Wednesday, February 3, 2016

ROOM (2015)


ROOM
(Lenny Abrahamson, 2015)

#ร้องไห้หนักมาก Y___Y ร้องจริงๆนะ ไม่ใช่มุก! คืออยู่ๆน้ำตาก็ไหลออกมาพรากๆเต็มสองแก้มซะงั้นเอง แสบตามาก! (อาการหลังมีคนบอกว่าเปนสัญญาณเริ่มต้นของโรคตาอักเสบ #กรี๊ดดดดดด...) ในฉากที่แม่กับลูกสาวดราม่าใส่กันรุนแรง หลังจากลูกกับหลานได้รับการช่วยเหลือจากตำรวจในการบุกเข้าไปช่วยนำตัวกลับคืนมาสู่อ้อมกอดของครอบครัวอย่างปลอดภัย แต่เธอกลับต้องเผชิญหน้าผลกระทบตกค้างที่ยังคงติดตามมาหลอกหลอนอย่างต่อเนื่องและรุนแรง (แต่พอจบฉากนี้แล้ว น้ำตาก็หยุดไหลเหมือนปิดก็อกทันที #เกิดอะไรขึ้นกับข้าพเจ้าเนี่ย)


น้อง 'บัณรสี' - บรี ลาร์สัน ^^ เล่นได้ยอดเยี่ยมสมกับที่เปนตัวเก็งออสการ์จริงๆฮะ #คิดว่าคงคว้าติดมือไปค่อนข้างแน่! ดูแล้วอินตามไปด้วยสุดๆ น่าสงสารมาก อดคิดไม่ได้ว่าถ้าเปนตัวเองโดนจับไปขังในห้องแคบๆ ไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวันเปนปีๆแบบเดียวกัน น้องมอดคงเอาหัวพุ่งชนกำแพงฆ่าตัวตายไปตั้งแต่เดือนแรกแล้ว คือคิดว่าการจับกุมตัวไปกักขัง หน่วงเหนี่ยว ไม่ให้ได้รับอิสรภาพนั้น มันเปนการกระทำที่ชั่วช้าต่ำทรามที่สุด เพราะมันคือการฆ่ากันทั้งเปนเลยก็ว่าได้ ดูหนังแนวนี้ทีไรไม่ค่อยสบายใจทุกที! (แม้จะมีคนบอกว่าปรกติน้องมอดก็ชอบขังตัวเองอยู่ในห้องอยู่แล้วก็เถอะ ^_^)

การที่เธอสามารถอดทนต่อการถูกจองจำในฐานะนักโทษ(สวาท)มาได้นานหลายปี ต้องยกนิ้วให้เลยว่าสุดยอด! มิหนำซ้ำพอมีลูกออกมา เธอก็รักใคร่ เอ็นดู ห่วงใยเด็กน้อยสารพัด ไม่มีรังเกียจเลยสักนิดว่าเปนเลือดเนื้อของมนุษย์ใจสัตว์ที่กระทำกับเธออย่างเลือดเย็น! (ขณะที่พ่อหรือคุณตาจะมีอาการรังเกียจอย่างออกนอกหน้าก็ตาม) แม้ว่าตอนกลับมาอยู่บ้านแล้ว เธอจะมีอาการเหมือนไม่ใส่ใจลูกเลย แต่เข้าใจว่ามันเปนภาวะทางจิตใจอันซับซ้อน ประมาณว่าตอนถูกขัง ก็ถือเอาลูกเปนเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ จะทำอะไรก็นึกถึงลูกไว้ก่อน จนลืมนึกถึงตัวเอง แต่พอออกมา ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ไม่ต้องคอยหวาดระแวงใดๆ ก็เลยหันมาคิดถึงเรื่องตัวเองได้เต็มที่

ฉากที่เธอนั่งดูรูปเก่าๆที่ตัวเองถ่ายร่วมกับเพื่อนๆเชียร์ลีดเดอร์นั้น เปนฉากที่ทำให้เข้าใจอารมณ์และความรู้สึกของเธอมากๆ ว่าคงจะอดคิดไม่ได้ว่าทำไมเรื่องเลวร้ายสามานย์จึงต้องเกิดขึ้นกับเธอด้วย ขณะที่เพื่อนๆวัยเดียวกันต่างมีโอกาสดำเนินชีวิตไปตามเส้นทางของแต่ละคน แต่ชีวิตเธอกลับต้องสะดุดหยุดลงด้วยน้ำมือของคนจิตวิปริตที่ยื่นมือมากระชากพรากความงดงามทุกอย่างในชีวิตของเธอไปอย่างโหดเหี้ยม ดูฉากนี้แล้วเศร้าใจมาก เข้าใจเลยว่าอาการของคนที่แตกสลายทางอารมณ์มันเปนแบบนี้แหละ คือไม่อยากลุกขึ้นมาทำอะไร ไม่อยากจะเจอหน้าใครไม่มีแก่ใจพบคน อยากแต่จะเปน 'บังอร' เอาแต่นอนลูกเดียว ส่วนในหัวก็คิดอยู่แค่เรื่องเดียวคืออยากตายไปให้พ้นๆจากโลกนี้ #นี่พูดจากประสบการณ์จริงเบยเนาะ ถถถถถถถถถ...

นักแสดงอีกสองคนที่แสดงได้ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน คือหนุ่มน้อย เจค็อบ เทรมเลย์ ที่รับบทลูกชายวัยห้าขวบ ซึ่งต้องเล่นรับ-ส่งอารมณ์กับนักแสดงผู้ใหญ่ได้อย่างน่าทึ่ง แม้ว่าหน้าตาจะไม่ค่อยน่ารักเท่าไหร่ พูดให้ชัดๆคือแลดูเปนเด็กมีปัญหา จนทำให้คิดว่าพอออกมาโลกภายนอกจะต้องมีปัญหาด้านการปรับตัวเข้ากับคนอื่นแหงมๆ แต่เอาเข้าจริง คนมีปัญหายิ่งกว่าคือตัวแม่นั่นแหละ! แสดงให้เห็นว่าเด็กย่อมเปนเด็กอะเนาะ เปนเพราะยังผ่านชีวิตผ่านโลกไม่เยอะ เลยมีความสับสนซับซ้อนในจิตใจและอารมณ์น้อยกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า ส่วนอีกคนที่ชอบเปนการส่วนตัวคือ โจน อัลเลน ในบทคุณยาย ซึ่งเล่นดีโคตรๆ ถ่ายทอดความรู้สึกเจ็บปวดทางอารมณ์ผ่านสีหน้าและแววตาได้ลึกซึ้ง ตอนที่คุณยายโดนลูกสาวกล่าวหาเปนต้นเหตุให้ต้องตกเข้าไปในเงื้อมมือของคนโฉดชั่วนั้น เห็นชัดเลยว่าคุณยายเจ็บปวดกับคำพูดนั้นจนแทบพูดไม่ออก ทั้งที่จริง คุณยายก็ต้องเจอมาเยอะเหมือนกัน ต้องเจ็บปวดกังวลกับการหายสาบสูญไปโดยไร้ร่องรอยของลูกสาว อันน่าจะส่งผลให้ชีวิตครอบครัวที่ต้องพังทลายอย่างเลี่ยงไม่ได้

สรุปละกันว่าหนังดีมากๆ สะเทือนใจสะเทือนความรู้สึกมากมาย ฉากการหนีออกจากห้องคุมขังของสองแม่ลูก แม้จะแลดูเหลือเชื่อไปหน่อย เพราะมีเหตุบังเอิญเยอะมาก แต่ก็ทำออกมาได้น่าตื่นเต้นสุดๆ ลุ้นซะมิมี! ชอบตอนจบของหนังที่สองแม่ลูกตัดสินใจหวนกลับไปยังห้องที่ทั้งคู่เคยใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอีกครั้ง ถือเปนการไปเผชิญหน้ากับอดีตที่เลวร้ายด้วยความเข้มแข็ง ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ความทุกข์ใดๆที่กล้ำกรายเข้ามาทำร้ายและทำลายชีวิตเราจนแทบย่อยยับอับปางสักเพียงใด แต่เมื่อมันผ่านไป สิ่งที่เราควรทำคือ 'ยอมรับ' มันในฐานะส่วนหนึ่งของชีวิตด้วยการ 'ปล่อยวาง' ลง เพื่อให้ชีวิตเราได้ก้าวต่อไปข้างหน้าด้วยความเข้มแข็ง... :'-P

No comments: