยตัวออกมาอีกครั้ง เพื่อเรียกร้องให้เธอหวนกลับไปทำในสิ่งที่จะทำให้เธอมีความสุขขึ้นอีกครั้ง

ไม่ต้องสงสัยว่าเปนเพราะสิ่งประดิษฐ์คิดค้นของจอยนั่นเอง ที่ทำให้เธอกลายเปนมหาเศรษฐี เปนนักธุรกิจหลายพันล้านที่มีแต่คนกราบกรานขอเข้าพบ แต่กระนั้น หนังก็บอกให้รู้ว่าเป้าหมายหลักของเธอจริงๆในการทำสิ่งเหล่านี้ หาใช่การนำเงินทองและความร่ำรวยมหาศาลขึ้นมาเปนตัวตั้งต้น แต่มันคือความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำให้ทุกคนในครอบครัวเธอมีความสุข มีสภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าที่กำลังเปนอยู่ต่างหาก

ซึ่งคนเรา พอถึงขั้น 'หลังชนฝา' แล้ว มันก็ทำให้เรามีแรงฮึดลุกขึ้นมาทำอะไรที่ไม่เคยทำ (รวมถึงอะไรที่ไม่เคยคิดว่าจะทำ!) เช่นการทำธุรกิจของจอย ที่แน่นอนว่าย่อมหนีไม่พ้นความล้มเหลว ผิดพลาด ไม่เปนไปตามคาด และที่เลวร้ายกว่านั้นคือการถูกเล่ห์กลโกง ถูกเอารัดเอาเปรียบ และถูกดูถูกเหยียดหยามจากคนรอบข้างซึ่งล้วนเชี่ยวชาญในการทำลายขวัญและกำลังใจสุดๆ (ประมาณว่าพอได้ดีก็ร่วมเฮ แต่พอย่ำแย่ก็กระทืบซ้ำแถมถีบหัวส่ง!)

ก็ไปดูละกันฮะ ว่าสาวจอย เวอร์ชั่นเจนลอว์ จะสามารถพาตัวเองผ่านพ้นวิกฤติในชีวิตมาได้อย่างไร (ส่วนสาวจอยเวอร์ชั่น 'บัณรสี-บรี ลาร์สัน' #Room ก็อย่าลืมไปดูนะฮะ ว่าเธอเอาตัวรอดออกจากห้องปิดตายได้อย่างไร ยังไงๆปีนี้ 'จอย' ก็ต้องได้ออสการ์นำหญิงแน่นอน!) อย่างที่บอกแล้วว่าหนังดูสนุกดี ดูแล้วได้ข้อคิด ได้แรงบันดาลใจหลายอย่างเกี่ยวกับชีวิต ข้อหนึ่งที่ประทับใจสุดๆ คือการที่หนังบอกกับคนดูว่า ถึงแม้หลายครั้งหลายหน โลกจะไม่เคยอยู่เคียงเข้าข้างเรา แต่ตราบใดที่ไม่ยอมแพ้ ก็ย่อมจะมีวันพรุ่งนี้สำหรับเราเสมอ... :'-P

No comments: