THE FINEST HOURS
(Craig Gillespie, 2016)
วันก่อนดู 13 Hours #ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ #เขียนรีวิวไปแล้ว >> http://movieslightupnongmodslife.blogspot.com/2016/02/13-hours-secret-soldiers-of-benghazi.html << ^^ วันถัดมาดู The Finest Hours #ชอบมากกว่า #กำลังจะเขียนรีวิวอยู่บัดเด๋วนี้ ^_^ เลยทำให้นึกอยากดู The Hours ขึ้นมาซะงั้น ไม่รู้นึกเข้าไปได้ไง ไม่มีอะไรเหมือนกันเลยสักหน่อยนอกจากชื่อหนัง #สงสัยเปนบ้า :-P เข้าเรื่องเลยดีกว่า...
หนังสนุกดีฮะ! ดูน่าตื่นเต้น มีฉากชวนให้ลุ้นระทึกตลอด ดูแล้วชอบมากๆ ฉากพายุคลั่งกลางทะเลซัดเรือบรรทุกน้ำมันขาดเปนสองท่อน เห็นแล้วรู้สึก SPECTACULAR น่าตื่นตาสุดๆ เช่นเดียวกับฉากพระเอก (คริส ไพน์) ขับเรือกู้ภัยฝ่าคลื่นยักษ์ออกไปช่วยลูกเรือที่ติดในซากเรือกำลังจะจมนั้น ดูน่าหวาดเสียวเยี่ยวราดสัสๆ! (เผอิญว่าได้ดูระบบ 4DX เลยยิ่งเสียวลำไส้ใหญ่มากขึ้นอักโข เพราะที่นั่งมันโยกไปเยกมา ให้ความรู้สึกประหนึ่งได้นั่งอยู่บนเรือด้วย แถมยังมีทั้งลมพัด มีทั้งน้ำฉีดใส่หน้าอีกต่างหาก #เกลียดมากเพราะแว่นกูเลอะ #ไม่ใส่แว่นบ้างก็แล้วไป #ใครคิดจะไปดู4DXอย่าลืมพกเสื้อกันฝนเข้าไปด้วยนะ #เปียกแน่ 555+)
คงเปนเพราะได้ดูทั้งสองเรื่องในเวลาไล่เลี่ยกัน เลยอดที่จะนำมาเปรียบเทียบกันไม่ได้ เพราะนอกจากจะสร้างจากเรื่องจริงเหมือนกัน แนวเรื่องเปนแนวๆเดียวกันเสียด้วย คือว่าด้วยภารกิจกู้ภัยเพื่อช่วยชีวิตประชาชนที่ตกอยู่ในภาวะวิกฤติแห่งความเปนความตายให้ปลอดภัย ต่างกันตรงที่ 13 Hours ทหารอเมริกันเปนฝ่ายตั้งรับการบุกเข้าโจมตีของศัตรูที่มารุกราน แต่ The Finest Hours เจ้าหน้าที่ยามฝั่งต้องบุกตะลุยฝ่าคลื่นลมมรสุมในทะเลออกไปช่วยชีวิตคน อย่างที่บอกแล้วว่าชอบเรื่องนี้มากกว่า เพราะรู้สึกว่ามีอะไรให้เชื่อมโยงอารมณ์ตัวเองเข้ากับหนังได้ โดยไม่จำเปนต้องเคยตกอยู่ในภาวะวิกฤติแบบเดียวกัน!
อาจเปนเพราะหนังทำออกมาดูง่าย เข้าใจง่าย สถานการณ์ที่ตัวละครต้องเผชิญก็ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ดูแล้วก็เข้าใจได้ทันทีว่าที่พระเอกกับลูกทีมต้องเสี่ยงตายไปช่วยชีวิตคนกลางทะเลบ้านั้น ก็เพราะว่ามันคือ 'หน้าที่' ที่เขาต้องทำ ส่วนพวกลูกเรือที่ติดอยู่ในซากเรือนั้นก็เปนคนชนชั้นแรงงานที่ต้องปากกัดตีนถีบเพื่อหาเลี้ยงชีพ หาใช่มหาเศรษฐีที่ล่องเรือสำราญเล่นแก้เซ็งแล้วดันไปเจอพายุเสียเมื่อไหร่ ก็เลยมีส่วนทำให้วีรกรรมของพระเอกกลายเปนเรื่องยิ่งใหญ่ น่ายกย่องชื่นชมมากขึ้นกว่าที่เปนอยู่อีกหลายเท่าตัว เพราะว่าเขาได้เข้าไปช่วยชีวิตคนที่สมควรแก่การได้รับความช่วยเหลือ
นอกเหนือจากการได้ดูฉากคลื่นยักษ์ทะเลคลั่งอันน่าตื่นตะลึง อีกหนึ่งในความสนุกของหนัง คือการได้เห็นตัวละครไม่ยอมพ่ายแพ้ต่ออุปสรรคขวางหน้า แม้ว่าความตายกำลังเคาะประตูเรียกให้เข้าไปหาอยู่ก็ตาม ชอบบุคลิกของ เคซีย์ แอฟเฟล็ค เรื่องนี้มาก (เห็นแวบแรกนึกว่า เบน แอฟเฟล็ก ผอมลงแล้วดูดีขึ้นเนาะ! แต่ดูให้ดีๆ นี่มันน้องชายพี่เบนนี่หว่า) คือดูเปนคนนิ่งๆ ใจเย็น ไม่พูดมาก-พูดพล่ามเพ้อเจ้อ แต่พูดปุ๊บ คนฟังหงายเงิบไปตามๆกัน อย่างตอนที่เขาชี้แจงให้ทุกคนในเรือทราบถึงสถานการณ์จริงที่กำลังเผชิญกันอยู่ ซึ่งฟังแล้วก็มีแต่จะทำให้ยิ่งใจเสีย ก่อนที่เขาจะบอกแผนรับมือที่คิดไว้ให้ทุกรับรู้ เพื่อให้หันหน้ามาร่วมมือกันฝ่าฟันภาวะวิกฤตินั้นไปด้วยกัน
ดูแล้วรู้สึกได้เลยว่า นั่นเปนคุณสมบัติสำคัญที่คนเปนผู้นำหรือ 'ลีดเดอร์' พึงมี คือมีความจริงใจในการพูดความจริงให้ทุกคนรับทราบว่าสถานการณ์คืออะไรยังไง แล้วค่อยเสนอความคิดในการแก้ปัญหาขึ้นมา ส่วนใครจะมีความคิดเห็นแตกต่างออกไปอย่างไรก็ค่อยมาว่ากัน มิใช่มัวแต่จะหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง ด้วยการใช้ถ้อยคำสวยหรู ฟังระรื่นหูมากล่อมให้ทุกฝ่ายเคลิบเคลิ้มเพียงชั่วครู่ยาม ซึ่งแทบไม่ต่างอะไรจากการนับถอยหลังสู่หายนะ! แม้ว่าจะไม่มีสิ่งใดรับประกันว่าการร่วมมือร่วมแรงใจของทุกคนจะช่วยให้รอดพ้นวิบัติภัยตรงหน้าไปได้ก็ตาม แต่อย่างน้อยก็ถือว่าดีกว่านั่งงอมืองอเท้ารอความช่วยเหลือโดยไม่ทำอะไรเลย หรือมิใช่?
ก็คงเปนอย่างที่คำคมฝรั่งว่าไว้นั่นแหละ "จงช่วยตัวเองก่อน แล้วพระเจ้าจึงจะช่วยท่าน"...
อีกฉากที่ชอบคือตอนที่พระเอกปฏิเสธที่จะหันหัวเรือกลับตามคำแนะนำของลูกทีม ที่มองว่าโอกาสที่พวกตนจะพบเจอซากเรือกลางทะเลและผู้รอดชีวิตนั้นมีค่าเท่ากับศูนย์! เพราะเครื่องไม้เครื่องมือใดๆที่ช่วยนำทางก็ไม่มี ไม่ต่างอะไรกับการบุกตะลุยเข้าไปในความมืด แต่เขาก็ยืนยันว่าจะค้นหาต่อ โดยให้เหตุผลง่ายๆว่า ไหนๆก็อุตส่าห์ฝ่าฟันมาไกลถึงขนาดนั้นแล้ว กว่าจะข้ามสันดอนทรายที่เต็มไปด้วยคลื่นลูกมหึมาอันสุดแสนอันตรายมาได้ ต้องเหนื่อยยากสาหัสสากรรจ์แค่ไหน แล้วจะยอมแพ้ ท้อแท้ถอดใจ ล้มเลิกภารกิจลงง่ายๆได้หรือ แม้ว่ากลับไปจะไม่มีผู้ใดรุมประณามหยามเหยียดพวกเขาว่าเปนคนขี้ขลาดก็จริง ทว่ามันก็คงเปนสิ่งติดค้างอยู่ในใจของเขาไปจนชั่วชีวิต เพราะการมีโอกาสช่วย แต่ไม่ยอมช่วย ปล่อยให้คนต้องตาย มันย่อมไม่ต่างอะไรจากการฆาตกรรมนั่นเอง
ยังมีรายละเอียดอีกเยอะที่ไม่ได้กล่าวถึงนะฮะ (เคยบอกป่าวว่าอ่านรีวิวหนังของน้องมอด ไม่ต้องกลัวโดนสปอยล์ เพราะจะสปอยล์เท่าที่จำเปนจริงๆ อิอิ) งั้นขอสรุปเลยละกันว่า เปนหนังที่แนะนำให้ไปดูด้วยเหตุผลนานาดังที่ได้กล่าวแล้ว อีกอย่างที่ทำให้รู้สึกชอบเปนการส่วนตัว น่าจะเปนเพราะได้ดูมันในช่วงที่บ้านเรากำลังอากาศหนาวพอดี ซึ่งเข้ากับบรรยากาศในหนังมากๆ เพราะหิมะตกทั้งเรื่อง เห็นนางเอกมายืนรอพระเอกอยู่ริมทะเลกลางสายลมหนาวแล้ว ยิ่งทำให้รู้สึกโรแมนติกในอารมณ์ซะมิมี! อยากให้ตัวเองมีโมเมนต์แบบเดียวกันบ้างจุง ถถถถถถถ... :'-P

No comments:
Post a Comment