Saturday, March 29, 2014

THE HOURS (2002)


THE HOURS  ***1/2
ชีวิตเป็นของเรา...เราคือผู้เลือก

ยุคสมัยที่แตกต่าง ทำให้ผู้หญิงสามคนที่มีชีวิตอยู่ต่างยุคต่างสมัย แต่กลับมีอยู่ในห้วงของอารมณ์และความรู้สึกเดียวกัน ได้ตัดสินใจ ‘เลือก’ ขีดเส้นทางชีวิตของตนที่ผิดแผก...

เวอร์จิเนีย วูล์ฟ (นิโคล คิดแมน) นักประพันธ์สตรีนามอุโฆษชาวอังกฤษ ตัดสินใจปลิดชีพตนเองในแม่น้ำที่อยู่ใกล้กับบ้านพักของเธอในเมืองซัสเซ็กซ์ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 1941 ด้วยวัย 49 ปี โดยทิ้งจดหมายลาตายฉบับหนึ่งให้แก่สามีของเธอ เลียวนาร์ด วูล์ฟ (สตีเฟ่น ดิลเลน) ด้วยถ้อยคำที่แสดงถึงความยอมจำนนต่อการมีชีวิต พร้อมกันนั้นก็สรรเสริญคุณงามความดีของสามีที่ได้ทุ่มเทความรัก ความเอาใจใส่ และความห่วงใยคอยดูแลเธอมาตลอดเวลาหลายปีอันยาวนาน จนเธอถึงกับประณามตนเองว่าไม่อาจมีชีวิตอยู่เพื่อทำลายชีวิตของเขาได้อีกต่อไป ก่อนจะลงท้ายในจดหมายด้วยถ้อยคำชวนฉงน... “ฉันไม่คิดว่าจะมีมนุษย์คู่ใดในโลกมีความสุขมากกว่าเราสองคนอีกแล้ว”



ย้อนกลับไปในปี 1923 ที่เมืองริชมอนด์ ประเทศอังกฤษ เวอร์จิเนีย วูล์ฟกำลังอยู่ในช่วงของการสร้างสรรค์นวนิยายเรื่องสำคัญที่ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในผลงานที่ดีที่สุดของเธอในเวลาต่อมา คือเรื่อง Mrs. Dalloway (เรื่องราวของ มิสซิสดัลโลเวย์ สุภาพสตรีชั้นสูงชาวลอนดอน ผู้กำลังวุ่นวายอยู่กับการจัดเตรียมงานเลี้ยงในตอนเย็น พร้อมๆไปกับการหวนคิดคำนึงถึงชีวิตส่วนตัวของเธอเองในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง และก่อนหน้าการสมรสกับสามี ริชาร์ด ดัลโลเวย์ รวมถึงความสัมพันธ์อันไม่ธรรมดาระหว่างเธอกับหญิงสาวที่ชื่อ แซลลี่ ซีตัน ผู้เดินทางมาถึงงานเลี้ยงในฐานะ เลดี้รอสเซ็ตเตอร์ และความรักที่ชายหนุ่มนาม ปีเตอร์ วอลช์ ยังคงมอบให้แก่เธอไม่เสื่อมคลาย ก่อนที่ทุกคนในงานจะได้รับทราบข่าวร้ายของ เซ็ปติมัส สมิธ หนุ่มอังกฤษคนแรกที่เข้าร่วมสมรภูมิรบในสงคราม และได้รับผลกระทบที่เกิดขึ้นตามมาหลอกหลอน จนฆ่าตัวตายในที่สุด)

วูล์ฟซึ่งในขณะนั้นกำลังเต็มไปด้วยความหดหู่ หม่นหมองจากสภาพทางจิตที่ไม่ปรกติ อีกทั้งความรักและความเอาใจใส่ของสามีที่มอบให้ ซึ่งดูจะมีมากจน ‘ล้น’ และแทบเป็นการควบคุมบงการให้เธอต้องทำตามอย่างไม่อาจกระดิกกระเดี้ยตัวได้ รวมถึงท่าทีของสาวใช้ที่ดูแข็งกระด้าง และปราศจากความยำเกรงเธอในฐานะภรรยาของเจ้านาย อีกทั้งยังประพฤติตนตามขนบของคนรับใช้ที่ดีคือ ‘พอลับหลังก็นินทานาย’ ยังไม่ต้องเอ่ยถึงการแสดงออกซึ่งความรักระหว่างเธอกับพี่สาว วาเนสซ่า (มิแรนด้า ริชาร์ดสัน) ที่ดูจะเกินขอบเขตความเป็นพี่น้องธรรมดาๆอยู่มาก ทำให้เธอต้องคิดหาวิธีไล่คนรับใช้ออกไปให้พ้นหูพ้นตา เพื่อมิให้มาคอยสอดส่องจ้องดูในยามที่เธออยู่กับพี่สาวเพียงลำพัง ทั้งหลายทั้งปวงนี้ส่งผลให้ชีวิตของเวอร์จิเนีย วูล์ฟในเวลานั้น ไม่ต่างอะไรจากนักโทษที่กำลังโดนกักขัง ปราศจากอิสรภาพที่จะคิดและตัดสินใจทำในสิ่งต่างๆด้วยตนเอง กลายเป็นคนที่กำลังรู้สึกแปลกแยกกับสภาพแวดล้อมรอบตัว ภายในเมืองเล็กๆที่มีแต่ความเงียบสงบอันชวนอึดอัด สิ่งเดียวที่เธอต้องการในเวลานั้นก็คือการพาตัวเองออกไปจากสภาพชีวิตที่เป็นอยู่ ทว่าในห้วงยามนั้น เธอจะพาตัวเองหลีกหนีไปหนไหนได้เล่า...



ที่เมืองลอสแองเจลิส ปี 1951 ลอร่า บราวน์ (จูเลี่ยนน์ มัวร์) แม่บ้านสาวผู้มีชีวิตเพียบพร้อมสมบูรณ์ กำลังเปิดอ่านนวนิยายเรื่อง Mrs. Dalloway ของวูล์ฟ ในเช้าซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของสามีของเธอ แดน (จอห์น ซี. ไรลี่ย์) ผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวที่ทำหน้าที่ไม่บกพร่องแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะในฐานะสามีและพ่อ ส่วนลูกชายวัยกำลังซน ริทชี่ (แจ๊ค โรเวลโล่) ก็เป็นเด็กเรียบร้อยที่ไม่เคยก่อปัญหา ทว่าในท่ามกลางความงดงามร่มรื่นของชีวิตที่เต็มเปี่ยมเช่นนี้ ลอร่ากลับค้นพบถึงโพรงว่างเปล่าที่แอบซ่อนอยู่ในอารมณ์และความรู้สึกของเธอ ซึ่งกำลังค่อยๆแผ่ขยายพื้นที่ความว่างเปล่านั้นจนใกล้เต็มเนื้อที่ของหัวใจแทบทุกขณะ ความน่าอึดอัดของชีวิตประจำวันที่ซ้ำซาก น่าเบื่อ ปราศจากสีสันตื่นเต้น ทำให้เธอเกิดอาการชินชากับชีวิต จนตัดสินใจที่จะหลีกหนีไปเสียให้พ้นจากวังวนอันจำเจนี้ด้วยการปลิดชีพตนเอง แต่แค่การตัดสินใจว่าจะทำนั้นยังไม่เพียงพอ จำเป็นต้องใช้ความกล้าหาญที่จะลงมือทำด้วย ทำให้เมื่อถึงวินาทีสุดท้าย หญิงสาวก็เปลี่ยนใจ และหันกลับมาเผชิญหน้ากับชีวิตเดิมๆของเธออีกครั้ง ก่อนการตัดสินใจเลือกครั้งใหม่จะมาถึง...

ที่เมืองนิวยอร์ค ปี 2001 แคลริสซ่า วอห์น (เมอริล สตรีพ) บรรณาธิการสาวใหญ่กำลังวุ่นวายอยู่กับการจัดเตรียมงานเลี้ยงฉลองความสำเร็จให้แก่ ริชาร์ด (เอ๊ด แฮร์ริส) อดีตคนรักของเธอที่เพิ่งจะได้รับรางวัลสำคัญทางด้านการเขียนหนังสือเป็นครั้งแรกในชีวิต และกำลังป่วยหนักด้วยโรคเอดส์ขั้นร้ายแรง ส่งผลให้เขามีอาการหดหู่ หม่นหมอง และคิดแต่จะลาจากโลกนี้ไปเพียงอย่างเดียว ในขณะที่แคลริสซ่ากลับพยายามทุกวิถีทางที่จะกระตุ้นให้เขามีกำลังใจในการมีชีวิตอยู่ต่อโดยไม่นำพาแม้แต่น้อยว่าถ้อยคำที่เขากล่าวแก่เธอว่า “ผมจะมีชีวิตอยู่ต่อเพื่อให้คุณพึงพอใจ” มันจะแฝงนัยของการประชดประชันสักเพียงใด ทั้งนี้ก็น่าจะเป็นเช่นคำพูดที่เขาพูดกับเธอนั่นเองว่า “มิสซิสดัลโลเวย์ ผู้ชอบจัดงานเลี้ยง เพื่อปกปิดความเงียบเหงา” อันสะท้อนให้เห็นถึงบุคลิกส่วนตัวของเธอออกมาอย่างชัดเจน (ริชาร์ดมักจะเรียกแคลริสซ่าว่า ‘มิสซิสดัลโลเวย์’ ตัวละครสำคัญในนวนิยายของเวอร์จิเนีย วูล์ฟ เนื่องจากมีชื่อต้นเดียวกัน) ซึ่งเธอก็ได้ระเบิดมันออกมาอย่างรุนแรง เมื่อได้พูดคุยกับอดีตแฟนหนุ่ม (เจฟฟ์ แดเนี่ยลส์) ของริชาร์ดที่เดินทางมาร่วมงานเลี้ยงตามคำเชิญของเธอ และทำให้ทุกคนได้รู้ว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ริชาร์ดถูกแฟนหนุ่มทอดทิ้ง และเขาติดเชื้อเอดส์ ทำให้ทุกๆวันเธอจะต้องเจียดเวลาไปคอยดูแลริชาร์ดที่กำลังป่วยหนักยังอพาร์ทเมนท์ของเขา เธอต้องพยายามปกปิดความรู้สึกอันแท้จริงของตนเองอย่างมากมายเพียงไหน แทบจะเรียกได้ว่าตลอดชีวิตของเธอคอยแต่จะคิดถึงเรื่องของคนอื่นเสมอ จนละเลยที่จะคิดถึงความสุขของตนเอง โดยเฉพาะกับชีวิตรักระหว่างเธอกับ แซลลี่ (อลิสัน แจนนี่ย์) ที่แม้จะใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมาอย่างเปิดเผยนับสิบปีแล้วก็ตาม แต่กลับจะคล้ายๆเหมือนเหินห่างและชืดชาลงไปไม่น้อย ขณะที่เธอกลับแสดงออกต่อคนรอบข้างด้วยความร่าเริงแจ่มใสอยู่ตลอดเวลา ราวกับว่าโลกนี้ไม่มีคำว่าเศร้าในห้วงความคิดของเธอแม้แต่น้อย ซึ่งนั่นไม่เป็นความจริงเลย และคนที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยปลดปล่อยพันธนาการในชีวิตของแคลริสซ่าได้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากริชาร์ดเพียงคนเดียว



ดังกล่าวไว้ในตอนต้นว่า ยุคสมัยที่แตกต่างทำให้ผู้หญิงทั้งสามคนที่มีชีวิตอยู่คนละยุคสมัย แต่กลับตกอยู่ในห้วงอารมณ์และความรู้สึกเดียวกัน ได้ตัดสินใจ ‘เลือก’ ขีดเส้นทางเดินให้แก่ชีวิตของตนที่ผิดแผก... เวอร์จิเนีย วูล์ฟต้องใช้ชีวิตหลังจากนั้นอยู่ต่อมานานอีกหลายปี กว่าที่เธอจะตัดสินใจเลือกความตายเป็นทางออกให้แก่ชีวิตของตนเอง ตรงนี้น่าจะเป็นเพราะสภาพของสังคมยุคก่อน ไม่เอื้ออำนวยให้ผู้หญิงมีทางเลือกในการดำเนินชีวิตเพียงลำพังเท่าใดนั้น แม้ว่าเวอร์จิเนีย วูล์ฟจะมีชื่อเสียงโดดเด่นในงานของความเป็นนักเขียนหัวก้าวหน้า ที่บุกเบิกแนวทางใหม่ให้แก่วงการวรรณกรรมโลกก็ตาม ทว่าในความเป็นจริง ผลงานของเธอได้ถูกนำมาวิเคราะห์ศึกษากันอย่างละเอียดก็หลังจากที่เธอเสียชีวิตลงแล้ว อีกทั้งเธอเองก็ต้องต่อสู้กับสภาพความป่วยไข้ทางจิตอันทุกข์ทรมานมาโดยตลอด การเลือกความตายเป็นทางออกให้แก่ชีวิตของตนเอง จึงน่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดสำหรับเธออย่างแท้จริง

ต่างจากในกรณีของลอร่า บราว์น ยุคสมัยที่เธอใช้ชีวิตอยู่นั้น สังคมค่อนข้างจะเปิดกว้างมากขึ้น มิได้ถูกจำกัดให้อยู่แต่เพียงภายในบ้านอีกต่อไป เห็นได้จากการที่เธอสามารถจะขับรถไปไหนต่อไหนได้อย่างเสรี และไปเปิดห้องเช่าในโรงแรมเพื่อพักผ่อนเพียงลำพังได้ง่ายๆ แค่มีเงินในกระเป๋าเท่านั้น ดังนั้น เมื่อลอร่าเปลี่ยนใจที่จะเลือกความตายเป็นทางออกให้แก่ตนเอง การกลับมาดำเนินชีวิตอันจำเจกับสามีผู้น่าเบื่อหน่ายอีกครั้ง ก็เพื่อเป็นการเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเลือกครั้งใหม่ที่เธอเองเป็นผู้กำหนด คือการนำพาตนเองไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสถานที่อันห่างไกลจากสภาพแวดล้อมเดิม ความผิดใหญ่หลวงเพียงประการเดียวของลอร่า ก็คือการที่เธอละทิ้งครอบครัวไปอย่างไม่ไยดี ซึ่งนั่นก็เท่ากับทำให้เธอแทบไม่ต่างจาก ‘ตาย’ ไปเสียแล้วจากครอบครัวเดิม ด้วยเหตุผลง่ายๆที่เธอพูดกับแคลริสซ่าว่า “ฉันเลือกที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป”

สำหรับแคลริสซ่า วอห์น ซึ่งมีชีวิตอยู่ในยุคปัจจุบัน ที่สภาพสังคมเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง และสามารถเลือกใช้ชีวิตได้อย่างอิสระเสรีดังใจปรารถนา เห็นได้ชัดเจนจากการที่เธอสามารถใช้ชีวิตคู่รักแบบเลสเบี้ยนกับแฟนสาวได้อย่างเปิดเผย โดยไม่จำเป็นต้องแอบซ่อนไม่ให้ผู้อื่นล่วงรู้อย่างในยุคของเวอร์จิเนียหรือลอร่า ความตายอย่างกะทันหันของริชาร์ด แม้จะทำให้เธอรู้สึกเคว้งคว้างอยู่บ้างในตอนแรก แต่การเดินทางมาถึงของลอร่า บราว์นในวัยชรา ที่มาสารภาพความผิดของตนในฐานะแม่ที่สร้างบาดแผลให้แก่ลูกชายของตนเอง ก็ทำให้แคลริสซ่าได้หันมายอมรับกับความจริงว่า ตัวเธอนั้นย่อมต้องมีชีวิตที่เป็นของเธอเองจริงๆบ้าง และนั่นก็เป็นสิ่งที่เธอทำมันหล่นหายไปแสนนานด้วยการที่เธอมัวแต่คิดถึงผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา ความสงบสุขที่แท้จริงนั้นย่อมมิได้มาจากการพยายามหลีกหนีความทุกข์ หรือปกปิดความเงียบเหงาด้วยการจัดงานเลี้ยงตลอดเวลา หรือกระทั่งความพยายามจะยื้อยุดชีวิตของคนบางคนไว้ ทั้งที่คนๆนั้นก็ไม่ปรารถนาจะมีชีวิตอยู่ต่อ เพียงเพื่อความพึงพอใจของตนเอง ทว่าความสงบสุขที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ก็จากการเผชิญหน้ากับความเป็นจริงของชีวิต ที่ย่อมต้องมีทั้งทุกข์และสุขผสมปะปนคละเคล้ากันไปตลอด ซึ่งเธอจะต้องยอมรับทั้งทุกข์และสุขนั้นให้ได้ด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง มิใช่การหลอกลวงตัวเองไปวันๆว่าชีวิตนี้มีแต่เฉพาะความสุข ดังที่เธอเคยปฏิบัติมา



ผู้กำกับ สตีเฟ่น ดัลดรี้ ที่เคยสร้างความประทับใจให้แก่นักดูหนังทั่วโลกมาแล้ว จากเรื่องราวของเด็กชายที่ต้องการจะเป็นนักเต้นบัลเล่ต์ใน Billy Elliot (2000) ที่ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ในสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมเป็นครั้งแรก ตามมาด้วยการได้เข้าชิงในสาขาเดียวกันอีกครั้งใน The Hours ซึ่งดัดแปลงสร้างจากนวนิยายในชื่อเดียวกันของ ไมเคิล คันนิ่งแฮม โดย เดวิด แฮร์ ที่ได้เข้าชิงออสการ์ในสาขาบทดัดแปลงยอดเยี่ยมด้วย (แต่พลาดให้แก่ The Pianist) ดัลดรี้นำเสนอเรื่องราวของตัวละครทั้งสามคนในลักษณะคู่ขนาน คือเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งสามเหตุการณ์ ตัวละครหลักทั้งสามต่างกำลังอยู่สภาวะทางอารมณ์ที่คล้ายคลึงกัน คือรู้สึกอึดอัดกับสภาพชีวิตที่เป็นอยู่ และต้องการจะพาตัวเองหลีกหนีไปให้พ้นเสียจากชีวิตในปัจจุบันขณะ หนังดูเหมือนจะสรุปให้คนดูเสร็จสรรพถึงตัดสินในเลือกหนทางในการชีวิตอยู่ต่อของตัวละคร ที่แม้จะแปลกแยกและต้องทนทุกข์ทรมานอยู่เพียงลำพังสักเพียงไหนก็ตาม หากก็ยังคงเลือกที่จะมีชีวิต แม้ว่ามันจะต้องแลกกับหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่อาจนำกลับคืนมาได้ ทว่าเอาเข้าจริงแล้วก็มิได้ชัดเจนถึงขั้นนั้น หนังเลือกที่จะจบลงด้วยภาพของเวอร์จิเนีย วูล์ฟที่กำลังก้าวลงไปในแม่น้ำเพื่อปลิดชีพตนเอง ซึ่งเป็นฉากเดียวกับตอนเปิดเรื่อง พร้อมด้วยเสียงบรรยายที่พูดถึงการมีชีวิตในแบบที่เธอเป็น รวมถึงการที่มนุษย์ทุกคนมีสิทธิเลือกที่จะมอบบรรณาการเช่นใดก็ได้ให้แก่ชีวิตตนเอง ไม่ว่าสิ่งนั้นจะคือลมหายใจอันทุกข์ทรมาน หรือความตายอันสงบนิรันดร์

นิโคล คิดแมนได้รับทั้งรางวัลลูกโลกทองคำและรางวัลออสการ์จากเรื่องนี้ ซึ่งน่าจะถือได้ว่าเป็นบทบาทการแสดงที่ดีที่สุดของเธอโดยแท้ การเปลี่ยนแปลงตนเองอย่างไม่เหลือเค้าความสวยงามเดิมๆของเธอ คือการแสดงถึงความทุ่มเทให้กับบทบาทอย่างมาก ผสานกับการแสดงที่ดูหนักแน่น จริงจัง และน่าเชื่อถือ ทำให้ภาพของเวอร์จิเนีย วูล์ฟที่ออกมา ดูเต็มไปด้วยความกดดัน สับสน และพร้อมจะระเบิดอารมณ์เกรี้ยวกราดออกมาทันทีที่มีสิ่งเล็กน้อยเข้าไปกระทบ นักแสดงหญิงอีกสองคนที่ร่วมแสดงด้วยต่างก็ทำหน้าที่ยอดเยี่ยมด้วยกันทั้งคู่ บทลอร่า บราวน์ของจูเลี่ยนน์ มัวร์ออกจะมีสีสันน้อยที่สุด แต่มัวร์ก็ทำให้ภาพของแม่บ้านสาวในยุค ’50 ที่กำลังอยู่ในภาวะอึดอัดคับข้องใจกับชีวิตที่เงียบเหงาซ้ำซาก กลายเป็นตัวละครที่คนดูคงอดที่จะเห็นใจเธอไม่ได้ และน่าจะมีไม่น้อยที่คงจะยกโทษให้กับการกระทำของเธอในตอนจบ ส่วนเมอริล สตรีพในบทแคลริสซ่า วอห์น สาวใหญ่ในยุคปัจจุบันที่พยายามสร้างภาพความสุขให้แก่ชีวิตตนเองอยู่ตลอดเวลา โดยเก็บกดความทุกข์นานัปการไว้ภายใต้เปลือกนอกของความร่าเริงที่แสดงออกต่อผู้คนรอบข้าง คือบทที่เอื้อให้สตรีพได้โชว์พลังทางการแสดงอันยอดเยี่ยมของเธอออกมาอย่างเต็มที่ และทำให้รู้สึกได้ว่าเธอคือตัวละครที่มีเลือดเนื้อและมีความรู้สึกของความเป็นมนุษย์มากที่สุดในบรรดาตัวละครทั้งสามตัวอย่างแท้จริง น่าเสียดายที่กรรมการออสการ์มองข้ามเธอไป ไม่แม้กระทั่งการเสนอชื่อเข้าชิงด้วยซ้ำ แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่ควรทำใจ ออสการ์ก็มีอะไรแปลกๆเช่นนี้อยู่เสมอ บทบาทที่สมควรได้เข้าชิงกลับพลาด แต่บทบาทที่แย่สุดๆจนไม่น่าเชื่อเลยว่าจะได้เข้าชิง (เช่น Music of the Heart) กลับได้เข้าชิงออสการ์อย่างหน้าตาเฉย

นักแสดงสมทบอีกสองคนที่โดดเด่นจนข้ามไปไม่พูดถึงไม่ได้ ก็คือ โทนี่ คอลเล็ตต์ ในบท คิตตี้ เพื่อนบ้านของลอร่า ที่มาขอให้ลอร่าช่วยไปให้อาหารสุนัขที่บ้านระหว่างเธอไปรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล คอลเล็ตต์ออกมาเพียงแค่ฉากเดียว แต่ก็เป็นฉากเดียวที่โดดเด่นจนคนดูจดจำได้แม่นยำ โดยเฉพาะฉากที่เธอค่อยๆเปิดเผยความรู้สึกร้าวลึกภายในออกมาทีละน้อย ถึงความอ่อนแอเปราะบางที่ซุกซ่อนอยู่ลึกๆภายในจิตใจ และความรู้สึกผิดที่ตนไม่อาจทำหน้าที่ของ ‘ความเป็นผู้หญิง’ ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ สีหน้าของเธอในฉากดังกล่าวนี้เปลี่ยนแปลงกลับไปกลับมาอย่างรวดเร็วราวกับเปลี่ยนหน้ากาก สื่อให้เห็นถึงความไม่มั่นคงในจิตใจของเธออย่างชัดเจน คิตตี้ถือเป็นหนึ่งในตัวแทนของสภาพชีวิตหญิงสาวในยุค ’50 ที่มีชีวิตเพียบพร้อมสมบูรณ์ แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นตรงข้าม ซึ่งว่ากันตามจริงแล้ว ชีวิตที่เป็นไปในลักษณะนี้ก็เกิดขึ้นอยู่เสมอ ไม่ว่าคนๆนั้นจะเป็นหญิงหรือชาย หรือมีชีวิตอยู่ในยุคสมัยใดก็ตาม



เช่นเดียวกับโดยเอ๊ด แฮร์ริส ที่ถ่ายทอดภาพความทุกข์ทรมานชีวิตที่เต็มไปด้วยความปวดร้าวออกมาได้อย่างแนบเนียน ในบท ริชาร์ด บราวน์ กวีหนุ่มและอดีตคนรักของแคลริสซ่าที่กำลังตกอยู่ในภาวะอับเฉาและแห้งแล้งที่จะต่อสู้กับการมีชีวิต ว่าไปแล้ว ริชาร์ดก็เป็นตัวแทนในโลกปัจจุบันของเวอร์จิเนีย วูล์ฟนั่นเอง หลายๆประโยคที่เขาเอ่ยออกมาด้วยสำเนียงดูถูก “หากผมไม่เป็นเอดส์ พวกเขาก็คงจะไม่ให้รางวัลผมหรอก” ก็มิได้แตกต่างจากยุคสมัยของวูล์ฟที่กว่าผลงานของเธอจะได้รับการยอมรับอย่างแท้จริง ก็หลังจากที่เธอจมตัวเองลงในแม่น้ำไปเรียบร้อยแล้ว จึงได้มีการหยิบผลงานของเธอขึ้นมาอ่านอย่างละเอียดเพื่อตรวจสอบและค้นหาร่องรอยอาการเจ็บป่วยทางจิตใจของเธอในภายหลัง

นอกจากนี้ ความคล้ายคลึงของทั้งสองยังปรากฏชัดเจนในเรื่องรสนิยมทางเพศ เห็นได้ชัดเจนว่าริชาร์ดเป็นเกย์ ส่วนเวอร์จิเนีย วูล์ฟ ตามประวัติส่วนตัวของเธอก็ระบุว่าเธอเป็นไบเซ็กซ์ช่วล แน่นอนว่าด้วยยุคสมัยที่แตกต่าง ริชาร์ดอาจจะโชคดีกว่าเวอร์จิเนีย วูล์ฟ ตรงที่ริชาร์ดสามารถจะใช้ชีวิตคู่ของตนเองได้อย่างเปิดเผย ขณะที่เวอร์จิเนีย วูล์ฟกลับต้องคอยหลบๆซ่อนๆ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การใช้ชีวิตในสังคมที่ยังคงยึดถือคติเรื่องชายจริง-หญิงแท้ และความผันแปรไม่แน่นอนในจิตใจมนุษย์ที่ยังคงซับซ้อนยากหยั่งถึงอยู่เช่นเดิม ก็ทำให้ตลอดเส้นทางชีวิตของพวกเขาล้วนเต็มไปด้วยความเปลี่ยวเหงาและเดียวดาย คล้ายเป็นชีวิตที่ถูกสาปให้มีเพียงความตายเท่านั้นคือทางออก...
เศรษฐศิริ

อำนวยการสร้าง-สก๊อตต์ รูดิน, โรเบิร์ต ฟ็อกซ์/กำกับภาพยนตร์-สตีเฟ่น ดัลดรี้/บทภาพยนตร์-เดวิด แฮร์ (จากนิยายชื่อเรื่องเดียวกันของ ไมเคิล คันนิ่งแฮม)/กำกับภาพ-ซีมัส แม็คกราวี่ย์/ลำดับภาพ-ปีเตอร์ บอยล์/ออกแบบงานสร้าง-มาเรีย ด์เจอร์โควิค/กำกับศิลป์-นิค พัลเมอร์, จูดี้ รีห์/ดนตรีประกอบ-ฟิลิป กลาส/ผู้แสดง-เมอริส สตรีพ (แคลริสซ่า วอห์น), นิโคล คิดแมน (เวอร์จิเนีย วูล์ฟ), จูเลี่ยนน์ มัวร์ (ลอร่า บราวน์), เอ๊ด แฮร์ริส (ริชาร์ด บราวน์), จอห์น ซี. ไรลี่ย์ (แดน), โทนี่ คอลเล็ตต์ (คิตตี้)

*ตีพิมพ์ในนิตยสาร Starpics



Friday, March 14, 2014

THE BRIDGE (2006)





THE BRIDGE   ***1/2
คนตายทำร้ายคนเป็น

ตั้งแต่เด็กๆ ผมรู้จักสะพานโกลเด้นเกทในฐานะสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ซึ่งมันยังคงเป็นเช่นนั้นแม้ว่าผมจะอายุปูนนี้แล้ว แต่สิ่งที่ได้รู้เพิ่มขึ้นหลังจากดูสารคดีนี้ คือความจริงอันน่ากลัวว่ามันเป็นสถานที่ที่คนมาฆ่าตัวตายมากที่สุด

นับตั้งแต่เปิดใช้งานในปี 1937 ตลอด 70 ปีที่ผ่านมา สายน้ำใต้สะพานอันสวยงามแห่งนี้ได้กลืนกินชีวิตมนุษย์ไปแล้วไม่ต่ำกว่า 1,200 คน

เฉพาะในปี 2004 ซึ่งผู้กำกับ เอริค สตีล กับทีมงานไปตั้งกล้องถ่ายภาพตามมุมต่างๆของสะพาน โดยเฉพาะกับการถ่ายภาพผู้คนจำนวนมากที่เดินขวักไขว่ไปมาบนนั้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะเดินๆหยุดๆเพื่อชื่นชมทัศนียภาพงดงาม แต่ก็มีอีกจำนวนไม่น้อยที่มีพฤติการณ์น่าสงสัยจนทีมงานต้องตัดสินใจโทร.แจ้งให้เจ้าหน้าที่เขายับยั้ง ทว่าก็มิใช่จะทำได้กับทุกคน ปรากฏว่าตลอดปีนั้นมีคนมาฆ่าตัวตายยังสถานที่นี้ได้สำเร็จถึง 24 ราย โดย 3 รายยังคงไม่พบศพจนถึงปัจจุบัน

อาจเป็นตัวเลขที่ฟังดูไม่มากเมื่อเทียบกับตัวเลขการเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุหรือโรคร้ายสารพัน แต่หากคำนึงว่าเป็นความตายจากการลงมือทำลายชีวิตตนเอง แม้จะมีตัวเลขแค่ 1 ก็ยังถือเป็นเรื่องน่าสลดหดหู่ใจ

เหตุใดคนถึงนิยมไปฆ่าตัวตายที่สะพานนี้ ดูจะเป็นปริศนาที่สารคดีนี้ทิ้งค้างให้คนดูนำไปคิดต่อ เช่นเดียวกับข้อสงสัยของหลายคนที่มาบอกเล่าความรู้สึกจากการต้องสูญเสียสมาชิกในครอบครัวหรือคนรู้จักใกล้ชิดไปตลอดกาล ซึ่งจะพูดคล้ายๆกันว่าทำไมบุคคลเหล่านั้นจึงเลือกที่จะตาย แทนการเลือกที่จะอยู่ แล้วเดินหน้าต่อสู้กับความขรุขระยากลำบากนานา เพื่อที่สักวันชีวิตจะได้พบกับความสุขที่เฝ้าคอย...

การเลือกที่จะจบชีวิตตนเองอาจถือเป็นหนทางแก้ปัญหาของคนเหล่านั้นก็จริง ซึ่งเมื่อความตายยื่นมือเข้ามายุติปัญหาทั้งมวลให้แล้ว ทุกอย่างก็เป็นอันจบสิ้น แต่พวกเขาหารู้ไม่หรอกว่าการตัดสินใจเลือกประตูนี้เป็นทางออก มันได้เปิดประตูแห่งความทุกข์ใจอันไม่มีวันจบสิ้นแก่อีกหลายคนที่ยังคงมีลมหายใจ

กลายเป็นความเศร้าสลดใจที่เกิดขึ้นกับผมขณะกำลังดูสารคดีนี้ จากความคิดที่ว่าคนตายนั้นย่อมไม่รับรู้อะไรอีกแล้ว แต่คนที่ยังไม่ตายนั่นต่างหากที่คล้ายกับต้องตกอยู่ในสภาพดั่งตายทั้งเป็น เพราะไม่ว่าจะพยายามหาคำตอบอันสมเหตุสมผลในการฆ่าตัวตายของคนที่ตนรัก-รู้จัก-คุ้นเคยเพียงใด คำตอบที่ได้ก็มักจะย้อนกลับไปสู่คำถามที่ว่า แล้วพวกเขาทำอะไรผิดพลาดไป...ตลอดเวลาที่ผ่านมาพวกเขายังทำทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือผู้จากไปให้ก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งความยากลำบากของชีวิตไม่พออีกหรือ...



สารคดี The Bridge ใช้วิธีการดำเนินเรื่องผ่านคำสัมภาษณ์ของญาติมิตรและคนรู้จักของผู้ที่ฆ่าตัวตาย ตัดสลับกับภาพของสะพานนี้ในมุมต่างๆและในหลายหลากช่วงเวลา ภาพสะพานที่ปรากฏแก่สายตาผู้ชมจึงให้อารมณ์ที่แตกต่าง ทั้งสง่างามน่าขามเกรงและลึกลับน่าหวาดหวั่น หลายๆครั้งที่ผู้ชมจะได้เห็นสะพานตกอยู่ในท่ามกลางกลุ่มหมอกหนาทึบที่ค่อยๆเคลื่อนตัวผ่าน ช้าบ้างเร็วบ้าง เผยให้เห็นความยิ่งใหญ่อลังการของมัน ซึ่งไม่ว่าจะรู้สึกอย่างไร สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธมิได้คือมันเป็นสถานที่ที่งดงาม จนแทบไม่อยากเชื่อเลยว่ามีคนนับพันเลือกมาจบชีวิตลงด้วยน้ำมือตนเอง

ไม่เพียงเท่านั้น หนังยังแทรกภาพของผู้คนขณะกำลังปีนข้ามราวกั้นซึ่งสูงเพียง 4 ฟุต และทิ้งตัวลงจมหายไปในสายน้ำเบื้องล่างเข้ามาเป็นระยะ (จนชวนให้นึกถึงสารคดี Faces of Death-แอบดูเป็น แอบดูตาย เมื่อหลายปีก่อนเสียมิได้) และจากข้อมูลที่บันทึกไว้ ระดับความสูงของสะพานห่างจากพื้นน้ำประมาณสองร้อยถึงสามร้อยฟุต เทียบเท่าความสูงของตึก 25 ชั้น เมื่อกระโดดลงมาใช้เวลาเพียง 4 วินาที ร่างจะกระแทกผิวน้ำด้วยความเร็วไม่ต่ำกว่า 75 ไมล์ต่อชม. จึงกล่าวได้ว่าไม่มีสักคนเดียวที่จะรอด

แต่กระนั้นก็ยังมีผู้ที่รอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์ ซึ่งมีจำนวนน้อยมาก และหนึ่งในนั้นก็มาถ่ายทอดเรื่องราวและความรู้สึกของเขาในสารคดีนี้ คือ เควิน ไฮด์ หนุ่มวัย 25 ปีที่เคยมากระโดดสะพานนี้เมื่อปี 2000 จากความทรมานด้วยอาการทางจิตที่เขาต้องประสบมานานปีจนไม่อาจแบกรับไหว และตัดสินใจเลือกความตายเป็นทางออก เขาเล่าว่าวันนั้นเขายืนร้องไห้อยู่นานนับชั่วโมง จู่ๆก็มีนักท่องเที่ยวหญิงชาวเยอรมันเดินเข้ามาขอให้เขาช่วยถ่ายรูปให้ โดยมิได้มีท่าทีใส่ใจกับอาการตรมทุกข์ของเขาแม้สักนิด จนเขาอดที่จะนึกฉุนเฉียวอยู่ในใจเสียมิได้ และหลังจากที่เขาถ่ายรูปให้เธอเสร็จแล้ว เควินก็ปีนข้ามราวกั้นเพื่อทำในสิ่งที่ตั้งใจไว้แต่ต้นทันที

เขาคงทำได้สำเร็จ ถ้าหากว่าในเสี้ยววินาทีที่จะกระโดดนั้น เขาจะไม่เกิดความรักชีวิตขึ้นในใจอย่างฉับพลัน ทำให้เขาเปลี่ยนท่าพุ่งสู่ผิวน้ำโดยใช้เท้าลง แทนการใช้ศีรษะหรือลำตัวซึ่งรับรองผลได้แน่นอนกว่า (คงจะทราบกันดีว่าการกระโดดน้ำจากที่สูงนั้น ยิ่งความสูงมากเท่าไร แผ่นน้ำที่รองรับก็ยิ่งแข็งมากขึ้นเท่านั้น คนที่มากระโดดน้ำตาย ณ สะพานนี้จึงมิได้จมน้ำตายเสมอไป) และเขาเองก็บอกว่าอาจเป็นโชคดีที่รองเท้าของเขาค่อนข้างแข็งแรง ซึ่งมีส่วนช่วยลดแรงกระแทกได้พอสมควร แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็บาดเจ็บสาหัส ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลนานนับเดือน

ที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่านั้น คือตอนเขาเล่าถึงช่วงเวลาที่ตกอยู่กลางวงล้อมของกระแสน้ำ และสำนึกได้ว่าตนเองยังไม่ตาย ร่างกายของเขาก็สัมผัสกับความอ่อนโยนของปลาโลมาที่คอยพยุงร่างของเขาไว้มิให้จม จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ยามฝั่งมาช่วยเหลือ



คำบอกเล่าของเควินนั้นมีจุดหนึ่งที่สะกิดใจผมมาก คือตอนที่เขาเล่าถึงนักท่องเที่ยวที่ขอให้เขาช่วยถ่ายรูปให้ โดยไม่แยแสสนใจว่าเขากำลังอยู่ในสภาพใดนั้น...“เธอกำลังมีความสุขมากซะจนไม่สนใจอะไรเลยสักนิด”...แม้ว่าเควินจะมิได้มีเจตนากล่าวร้ายเธอผู้นั้นก็จริง แต่ผมคิดว่าคำพูดของเขานั้นมาจากมุมมองของคนที่กำลังอยู่ในอาการสิ้นหวังท้อแท้ในการมีชีวิต และมีความประสงค์จะทำลายชีวิตตนเองเป็นพื้นฐาน ซึ่งสิ่งเดียวที่ผู้ที่กำลังตกอยู่ในภาวะนั้นกำลังต้องการอย่างที่สุด คือการได้รับความเข้าใจและกำลังใจจากใครสักคน มากกว่าจะเป็นการร้องขอให้ช่วยทำอะไรให้

เรื่องที่ว่าเธอผู้นั้นจะเป็นจริงอย่างที่เควินตั้งข้อสังเกตหรือไม่ขอให้ยกไว้ก่อน แต่หากมองเหตุการณ์นี้ด้วยใจเป็นธรรม การที่เควินได้เห็นนักท่องเที่ยวคนนั้นกำลังมีความสุขมากมาย อาจมีส่วนไม่มากก็น้อยที่ทำให้เขาเกิดความรู้สึกไม่อยากตายก็เป็นได้ เพียงแต่เควินอาจจะไม่รู้ตัวและไม่คิดว่ามันจะเป็นเหตุการณ์สำคัญถึงขั้นพลิกชีวิตของเขา

ในความเห็นของผม...โลกเราคงไม่เลวร้ายถึงขั้นที่คนเราไม่แยแสใส่ใจกันและกันหรอกครับ ผมยังคงเชื่อว่าไม่น่าจะมีใครใจจืดใจดำถึงขนาดเห็นคนที่กำลังอยู่ในอาการหดหู่สิ้นหวัง แล้วจะมีแก่ใจหัวเราะเริงร่าได้โดยไม่รู้สึกรู้สมอันใด ใจผมจึงออกจะคิดว่าบางทีเธอผู้นั้นอาจต้องการช่วยเควินด้วยการหาทางเบี่ยงเบนสมาธิของเขาเสียด้วยซ้ำ แต่ทว่าการแสดงออกต่อสถานการณ์ต่างๆของมนุษย์เรานั้นย่อมไม่อาจกำหนดให้เป็นแบบแผนเดียวกัน จึงไม่เสมอไปที่คนๆหนึ่งจะแสดงอาการปลอบใจอีกคนหนึ่งด้วยการลูบหลังอย่างแผ่วเบาและพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ขณะที่บางคนก็ไม่นิยมการถูกปฏิบัติแบบนั้นเช่นกัน เพราะคิดแบบนี้ผมจึงปักใจเชื่อว่าการที่เธอผู้นั้นตรงมาขอให้เควินช่วยถ่ายรูปให้ น่าจะถือเป็นการช่วยยับยั้งเขามิให้คิดฆ่าตัวตาย ซึ่งก็ไม่รู้ว่าที่คิดแบบนี้จะเกิดจากการที่ผมดูหนังมากไปหรือเปล่า แต่การที่เธอทำเช่นนั้นก็น่าจะมีส่วนช่วยเบี่ยงเบนสมาธิและความคิดที่จะทำลายชีวิตตนเองของเควิน อย่างน้อยก็ในชั่วระยะหนึ่งซึ่งแม้จะไม่นานนัก แต่ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย โดยเฉพาะเมื่อคำนึงว่าถึงสถานที่ที่คนกำลังยืนร้องไห้อยู่นั้นเป็นที่ที่ง่ายต่อการก้าวเข้าหาความตายยิ่งนัก การทำทีเดินเข้าไปขอให้เขาช่วยทำอะไรให้เราสักอย่าง ถึงจะเป็นพฤติกรรมที่ไม่เข้าท่าและไม่ถูกกาลเทศะเท่าไร แต่ก็คงเป็นเรื่องที่มีน้อยคนนักที่คิดจะทำ

พูดถึงประเด็นนี้เสียยืดยาว เพราะผมรู้สึกว่าคำพูดของเควินนั้นชวนให้สิ้นหวังต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันจนเกินไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะเป็นคนมองโลกในแง่ดี แค่คิดว่าคนเราไม่ควรฟังความข้างเดียวก็เท่านั้น! พูดกันตรงๆ หากเป็นผมซึ่งอยู่ในสภาวะมีความสุขล้นจนแทบว่าจะไม่แยแสสนใจสิ่งใดรอบกาย แต่หากเห็นใครที่กำลังร้องไห้ หน้าตาเศร้าสร้อยคอตกอยู่ต่อหน้า ผมคงไม่กล้าเอ่ยปากแม้แต่จะถามว่าต้องการให้ช่วยเหลืออะไรบ้างไหมเป็นแน่ และคงจะรีบเดินหนีไปให้ห่างโดยเร็วเสียมากกว่า



จุดเด่นที่ผมสัมผัสได้จากการดู The Bridge คือพลังทางอารมณ์ที่อัดแน่นในแทบทุกๆฉาก ไม่โฉ่งฉ่างตึงตังแบบ Bowling for Columbine และไม่สะเทือนใจรุนแรงแบบ Capturing the Friedman แต่ออกจะเป็นความรู้สึกเศร้าใจแบบซึมลึกมากกว่า ด้วยตลอดทั้งเรื่องไม่มีการพูดถึงประเด็นอื่นที่นอกเหนือไปจากความรู้สึกโศกเศร้าเสียใจของญาติมิตรและคนรู้จักของผู้ที่ฆ่าตัวตายที่สะพานนี้ ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มคือ 1. คนที่เจ็บป่วยจากอาการทางจิตขั้นรุนแรง ทั้งโรคหวาดระแวงและจิตเภท ซึ่งต้องทนทุกข์ทรมานกับมันมานานหลายปีโดยที่รักษาเท่าไหร่ก็ไม่หายจนไม่อาจทนกับสภาวะปัจจุบันได้อีก 2. คนที่มีอาการหดหู่ซึมเศร้าอย่างต่อเนื่อง เป็นผู้มีความพยายามจะฆ่าตัวตายมาแล้วหลายครั้งจนในที่สุดก็ทำได้สำเร็จ และ 3. คนที่มีสุขภาพจิตปรกติดี แต่ต้องประสบกับเหตุการณ์เลวร้ายรุนแรงในชีวิต อาทิ คนรักเสียชีวิต, ตกงาน, เจอภาวะวิกฤติการเงิน, อกหัก ฯลฯ

ในตอนแรกผมแปลกใจที่ในบรรดาผู้ให้สัมภาษณ์ล้วนมีแต่คนใกล้ชิดผู้ตาย กับคนที่เห็นเหตุการณ์ฆ่าตัวตายแบบต่อหน้าต่อตา เช่นนักท่องเที่ยวหรือผู้ที่มาเล่นกีฬาทางน้ำแถวนั้น โดยไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแลสะพานหรือยามฝั่งซึ่งน่าจะเป็นผู้ประสบเหตุลักษณะนี้บ่อยครั้งออกมาแสดงความเห็นแม้แต่คนเดียว และแม้ว่าเวลาโดยส่วนใหญ่ของหนังจะเป็นของญาติมิตรผู้เสียชีวิตซึ่งป่วยเรื้อรังจากอาการทางจิตขั้นรุนแรง แต่ก็ปราศจากจิตแพทย์มาให้คำอธิบายถึงอาการของผู้ป่วยเช่นกัน

คิดๆแล้ว ผมเห็นว่าการไม่มีทั้งเจ้าหน้าที่หรือจิตแพทย์ออกมาพูดเนื้อหาข้อมูลอันแข็งกระด้าง ก็ส่งผลดีให้สารคดีนี้มีความทรงพลังในแง่ของการสร้างอารมณ์ร่วมให้แก่ผู้ชมได้มาก ขณะเดียวกันก็ทำให้เนื้อหาของหนังมีความเป็นสากลสูง เพราะความรู้สึกต่อการต้องสูญเสียบุคคลที่ตนรักไปตลอดกาล ย่อมเป็นเรื่องสะเทือนใจคนทั้งโลกได้เหมือนๆกัน อีกทั้งการได้ฟังครอบครัวและคนใกล้ชิดของผู้ตายบอกเล่าความรู้สึกที่แต่ละคนมีต่อการจากไปอย่างไม่คาดคิดด้วยวิธีการทำลายชีวิตตนเอง ซึ่งยังคงส่งผลกระทบทางอารมณ์อย่างต่อเนื่องไม่ว่าเหตุการณ์จะผ่านไปนานเพียงใด ก็ยังทำให้ดูสารคดีนี้ด้วยความรู้สึกหดหู่เป็นทวีคูณ

เช่นคำให้สัมภาษณ์ของพ่อแม่ผู้สูญเสียลูกชายวัยต้น 20 ซึ่งกล่าวด้วยใบหน้านองน้ำตาว่าตัวเขาเองก็ไม่ได้เติบโตมาในครอบครัวอบอุ่น ต้องทนเผชิญหน้ากับการถูกทารุณกรรมจากคนที่อยู่ร่วมบ้านเดียวกัน จนเขาคิดว่าตนเองน่าจะโตขึ้นมาเป็นนักเลงหรือฆาตกรโรคจิตด้วยซ้ำ แต่ในที่สุดเขาก็สามารถผ่านพ้นการมีชีวิตเช่นนั้นมาจนก่อร่างสร้างครอบครัวของตนเองขึ้นมา... คำกล่าวของแม่ที่ได้แต่ทำใจคิดว่าลูกสาวผู้จากไปคงมีความสุขไปแล้ว ด้วยไม่อาจคิดหาคำตอบอื่นใดจะเหมาะสมกับใจตนได้... คำพูดของชายหนุ่มที่ไม่ยอมรับความจริงว่าน้องสาวกระโดดน้ำฆ่าตัวตายเอง แต่กลับเชื่อมั่นว่าน้องคงโดนใครสักคนบังคับให้กระโดด... คำพูดของเพื่อนที่รู้สึกผิดกับการละเลยสัญญาณอันตรายที่ส่งมาเป็นระยะ จากคำเปรยด้วยท่าทีไม่จริงจังอันพาดพิงถึงความตาย ซึ่งพอได้ยินบ่อยครั้งก็มักจะคิดว่าเป็นเรื่องไม่จริงจัง ไม่กล้าทำจริงดังปากพูดจนถึงขั้นยุส่งด้วยซ้ำ หรือเพื่อนบางคนที่รู้สึกผิดว่าตนน่าจะให้เวลาใกล้ชิดผู้จากไปมากกว่านี้ แม้จะไม่อาจยื่นมือเข้าช่วยเหลือแบ่งเบาปัญหาได้ อย่างน้อยก็น่าจะช่วยเหลือได้ในแง่ของการยินดีรับฟังความทุกข์ด้วยท่าทีเข้าอกเข้าใจ...

ออกจะน่าเสียดายเล็กน้อยว่าหนังน่าจะให้เวลากับการนำเสนอเรื่องราวของผู้ที่ฆ่าตัวตาย ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ประสบความล้มเหลวในชีวิตให้มากกว่าอีกสักนิด เพราะคิดว่าคนกลุ่มนี้น่าจะมีแนวโน้มต่อการปลิดชีพตนเองได้ง่ายกว่ากลุ่มอื่น ด้วยว่าเป็นกลุ่มที่ไม่เคยมีอาการทางจิตให้คนรอบข้างได้สังเกตสัญญาณอันตรายจนต้องคอยเฝ้าระวังแบบอีกสองกลุ่ม ทำให้เมื่อเกิดเหตุน่าสลดใจขึ้นย่อมก่อความงุนงงและตกตะลึงแก่คนรอบข้างได้มากกว่าหลายเท่า

อย่างไรก็ตาม สาระสำคัญอันทรงคุณค่าของ The Bridge คือการแสดงท่าทีชัดเจนว่าประสงค์ที่จะต่อต้านการฆ่าตัวตายของมนุษย์ มิใช่ด้วยเหตุผลดังที่ได้ยินได้ฟังกันมานับไม่ถ้วนครั้งว่าการฆ่าตัวตายเป็นบาป แต่เพราะมันแสดงให้ผู้ชมประจักษ์แจ้งว่าคนตายทำร้ายคนเป็นได้อย่างร้ายกาจบาดลึกเพียงใด...


สมเกียรติ ชินตระกูลวัฒนะ

อำนวยการสร้าง-เจสสิก้า วูลฟ์สัน, อลิสัน พัลเมอร์ เบิร์ค, เอริค สตีล/กำกับภาพยนตร์-เอริค สตีล/กำกับภาพ-ปีเตอร์ บาลด์วิน, ปีเตอร์ แม็คแคนเดิ้ลส์/ลำดับภาพ-ซาบีน เคนเยนเบห์ล/ดนตรีประกอบ-อเล็ก เฮฟเฟส/ผู้จัดการกองถ่าย-โบ เจ. จีโนต์

*ตีพิมพ์ในนิตยสาร Starpics





Thursday, March 13, 2014

WE READ YOU MAIL (SP.584, 2002)


เด็กเมืองกาญจน์

Q : สวัสดีค่ะพี่สมเกียรติ... สบายดีหรือเปล่าคะ ไม่ได้เขียนมาคุยด้วยซะนานเลย พอดีว่าไม่ค่อยว่างค่ะ ทำงานไม่ได้หยุดเลย พอดีว่าวันนี้มีโอกาสประจวบเหมาะก็เลยเขียนมาหาพี่น่ะค่ะ SP. ฉบับ 581 ไม่มีทั้งเปิดม่าน-We Read You Mail ก็เลย เอ๊ะ! หายไปไหน คิดถึงค่ะ ก็เลยอยากจะเขียนมาคุยด้วยสักหน่อย


A : แหม...พอทราบว่ามีคนอ่านคิดถึงผมแล้ว มันชวนให้รู้สึก ‘ชื่นใจ’ จังเลย... ไม่ได้หายไปไหรหรอกครับ ยังอยู่ครบถ้วนทั้งสองคอลัมน์ เพียงแต่ต้องมีการสลับผลัดเปลี่ยนหน้าที่กันเล็กน้อย ดังที่คงจะได้รับทราบกันดีแล้ว และขอบคุณคุณเด็กเมืองกาญจน์เป็นอย่างสูงนะครับ ที่แม้จะงานยุ่งแต่ก็ยังกรุณาสละเวลาเขียนจดหมายมาคุยกัน...


Q : พี่สมเกียรติได้ดูละคะ บ่วงบรรจถรณ์ หรือเปล่าคะ ขอบอกว่าพี่มาช่าสวยมาก เห็นแล้วใจละลายเลยค่ะ (จริงมั้ย) เนื้อเรื่องไม่ค่อยแปลก แต่ชอบที่ละครสื่อออกมาลึกซึ้งดีค่ะ


A : ไม่ได้ดูแบบจริงๆจังครับ เพราะติดดู เส้นไหมสีเงิน ที่ออกอากาศทางอีกช่องอยู่ แต่ก็กดรีโมทสลับไปดูความสวยของพี่มาช่าเป็นระยะๆครับ และก็เห็นด้วยกับคุณเด็กเมืองกาญจน์พัน-หมื่น-แสน-ล้านเปอร์เซ็นต์เลยว่าเรื่องนี้พี่มาช่าเธอสวยมากกกก...สวยชนิดที่ทำให้ผมแทบขาดใจตายอยู่หน้าจอเลยทีเดียว! (อย่าโห่เลยนะครับ...ผมหมายความอย่างที่พูดจริงๆ)


Q : พี่ได้ดูเรื่อง Crossroads หรือยังคะ หนูยังไม่ได้ดูเลย เพราะอยู่ต่างจังหวัด หนังยังไม่เข้าโรงเลย จะเข้าไปดูที่ กทม. ก็ไม่ค่อยว่างเท่าไหร่ แต่ยังไงก็ต้องไปดูให้ได้ เพราะชอบ Britney Spears มาก ทีวีรึก็เปิดเพลง “I’m Not a Girl, Not Yet a Woman” บ่อยมาก แต่ร้องไม่ได้สักที เพราะไม่มีเนื้อ จึงขอความกรุณาพี่สมเกียรติช่วยลงเนื้อเพลงให้หน่อยนะคะ (ขอบคุณค่ะ)


A : ไม่ได้ดูเรื่องนี้เหมือนกันครับ ส่วนเพลงนี้ก็ร้องไม่เป็นเหมือนกัน (แถมก็ไม่แน่ใจอีกต่างหากว่าเคยได้ยินผ่านหูบ้างหรือเปล่า) แต่เรื่องเนื้อเพลงนั้นไม่มีปัญหาครับ นำลงให้ทันที ร้องเป็นร้องคล่องเมื่อไหร่ล่ะก็...อย่าลืมมาร้องให้ผมฟังบ้างนะครับ



I'M NOT A GIRL, NOT YET A WOMAN
Britney Spears 

I used to think, I had the answers to everything.
But, now I know that life doesn't always go my way, yeah.
It feels like I'm caught in the middle that's when I realized.

I'm not a girl, Not yet a woman.
All I need is time, A moment that is mine.
While I'm in between, I'm not a girl.

There is no need to protect me.
It's time that I learn to face up to this on my own.
I've seen much more than I know now.
So, don't tell me to shut my eyes.

I'm not a girl. (I'm not a girl not yet a woman)
Not yet a woman. (when I find the woman in me)
All I need is time, A moment that is mine.
While I'm in between, I'm not a girl.

But if you look at me closely, You will see it in my eyes
This girl will always find her way.

(I'm not a girl) I'm not a girl.
Don't tell me what to believe. (Not yet a woman)
I'm just trying to find the woman in me, yeah. (All I need is time)
Ohhh, all I need is time that's mine, While I'm in between

I'm not a girl. (Not a girl, Not yet a woman)
Not yet a woman. (I find the woman in me)
Not now, All I need is time (ohhh, all I need is time that's mine)
A moment that is mine. (that's mine)
While I'm in between, I'm not a girl.
Ohhhh, Not yet a woman

Q : นอกเรื่องนิดนึงนะคะ เพลงของบางแก้ว ชื่อเพลงว่า “ปีนเกลียว” คำว่าปีนเกลียวมีความหมายว่าอย่างไรคะ รู้ก็ตอบไม่รู้ก็ไม่ต้องตอบก็ได้นะคะ (ขอบคุณค่ะ)

A : รู้แต่ไม่ชัวร์ครับ เลยไม่กล้าอธิบายตามความเข้าใจส่วนตัวเพราะกลัวว่าจะผิด เพราะฉะนั้นก็จำเป็นต้องพึ่งพาตำราที่มีผู้รู้ได้อธิบายความหมายของคำๆนี้ไว้...คัดลอกมาจากหนังสือ สำนวนไทย ของขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) นะครับ... 


“ปีนเกลียว เป็นสำนวนหมายความว่า ก้าวก่ายออกนอกทางไม่ลงรอยกัน มูลของสำนวนมาจากโลหะหรือไม้ที่ทำให้เป็นร่องเป็นเกลียวในเนื้อ แยกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเรียกว่าเกลียวตัวผู้ อีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่าเกลียวตัวเมีย เป็นคู่กัน สำหรับสวมโดยวิธีหมุนให้เข้าไปตามร่องเกลียว ถ้าหมุนเข้าเกลียวดีเรียกว่า ‘กินเกลียว’ ใช้เป็นสำนวนหมายความว่าลงรอยกัน ถ้าหมุนไม่เข้าเกลียวเรียกว่า ‘ปีนเกลียว’ ใช้เป็นสำนวนหมายความว่า ไม่ลงรอยกัน แก่งแย่งกัน ก้าวก่ายออกนอกทาง สำนวนนี้จะใช้กันมาเมื่อไรไม่ทราบ เท่าที่พบมีในหนังสือดุลยวิภาคพจนกิจของ ต.ว.ส. วัณณาโณ คือนายเทียนวรรณเป็นกลอนว่า


“อันแบบบทกฎประกาศพระราชบัญญัติ
เหมือนบรรทัดเที่ยงตรงจำนงหมาย
แต่มนุษย์ยุดไม่มั่นหันเหียนกาย
จึงได้ป่ายปีนเกลียวเจียวจริงจริง”

Q : แล้วจะเขียนมาคุยด้วยอีกนะคะ และจะเป็นแฟนคลับ SP. ตลอดกาลเลยค่ะ ขอให้สุขภาพแข็งแรงนะคะ เพราะอากาศร้อนมาก เดี๋ยวจะเป็นหวัดง่ายๆ ไม่มีใครตอบจดหมาย

A : ยังไงก็ต้องมีคนตอบจดหมายแน่นอนครับ... และขอบคุณอีกครั้งสำหรับคำอวยพร ขอให้คุณเด็กเมืองกาญจน์รักษาสุขภาพเช่นกันนะครับ



ปอ

Q : สวัสดีค่ะพี่สมเกียรติ... ปิดเทอมนี้ชีพจรลงเท่ามากค่ะพี่ เป็นปิดเทอมที่อยากอยู่บ้าน แต่กลับได้ออกจากบ้านทุกอาทิตย์ ล่าสุดไปชะอำมาค่ะ เกือบจะไม่ได้ไปแล้วเชียว เพราะน้องชายจะไปพัทยา แต่หลังจากการจับไม้สั้นไม้ยาวแล้ว (บวกการอ้อนวอนอีกนิดหน่อย) ก็ได้ไปชะอำจนได้ สนุกมากๆค่ะ เล่นน้ำซะเพลินเลย ขากลับคนอื่นลงไปซื้อของกินกัน มีน้องคนเดียวที่นอนเฝ้ารถ เหนื่อยจริงๆ นอนแบบที่เรียกว่าสลบเลยพี่ สงสัยจะเหนื่อยจากวันก่อนที่จะไปชะอำด้วย เพราะไปเที่ยวดรีมเวิลด์กับเพื่อนๆในห้องมา ไปกัน 20 คนได้ค่ะ เที่ยวเล่นถ่ายรูปกันจนดรีมเวิลด์ปิด กว่าจะได้เที่ยวกันแบบนี้อีกก็โน่นแหละค่ะ...หลังเอ็นทรานซ์ เที่ยวคราวนี้ก็เป็นการเติมกำลังใจ เติมไฟในการเรียนหน่อย

A : ยังไงก็ขอเป็นกำลังใจให้น้องปอสอบเอ็นทรานซ์ผ่านเข้าไปเรียนในคณะและสาขาวิชาที่น้องมุ่งหวังครับ ประกาศผลสอบเมื่อไหร่ล่ะก็...ขอพี่เป็นคนหนึ่งที่ได้ร่วมแสดงความยินดีด้วยนะครับ...พูดถึงเรื่องไปเที่ยวแล้ว ไหนๆน้องปอก็อุตส่าห์เล่ามาให้นึกอิจฉา พี่ก็จะขอเล่าบ้างเพื่อไม่ให้น้อยหน้านะครับ (อิอิ)

ประมาณต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พี่ก็มีโอกาสได้เดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดเหมือนกันครับ...ที่ได้ไปนั้นก็เพราะได้รับความกรุณาจาก ‘พี่สาวใจดี’ ท่านหนึ่งซึ่งเผอิญได้มารู้จักกันทางอินเตอร์เน็ต ที่ได้กรุณาเปิดบ้านพักของท่านให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆชาวเน็ต (ในเว็บบอร์ดสนทนากับว.วินิจฉัยกุล) มีโอกาสไปพบปะสังสรรค์กันในโลกจริงๆบ้าง (จากที่พบกันใน ‘โลกเสมือน’ อยู่แล้วแทบทุกวัน) โดยมีท่านอาจารย์ ว.วินิจฉัยกุล ร่วมเดินทางไปด้วย (ขอกระซิบความลับกับน้องปอนะครับ ว่าพอพี่ได้ยิน ‘พี่สาวใจดี’ บอกว่าท่านอาจารย์ ว. จะร่วมเดินทางไปด้วย พี่ก็รีบตกปากรับคำทันทีไม่มีอิดออดแม้แต่น้อย ก็แหม...โอกาสที่จะได้ใกล้ชิดกับนักเขียนในดวงใจของเราน่ะ...มันหาได้ง่ายๆที่ไหนเล่าครับ) 


นอกจากนี้พี่ก็ยังได้รับความเอื้อเฟื้อจาก ‘พี่ชายใจดี’ อีกท่านหนึ่งที่สละเวลาขับรถพาพี่ไปไกลถึงปากช่องโน่นแน่ะ...บรรยากาศโดยรวมก็ทั้งสนุกสนานและประทับใจดีครับ ได้พบปะกับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆต่างวัยแต่มีความสนใจเดียวกันมานั่งคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างออกรส พี่เองก็ไม่ค่อยจะได้คุยอะไรกับเขาหรอกนะครับ ได้แต่ไปนั่งฟังคนอื่นเขาคุยกันเสียมาก ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องหนังสือเรื่องนิยายเรื่องละครอะไรเทือกนี้...ตกดึกก็เม้าท์ถึงการประกวดนางสาวไทยกันเป็นที่เฮฮา...

แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆเพียงสองวันเท่านั้น แต่ก็เป็นสองวันที่พี่ทำให้มีความสุขมากถึงมากที่สุดครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการได้รับน้ำใจอันมากล้นจาก ‘พี่สาว’ และ ‘พี่ชาย’ ที่แสนดีทั้งสองท่าน (รวมถึงเพื่อนและน้องอีกบางท่านที่ช่วยอำนวยความสะดวกบางประการให้พี่ได้เดินทางในครั้งนี้) ...ทั้งๆที่จะว่าไปแล้ว พี่เองก็ไม่ใช่คนดีเด่มากพอต่อการจะได้รับอะไรดีๆแบบนี้จากผู้อื่นเสียด้วยซ้ำ... แต่พี่ก็ได้รับสิ่งดีๆเหล่านี้ครับ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต่อให้มีเงินจำนวนมากมายเท่าไหร่ก็ไม่อาจหาซื้อมันมาได้เลย... แล้วอย่างนี้จะให้พี่คิดสั้นด่วนจากโลกนี้ไปก่อนวัยอันควรได้ยังไงล่ะครับ อ้อ! (เกือบลืม) ขอบคุณน้องปอสำหรับโปสการ์ดสวยๆจากชะอำนะครับ


Q : คอลัมน์ใหม่ อ่านหนังสือเล่มนี้เถอะ น้องชอบมากเลยค่ะ แต่ว่าเล่ม 582 ที่พี่สมเกียรติเขียน ข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้าที่พี่เขียนอ่ะ เก่ามาก คือว่าปัจจุบันนี้ไม่ต้องฉีดรอบสะดือแล้วค่ะพี่ ฉีดที่แขน 5 เข็ม บวกกับกันบาดทะยักอีก 3 เข็มซึ่งเป็นการกระตุ้น 5 ปี...ฮิฮิ ที่น้องรู้เพราะว่าเพิ่งโดนสุนัขกัดไปเมื่อก่อนปิดเทอมนี่เอง เป็นคราวเคราะห์ค่ะ เดินอยู่ดีๆก็โดนมันกัด โชคดีที่มันแก่แล้วและไม่เป็นบ้า โดนสุนัขกัดคราวนี้ทำให้น้องหายกลัวเข็มไปเลย โดนฉีดยาซะชาชินไป แต่คราวนี้พอเจอสุนัขที่ไหนจะเดินให้ห่างไว้ก่อนค่ะ ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า


A : ขอบคุณน้องปออีกครั้งที่ช่วยให้ข้อมูลที่ถูกต้องมานะครับ เพราะคนมีประสบการณ์ตรงก็ย่อมจะต้องรู้ลึกรู้ดีกว่าคนไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนเป็นธรรมดา ก่อนจะเขียนบทความชิ้นนั้น พี่เองก็กะจะลองไปให้สุนัขมันกัดอยู่เหมือนกันครับ จะได้เอาข้อมูลจริงๆเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามาเขียน แต่เผอิญไม่กล้าพอ อีกอย่างก็รู้สึกว่าจะเป็นการลงทุนมากเกินไปหน่อย เลยอาศัยเขียนเอาจากที่เคยรับรู้รับทราบมาเท่านั้น...คาดว่าตอนนี้แผลของน้องที่โดนสุนัขกัดคงจะหายสนิทดีแล้ว...และพี่ก็เห็นด้วยกับน้องปอนะครับ ที่ว่าปลอดภัยไว้ก่อนย่อมดีกว่าแก้ไขทีหลังเสมอ


Q : อืม มีคอลัมน์เกี่ยวกับหนังสือที่นำมาสร้างเป็นหนังแล้ว น่าจะมีแบบเป็นเรื่องจริงเอามาสร้างเป็นหนังบ้างนะคะ ไม่ก็เรื่องที่เกิดเป็นแรงบันดาลใจให้นำมาสร้างเป็นหนัง เพราะเวลาอ่าน The Critics’ Picks & Pans ของคุณวารินเนี่ย เวลาอ้างชื่ออะไรขึ้นมาแล้ว น้องไม่รู้จักก็จะเกิดอาการงวยงง อย่างเล่ม 582 เรื่อง Murder by Numbers บอกว่าได้แรงบันดาลใจมาจากคดีนาธาน ลีโอโพลด์ จูเนียร์กับริชาร์ด โลบ น้องก็จะเกิดอาการงงบวกสงสัยว่า 2 คนนี้เป็นใคร เขาไปทำอะไรกันมา หรือว่าอะไรคือ National Lampoon อันนี้น้องก็อยากรู้...ขอฝากไว้ด้วยนะคะ


A : ยินดีครับ สำหรับคอลัมน์ อ่านหนังสือเล่มนี้เถอะ ที่แต่เดิมวางไว้ว่าจะเป็นการกล่าวถึงหนังสือที่นำมาสร้างเป็นหนังเพียงอย่างเดียวนั้น เห็นจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยนะครับ เพราะพี่ไปตรวจสอบดูแล้วก็พบว่าหนังสือที่นำมาสร้างเป็นหนัง...โดยเฉพาะหนังสือแปลเป็นไทย...มีอยู่ในตลาดหนังสือบ้านเราไม่มากนัก อีกทั้งบางเรื่องก็ไม่น่าสนใจเพียงพอต่อการนำมาเขียนถึงสักเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นก็อาจจะต้องมีการสลับสับเปลี่ยนเป็นหนังสือทั่วไปที่อาจจะไม่ได้นำมาสร้างเป็นหนังบ้างตามความเหมาะสมครับ

Q : ไม่รู้จะคุยเรื่องหนังอะไรดี เพราะล่าสุดไปดู Ice Age ประทับใจทั้งตัวหนังและคนดู พ่อแม่พาลูกมาดู พี่ชายพาน้องสาวมาดู ดูแล้วอบอุ่นจริงๆ ประทับใจสุดๆก็คนข้างแหละค่ะ หัวเราะได้สะใจมาก ลั่นโรงเลย แต่แปลกอยู่อย่าง เวลาคนเค้าหัวเราะกัน ผู้ชายคนข้างๆนี่กลับเงียบ แต่พอคนอื่นเค้าเงียบ ตัวเองกลัวหัวเราะเสียงดัง ส่วน Crossroads เนี่ย ไม่ได้ไปดูและไม่คิดจะดูด้วย ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน

A : นั่นซิครับ...ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน...พี่ก็นึกว่าพี่เกิดความคิดอย่างนี้อยู่คนเดียวซะอีกนะครับ


Q : เมื่อคืนได้ดูรายการทางช่อง 3 เกี่ยวกับพระเจ้า ชื่อรายการอะไรก็จำไม่ได้แล้ว แต่ว่าพอดูแล้วนึกถึงเรื่อง Stigmata เลยค่ะ เกี่ยวกับรูปปั้นพระเยซูที่หลั่งน้ำตาเป็นเลือด ซึ่งพอนำเลือดไปตรวจก็พบว่าเป็นเลือดของผู้หญิง แล้วรูปปั้นนี่นะคะ พอนานๆไป เลือดก็ไหลเยอะขึ้นๆ จนดูเหมือนเป็นคนที่กำลังใกล้ตายจริงๆ ดูไม่เหมือนรูปปั้น แล้วน้องก็ไม่รู้ว่าคนที่ดูรายการนี้เหมือนน้องจะเห็นหรือเปล่า ว่าตรงศีรษะของรูปปั้นเหมือนโดนหนามแหลมทิ่มเลย เพราะตรงนั้นจะมีรอยคราบเลือดเต็มไปหมด เห็นแล้วนึกถึงฉากหนึ่งใน Stigmata ที่นางเอกมีเลือดไหลจากศีรษะ แล้วมีมงกุฎหนามสวมอยู่ เฮ้อ บรรยายไม่ถูกค่ะ ต้องดูกันเอง แต่แหม พอน้องดูรายการนี้แล้วขนลุกเลย


ฉบับนี้แค่นี้แล้วกันค่ะ ถ้ามีเวลาจะเขียนมาใหม่ อ้อ! ของฝากแด่ผู้ที่รักเพลง soundtrack คือไปเจอเว็บหนึ่งที่มีเนื้อเพลงซาวน์แทร็คให้หากัน อาจจะยังไม่ค่อยมีเพลงมากนะคะ แต่ว่าก็ใช้ได้เลยแหละ www.stlyrics.com ค่ะ ยังไงก็ขอให้พี่สมเกียรติมีความสุขมากๆ รักษาสุขภาพด้วยนะคะ


A : ขอบคุณสำหรับของฝาก และขอน้องปอรักษาสุขภาพเช่นกันนะครับ




เชอรี่

Q : สวัสดีค่ะพี่สมเกียรติ... พอดีช่วงนี้ว่างอยู่เลยเขียนมาคุยด้วย พูดถึง SP. ที่ขึ้นราคาเป็น 50 บาท มันก็ไม่ได้แพงอะไรมากมายหรอกค่ะ (จริงๆแล้วเป็นคนอ่านอย่างเดียว ไม่ได้เป็นคนซื้อค่ะ) ถ้า SP. มีเนื้อหาสาระเพิ่มขึ้นก็สมควรจะเพิ่มราคา ตอนนี้รี่อ่านนิตยสารภาพยนตร์อยู่ 2 เล่ม หนึ่งในนั้นคือ SP. ยอมรับเลยว่าเมื่อก่อนก็จะอ่านเฉพาะคอลัมน์ที่ตัวเองสนใจเท่านั้น แต่เดี๋ยวนี้พูดได้เลยว่าอ่านเกือบทุกคอลัมน์หรือเกือบทั้งเล่ม ที่ไม่ได้อ่านก็เช่นคอลัมน์ หนังคลาสสิค และ Poster Gallery ไม่ใช่ว่าไม่เคยอ่าน 2 คอลัมน์นี้เลยนะคะ อ่านค่ะแต่ว่าไม่บ่อยนัก แต่คอลัมน์ที่ไม่เคยพลาดเลยก็คือ Dog Star ของคุณบ๋าว ว๋าว อ่านแล้วเพลินดีค่ะ พูดถึงเรื่องคอลัมน์แล้วเลยอยากถามว่าคอลัมน์ The Critics’ Picks & Pans ของคุณวารินเขียน แสดงว่าคุณวารินได้ดูหนังที่ตัวเองเขียนแล้วทุกเรื่องเลยหรือคะ

A : ไม่ทุกเรื่องหรอกครับ บางเรื่องที่พอจะมีวิดีโอหรือว่ากำลังจะเข้าฉายในบ้านเราพอดีก็อาจจะได้ดูก่อน แต่ส่วนใหญ่แล้วคุณวารินจะพึ่งข้อมูลหลักๆจากบทความหรือบทวิจารณ์ภาพยนตร์ของต่างประเทศครับ 


Q : ได้ยินข่าวลือแว่วๆจากในโทรทัศน์ว่า Tomb Raider 2 คนที่จะมารับบทลาร่า ครอฟท์คือบริทนี่ย์ สเปียร์ ไม่ใช่แองเจลิน่า โจลี่ ฟังแล้วอึ้งเลยค่ะ เลยอยากให้พี่สมเกียรติช่วยติดตามข่าวเรื่องนี้ให้ด้วย ว่าข่าวที่ออกมาเป็นจริงหรือว่าเป็นแค่ข่าวลือ แล้วถ้าเป็นจริง พี่สมเกียรติล่ะคะ พี่อยากเห็นบริทนี่ย์ สเปียร์หรืออยากเห็นแองเจลิน่า โจลี่ในบทลาร่า ครอฟท์


A : บอกตามตรงก็คือไม่อยากเห็นทั้งคู่นั่นแหละครับ...อยากเห็นนิโคล คิดแมนแสดงบทนี้มากกว่า อยากรู้ว่าจะออกมาสวยบาดจิตบาดใจสักแค่ไหน สำหรับข่าวที่ว่ามานั้นพยายามตรวจสอบดูแล้ว...ไม่พบนะครับ ต้องฝากให้คุณต้นเตยช่วยติดตามข่าวมารายงานกันครับ

Q : หนังที่เพิ่งได้ดูไปไม่นานตอนนี้มี 3 เรื่องคือ Resident Evil ก็มันดี ผีดิบน่ากลัว ชอบบรรเลงเพลงร็อคหนักๆให้คนดูใจเต้นตามเสียงดนตรี, The Scorpion King สเปเชี่ยล เอฟเฟ็คท์ยิ่งใหญ่ เดอะร็อคแสดงเท่ห์ดี ไม่ยากที่จะเดาตอนจบว่าเป็นอย่างไร, Crossroads บริทนี่ย์น่ารัก แต่ก็ยังอุตส่าห์เอาเพลงตัวเองมาร้องในหนัง (สงสัยเป็นการโปรโมท)


A: ไม่น่าสงสัยหรอกครับ ดารา/นักร้องที่มาเล่นหนัง (หรือละคร) เรื่องไหนก็เรื่องนั้น ย่อมมีเพลงที่พวกเขาร้องประกอบอยู่ด้วยเป็นธรรมดา 

Q : ฉบับนี้พอแค่นี้ก่อนดีว่า ขอทิ้งท้ายไว้ว่าชอบอ่าน SP. มากที่สุด ถึงแม้ว่าจะอ่านนิตยสารภาพยนตร์ 2 เล่ม แต่เล่มที่อ่านแล้วมีความสุขคือ SP. (ขอบอกว่าไม่ได้เว่อร์) ส่วนอีกเล่มนึงบอกตามตรงเลยว่าไม่ค่อยได้อ่าน อ่านบางคอลัมน์หรืออ่านไม่ถึงครึ่งเล่มเลยด้วยซ้ำ

A : ได้ทราบว่าหนังสือของเราทำให้คนอ่านมีความสุข ก็ยิ่งทำให้ทีมงานทุกคนมีกำลังใจในการทำงานมากขึ้นอีกหลายเท่าตัวเลยทีเดียวครับ



อ๊าด

Q : สวัสดีค่ะคุณสมเกียรติ... ได้อ่านเจอใน SP. ทำนองว่าไม่ค่อยมี จ.ม. ก็เลยเขียนมาเพื่อเพิ่มปริมาณ จ.ม. คอลัมน์ อ่านหนังสือเล่มนี้เถอะ น่าสนใจดี และอยากแนะนำให้พูดถึงหนังสือที่ทิม เบอร์ตันเคยเขียนไว้ เป็นแบบกลอนสั้นชื่อ The Melancholy Death of Oyster Boy รู้สึกว่าจะมีแปลเป็นไทยแล้ว


A : ขอบคุณสำหรับคำแนะนำครับ 


Q : อันที่จริง ไม่ใช่ว่าไม่ชอบเขียน จ.ม. แต่คิดว่าบางเรื่องแสดงความคิดเห็นไป (อาจจะโดนก้อนอิฐจากผู้อ่านคนอื่นๆ) อย่างไรก็ตาม คนเราจำเป็นต้องชอบอะไรๆเหมือนกันด้วยหรือ? และบางเรื่อง ถ้าไม่ชอบเหมือนคนส่วนใหญ่จะผิดหรือ?


A : ผมว่าไม่ผิดหรอกครับ และไม่จำเป็นเลยที่คนเราจำเป็นต้องชอบอะไรๆเหมือนกัน เพราะมันสิทธิส่วนตัวของเราที่จะเลือกชอบหรือเลือกชังสิ่งใดตามความพอใจและรสนิยมส่วนบุคคล ส่วนเรื่องการแสดงความคิดเห็นนั้น ผมมีความเชื่อนะครับ ว่าถ้าเราแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุและผลน่าเชื่อถือแล้วล่ะก็ แม้จะเป็นเรื่องที่หลายๆคนอาจจะรู้กันดีอยู่แล้วก็ตาม คงจะไม่มีใครส่งก้อนอิฐมาให้หรอกครับ แต่อาจกลายเป็นเราเองต่างหากที่จะไปหาตะกร้ามาโกยดอกไม้แทบไม่ทัน...


Q : หลายวันก่อนเห็นบทสัมภาษณ์ (หรือประชาสัมพันธ์) ของผู้ใหญ่ของค่ายหนังต่างประเทศแห่งหนึ่ง บอกว่าเรื่อง Star Wars จะขึ้นราคาตั๋วกับโรงหนังที่ใช้ระบบการฉายแบบ D อะไรสักอย่าง ซึ่งไม่ต้องใช้ฟิล์ม ก็เลยมานั่งคิดนิดๆว่าเราจะรู้ได้อย่างไร ว่าเขาฉายระบบนั้นจริง เชื่อได้แค่ไหนและจะมีใครสามารถพิสูจน์ได้???

A : คิดว่าไม่มีทางรู้ได้แน่หรอกครับ หากเราไม่ขึ้นไปดูให้เห็นกับตาตัวเองในห้องฉายว่าทางโรงจะใช้ระบบการฉายแบบที่เขาบอกกับเราไว้หรือเปล่า เพราะฉะนั้นก็ขึ้นอยู่กับความซื่อสัตย์และตรงไปตรงมาของทางโรงภาพยนตร์นั่นแหละครับ

Q : ใน SP. ฉบับก่อน มีคนพูดถึง The Exorcist พอดีมีฉบับที่บอกว่า Director’s Cut (จริงหรือเปล่าไม่รู้ เพราะยังไม่มีเวลาดูเลย) เพื่อนซื้อมาฝากและตัวเองก็ซื้อซ้ำกัน ก็เลยคิดว่าส่งให้คุณสมเกียรติดูดีกว่าเก็บไว้เฉยๆ ...และมีความเห็นว่าหนังเรื่องนี้ ตอนเด็กๆญาติๆเปิดดูกัน ความรู้สึกตอนนั้นน่ากลัว แต่สำหรับตอนนี้เคยดูใน TV กลับเฉยๆไม่เห็นน่ากลัวเลย...


A : เห็นด้วยครับ พอเราโตขึ้น มีอายุมากขึ้น ความรู้สึกน่ากลัวแบบเมื่อก่อนก็ค่อยๆลดน้อยลงและจางหายไป อีกอย่างก็คือหนังมันไม่เปลี่ยนนี่ครับ (ถึงเปลี่ยนก็ไม่มากมายอะไร) คนเราต่างหากที่เปลี่ยน... และขอบพระคุณสำหรับวีซีดีที่ส่งมาให้ด้วยครับ ผมได้รับเรียบร้อยแล้ว



GIGGS

Q : สวัสดีค่ะคุณสมเกียรติ... เห็นคอลัมน์หายไปฉบับหนึ่ง ตกใจนึกว่าถูกรีไทร์คอลัมน์ แต่พออ่านหน้า บ.ก. ก็เลยอุ่นใจ รีบเขียนจดหมายมาคุยทันที


A : ขอบคุณคุณ GIGGS ครับ คอลัมน์ในหนังสือนั้นไม่โดนรีไทร์กันง่ายๆหรอก แต่ถ้าเป็นคนตอบล่ะก็...ไม่แน่เหมือนกันนะครับ


Q : เป็นอย่างไรบ้างคะกับสะพานพระราม 8 ที่เปิดไปเรียบร้อยแล้ว น่าเสียดายที่บนสะพานไม่มีรถเมล์วิ่ง ไอ้เราก็ประเภทพึ่งพา ขสมก. เป็นหลักซะด้วยสิ ไม่รู้เมื่อไหร่จะมีโอกาสขึ้นไปยลโฉมสะพาน พูดถึง ขสมก. ขอกล่าวถึงรถร่วมบริการทีเถอะ ว่าเมื่อไหร่จะยุบๆไป โดยเฉพาะมินิบัส บริการแย่มากๆ คือไม่รู้ว่าเราจะต้องทนกันอารมณ์ของคนขับและกระเป๋าทำไม ในเมื่อเราจ่ายเงินให้เขา เขาก็น่าจะบริการ ไม่ต้องดีมากหรอก แต่อย่าห่วยเป็นใช้ได้ เห็นต่อหน้าต่อตาเลยที่หน้าจตุจักร์ มินิบัสเบอร์ 44 กระชากรถอย่างเร็วทำให้คนโดยสารที่ยังไม่ทันขึ้นดีเสียการทรงตัว ถูกลากไป 10 เมตรได้ เฮ้อ! เหนื่อยใจ


A : ได้ยินเรื่องที่คุณ GIGGS เล่าแล้ว ก็ขอร่วมเหนื่อยใจด้วยคนนะครับ พูดถึงเรื่องให้เลิกหรือยุบรถร่วมบริการไปให้หมดนี่...พูดลำบากนะครับ เพราะคนที่ไม่มีทางเลือกและจำเป็นต้องพึ่งพาบริการของรถร่วมบริการก็มีอยู่มาก โดยเฉพาะคนที่บ้านอยู่แถบชานเมืองรอบนอกกรุงเทพฯ ไม่ต้องยกตัวอย่างอื่นไกลก็ผมนี่แหละครับ บางทีก็จำเป็นต้องอาศัยพึ่งพารถร่วมในการเดินทางไปไหนมาไหนเหมือนกัน ถึงจะเบื่อๆเซ็งๆ (รวมถึงนึกสาปแช่งในบางอารมณ์) บ้างก็ต้องพยายามทำใจเข้าไว้ แล้วก็พยายามระมัดระวังความปลอดภัยให้กับตัวเองอย่างเต็มที่

ส่วนเรื่องนิสัยหรือมารยาทของพนักงานขับรถนั้น อย่าว่าแต่รถร่วมบริการเลยนะครับ รถเมล์ของ ขสมก. ที่คนขับใส่เสื้อขาวติดบั้งที่ไหล่นี่แหละ บางหนก็ยังออกรถแบบกระชากๆจนผู้โดยสารหัวทิ่มอยู่บนรถจนเกือบกระเด็นออกนอกประตูก็มีเหมือนกัน...ไม่ใช่ไม่มี (ผมเห็นมากับตาตัวเองเลยทีเดียว) เพราะงั้นเรื่องแบบนี้มันก็ขึ้นอยู่กับ ‘คน’ แหละนะครับ ถ้าคนมันดี...มีสำนึกและมีใจรักในงานที่ทำอยู่แล้วล่ะก็ จะไปขับรถเมล์ของ ขสมก. หรือรถร่วมบริการ ผู้โดยสารตาดำๆอย่างเราๆท่านๆก็จะพลอยได้รับความสุขตามไปด้วยครับ


Q : พูดเรื่องบันเทิงใจดีกว่า Spider-Man หนังที่ได้รับการโปรโมทค่อนข้างยิ่งใหญ่ แต่หลังจากดูจบรู้สึกว่าหากเขาไม่โปรโมทหนักๆเรียกว่าโปรโมทธรรมดาหน่อย เราอาจจะไม่รู้สึกเสียดายก็ได้ (ดีน่ะที่แค่เสียดายไม่เสียเงิน เพราะดูฟรี) จริงๆนะคะ หนังแทบจะกลายเป็น comedy ไปช่วงหนึ่ง และช่วงหลังก็น่าเบื่อกับพล็อตน้ำเน่าคลาสสิค อย่างรักสามเส้าหรือผู้ร้ายใกล้ตัว แต่ดีนะที่เรื่องนี้มีตัวช่วยคือโทบี้ แม็กไกวร์ ไม่เคยดูหนังของหนุ่มคนนี้อย่างเป็นจริงเป็นจังหรอกค่ะ แต่ชอบ อ่านบทสัมภาษณ์ของเขาแล้วยิ่งชอบ รู้สึกว่าการรับงานจะมาทางเดียวกับจอห์นนี่ เด็ปป์


นอกจาก Spider-Man แล้ว ในเวลาเดียวกันไม่มีหนังเรื่องไหนที่น่าดูเลย หนังสงครามอย่าง We Were Soldiers ก็ชักเบื่อ คือออกจะเอียนๆกับหนังสงครามหลังจากดู Black Hawk Down และหนังตลกวัยรุ่นก็เลิกดูมานานแล้ว แต่ที่พลาดไป แบบอยากดูมากตั้งแต่เห็นหนังตัวอย่างคือ My Wife is a Gangster อยากดูจริงๆแต่จนใจว่าเวลาที่หนังฉายไม่ตรงกับเวลาว่างของเราเลย ก็เลยต้องบอกผ่านไปโดยปริยาย เช่นเดียวกับ E.T. ซึ่งตั้งใจมากว่าจะไปดูโรง แม้ว่าที่บ้านจะมีวิดีโอ แต่ก็น่าเสียดาย (อีกแล้ว) ที่ติดสงกรานต์ พอเทศกาลหมด รอบฉายก็เหลือน้อยและลาโรงไปอย่างเงียบๆในที่สุด ทั้งๆที่ตอนเปิดตัวฉาย ทำซะใหญ่เชียว


A : ครับ หลังๆมานี้ผมมักจะเกิดความรู้สึกทำนองเดียวกับคุณ GIGGS คือรู้สึกว่าไม่มีหนังเรื่องไหนน่าดูเลย โดยเฉพาะหนังใหญ่ๆที่ฉายกันแบบ ‘ปูพรม’ (สิบสี่โรงฉายเรื่องเดียวเสียแปดโรงอะไรทำนองนี้) ตรงข้ามกับหนังที่อยากดูจริงๆก็ดันมีฉายน้อยโรงน้อยรอบไปซะอีก ผมว่า ‘นักดูหนัง’ ในยุคนี้ก็ต้องหูไวตาไวพอสมควรเหมือนกันนะครับ คือต้องคอยติดตามโปรแกรมกันอย่างใกล้ชิด รวมถึงต้องจัดสรรเวลาในการเดินทางไปดูหนังที่ ‘อยากดูจริงๆ’ ให้ลงตัว อย่างวันก่อนผมกับเพื่อนจะไปดู My Wife is a Gangster กับ Friends ก็ต้องตรวจสอบเวลาฉายกันเป็นที่วุ่นวายพอสมควร เพราะทั้งสองเรื่องฉายคนละที่ แต่เผอิญโชคดีที่โรงฉายอยู่ใกล้ๆกัน ดูเรื่องหนึ่งจบก็พอจะเดินไปอีกโรงได้ทันเวลา (ทว่ากว่าจะตกลงกันได้ก็ต้องทะเลาะกันหลายรอบอยู่เหมือนกัน) ซึ่งพอดูทั้งสองเรื่องในวันนั้นจบแล้ว ก็ทำให้คิดได้ว่าที่เคยรู้สึกว่าไม่มีหนังให้เราดูนั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่...ยังมีหนังให้เราดูอยู่เหมือนเดิม แต่เราต้องขวนขวายให้มากขึ้นกว่าเดิม เพราะจนถึงตอนนี้ก็คงจะเห็นกันได้ชัดเจนแล้วว่า การมีปริมาณโรงหนังเพิ่มมากขึ้นในบ้านเรา มันไม่ได้ช่วยให้เราได้ดูหนังที่หลากหลากและสะดวกสบายกว่าเมื่อก่อนแต่อย่างใดเลย


Q : เมื่อเร็วๆนี้ได้ดู Memento ซะทีหลังจากพลาดช่วงฉายไป แต่ก็ต้องขอบใจตัวเองว่าดีแล้วที่ดูวิดีโอ เพราะเมื่อไม่เข้าใจสามารถ rewind กลับมาดูได้ ถ้าไปนั่งดูในโรงมีหวังงงเต็กแน่ๆ ก็หนังเล่นเล่าแบบย้อนกลับ น่าเบื่อไม่น้อยหากต้องทนดูอะไรซ้ำๆ ถ้าคุณสมเกียรติได้ดูจะเข้าใจที่พูดน่ะค่ะ


A : ยังไม่ได้ดูเรื่องนี้เลยครับ แต่ก็พอจะเข้าใจว่าหนังเรื่องนี้เล่าเรื่องแบบวกวนมาก เพราะมีหลายคนพูดถึงให้ได้ยินบ่อยมาก ผมเลยยังไม่คิดจะไปหาวิดีโอมาดูจนถึงบัดนี้ไงครับ


Q : สุดท้ายท้ายสุดต้องรีบจบ เพราะเจ้านายเดินมาเหล่ โทษฐานเอาเวลางานไปเขียนจดหมาย ภาวนาให้สงกรานต์ปีหน้าคุณสมเกียรติไม่นั่งเซ็งในห้องสี่เหลี่ยมนะคะ อ้อ! เกือบลืม ว่าจะขอพูดถึงฟุตบอล ไม่ใช่อะไรหรอก ให้กำลังใจแฟนแมนยูฯทุกคน (รวมทั้งตัวเอง) มีความหวังที่จะกลับมาทวงแชมป์คืนในฤดูกาลหน้าแน่ๆ และฟุตบอลโลกปีนี้คุณสมเกียรติเชียร์ทีมไหนคะ ส่วนตัวเชียร์อิตาลีอยู่แล้ว ประมาณรูปหล่อเป็นต่อ ฝีมือเป็นรอง...


A : ผมเป็นคนดูฟุตบอลไม่เป็นครับ ไม่เคยเข้าใจกฎ กติกา มารยาทหรืออะไรต่างๆของกีฬาประเภทนี้เลย เพราะฉะนั้นก็คงไม่ต้องพูดถึงเรื่องเล่นเป็นให้เสียเวลา (ไม่ว่าจะเป็นการลงไปเล่นเตะบอลจริงๆหรือเล่นพนันบอลนะครับ) แต่ถ้าถามเรื่องเชียร์ทีมฟุตบอลทีมใด...เนื่องจากหนังเกาหลีกำลังมาแรงในบ้านเราและตลาดหนังต่างประเทศ...ดังนั้นฟุตบอลโลกคราวนี้ ผมขอเชียร์ทีมเกาหลีใต้ครับ และขอให้คำภาวนาที่คุณ GIGGS มอบให้ผมจงสัมฤทธิ์ผลสมดังเจตนาด้วยเถิด...




กาฬสิงห์ เวียงวะลัย

Q : สวัสดีครับคุณสมเกียรติ... จากผลรางวัลออสการ์ที่ผ่านมา ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะส่งเมล์มาคุยกับคุณ ผมรู้สึกดีจริงๆที่ดาราคนโปรดของผมอย่างเจนนิเฟอร์ คอนเนลลี่ชนะรางวัลสมทบหญิง (ทั้งๆที่หนังเรื่องที่เธอเล่นเรื่อง A Beautiful Mind ผมยังไม่ได้ดูเลย) ที่ว่าเธอเป็นดาราคนโปรดของผมนั้นไม่ใช่เป็นเพราะว่าผมชอบการแสดงของเธอหรอกครับ แต่เป็นเพราะความสวยความน่ารักที่เธอมีต่างหาก (สำคัญ...อึ๋มด้วยครับ) ผมจำได้ว่าช่วงที่ตัวเองเรียนอยู่ ม. ต้น ผมถึงขนาดแอบหนีทางบ้านไปดูหนังเรื่อง มหัศจรรย์เขาวงกต (Labyrinth) ที่เธอแสดงกับเดวิด โบวี่ (คนนี้นักร้องคนโปรด) ในโรงหนัง ตอนนั้นก็ตามประสาเด็กหนุ่มรุ่นกระทงครับ ทุกวันนี้ โปสเตอร์ของเธอจากหนังเรื่องนี้ที่เธอใส่กางเกงยีนส์ เสื้อแขนยาวสีขาว สวมกั๊กทับอีกที ก็ยังติดอยู่ที่ประตูห้องผมอยู่เลย และไม่เคยคิดที่จะเปลี่ยนออกเสียที คุณสมเกียรติเชื่อไหมครับว่าหนังที่เธอเล่นนั้น ผมมีโอกาสดูไม่กี่เรื่องเอง ในความคิดของผม ผมว่าเธอเล่นแข็งๆ อาศัยหน้าตาเท่านั้นที่ทำให้ผมชอบ และไม่เคยคิดเลยว่าจะมีหนังที่เธอสามารถเล่นจนได้รางวี่รางวัลมาครอง...เยี่ยมมากคนสวยของผม


A : บทบาทใน A Beautiful Mind ที่เธอแสดงนั้นยอดเยี่ยมมากครับ เชื่อว่าถ้าคุณกาฬสิงห์ได้ดูก็คงจะยิ่งรักเธอมากขึ้นอีกเป็นเท่าตัวแน่นอน สำหรับผมเองก็ไม่เคยจะได้ดูหนังที่เธอแสดงสักเท่าไหร่เหมือนกันครับ ทั้งที่จะว่าไปเธอก็มีผลงานออกมาค่อนข้างต่อเนื่อง แต่อาจจะไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายในบ้านเรา ล่าสุดที่ได้ดูก็คือ Creepers ซึ่งเป็นงานยุคแรกๆที่เธอเพิ่งเข้าวงการ การแสดงที่ออกมาเลยยังดูแข็งๆไปบ้าง แต่ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาแหละนะครับ ที่ยิ่งทำงานนานๆไปฝีมือก็ย่อมต้องพัฒนาขึ้นตามลำดับ

การได้รับรางวัลในครั้งนี้ของเธอ นอกจากจะถือเป็นโชคดีอย่างมหาศาลแล้ว ก็ถือเป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถของเธออีกประการหนึ่งด้วย... พูดถึงเจนนิเฟอร์ คอนเนลลี่ในยุคแรกๆของเธอแล้ว ก็ให้นึกขึ้นได้ว่าในรุ่นเดียวกับเธอก็ยังมี ฟีบี้ เคทส์, โซฟี มาร์โซ และ บรูคส์ ชีลด์ ที่โด่งดังเอามากๆในบ้านเราเมื่อสิบกว่าปีก่อน ทั้งๆที่หนังที่พวกเธอแสดงในตอนนั้นก็ไม่ได้ดีเด่นอะไรมาก แต่คนส่วนใหญ่ก็หลงใหลกันในความสวยและน่ารักของพวกเธอเป็นหลัก เรียกว่าเป็นดาราที่โด่งดังขึ้นมาด้วยรูปโฉมโดยแท้ ล่วงมาถึงปัจจุบันนี้ที่ต่างคนต่างมีวัยเพิ่มมากขึ้น ก็คงจะถึงเวลาของการพิสูจน์ความสามารถทางการแสดงกันแล้ว ซึ่งเจนนิเฟอร์ คอนเนลลี่ก็ก้าวล้ำนำหน้าคนอื่นๆไปไกลหลายช่วงตัว...คนที่คิดจะวิ่งตามหลังก็เห็นจะต้อง ‘หืดขึ้นคอ’ กันเลยทีเดียว...ว่ามั้ยครับ


Q : ผมชอบดูหนังมาตั้งแต่เด็กๆแล้วครับ เรียกว่าหลงใหลได้เลย ในช่วงที่ผมเป็นเด็ก ผมไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าโรงหนังเนื่องจากสาเหตุมาจากเรื่องอะไรไม่ทราบได้ การที่ผมจะได้ดูหนังสักเรื่องในโรงหนังมีอยู่ทางเดียวคือแอบหนีไปดูโดยไม่บอกพ่อแม่ครับ (พ่อแม่ก็ไม่เคยพาไปดู นอกจากหนังกลางแปลงกับหนังดีสี่โมงเย็นและบิ๊กซีนีม่าครับ) เรื่องแรกที่ออกไปดูคนเดียวรู้สึกจะเป็น E.T. ตอนนั้นผมมักจะไปคนเดียวตลอด เวลาที่มีผู้ใหญ่เดินเข้าไปในโรงหนัง ผมก็เดินตามเข้าเขาไป ทำทีว่าผมมากับเขา เพื่อที่จะไม่ต้องเสียสตางค์ในการดูหนัง ก็ตอนนั้นผมยังไม่มีรายได้อะไรเลยนี่ครับ และเด็กที่ผมกับผู้ใหญ่ก็ไม่ต้องเสียค่าตั๋วด้วย


จนเมื่อเรียนมัธยม การขออนุญาตไปดูหนังก็ยังเป็นเรื่องต้องห้ามสำหรับครอบครัว ผมก็เลยต้องแอบไปดูเรื่อยๆ (คราวนี้เสียตังค์เข้าไปดูครับ ไม่ลักไก่เหมือนตอนเด็กๆ) เข้าใจว่าเห็นผลที่ห้ามผมเข้าไปดูหนัง ในช่วงนั้นพ่อแม่คงจะเป็นเพราะท่านไม่เห็นว่าการดูหนังจะก่อให้เกิดประโยชน์อะไรอย่างอื่นนอกจากความสนุก และในตอนนั้นโรงหนังในจังหวัดที่ผมอยู่มีหนังจีน ญี่ปุ่น แนวหมวยยกล้อ สวาทๆ เข้าฉายอยู่ด้วยเยอะมาก ท่านก็เลยเป็นห่วงกลัวว่าผมจะแอบไปดูหนังพวกนั้นเข้าก็เป็นได้


พอเข้ามหาวิทยาลัย โรงหนังก็เลยกลายเป็นที่ประจำของผมไป (ตอนนั้นค่าดูหนังที่ขอนแก่นแค่ 30 บาทเอง) ทุกวันนี้โอกาสที่จะเข้าโรงหนังของผมน้อยลงมาก ผมไม่ค่อยหลงใหลการดูหนังในโรงเหมือนเมื่อก่อน นอกจากจะมีหนังที่มีความรู้สึกว่าอยากจะดูและเป็นโอกาสพิเศษจริงๆเท่านั้น (เช่น ไปเที่ยวกับแฟน) ผมเบื่อกับการที่จะต้องเข้าไปอยู่ในโรงหนัง โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าการดูหนังของผมคือการผ่อนคลาย ถ้าผมต้องเข้าไปในโรงหนังแล้วไปเจอกับท่านผู้ชมที่มีมารยาทยุคเทคโนโลยีสื่อสารก้าวไกลไร้สาย หรือพวกที่กะมาตั้งโต๊ะจีนในโรงหนังเข้าให้ (ที่ขอนแก่นเยอะจริงและไม่อายกันด้วย มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ไม่ค่อยแคร์ใครนัก) ผมต้องเสียอารมณ์และดูหนังไม่สนุกแน่นอน ผมจึงผมจะดูจากเคเบิ้ลทีวีหรือหา vcd มาดูเองเป็นส่วนใหญ่ แล้วหนังสมัยนี้ออกมาเป็น vcd เร็วมาก ไม่ต้องรอนาน...แต่เดี๋ยวก่อน ผมขอต่อต้านพวกหนังเถื่อนทั้งหลายนะครับ นอกจากภาพไม่ชัดแล้วยังมีเสียงพากย์ไทยเน่าๆทับให้เสียอารมณ์ที่สุด ผมขอต่อต้านเต็มที่ และอีกอย่างผมเป็นคนที่ไม่ค่อยเบื่อกับการที่จะต้องดูหนังซ้ำๆกันหลายๆรอบ ถ้าเรื่องไหนที่ชอบจะดูบ่อยมาก ดังนั้น vcd จึงเป็นสิ่งที่เหมาะกับผมที่สุด


A : อ่านจดหมายของคุณกาฬสิงห์แล้วทำให้ผมนึกถึงสมัยเป็นเด็กนะครับ ผมเองจะว่าว่าโดนทางบ้านห้ามไม่ให้ไปดูหนังก็ไม่ใช่เสียทีเดียว เพราะพี่สาวหรือพี่ชายเวลาจะไปดูหนังทีก็มักจะพาผมติดสอยห้อยตามไปด้วย เข้าใจว่าตรงนี้จะเป็นเหตุให้ผมเป็นคนชอบดูหนังมาตั้งแต่เด็กๆ ยังจำได้ถึงความรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เข้าโรงหนังเมื่อเกือบๆยี่สิบปีก่อนว่ามีความสุขมาก

อีกอย่างบ้านเดิมที่ผมอยู่นั้นก็มีโรงหนังรายรอบเต็มไปหมด พอโตพอที่จะเข้าโรงหนังคนเดียวได้แล้ว ผมก็เลยตระเวนดูแทบทุกเรื่องทุกโปรแกรมเลยทีเดียว (อาศัยเก็บเงินจากค่าขนมที่ได้รับในแต่ละวันครับ) จำได้เลาๆว่าตอนที่ผมเริ่มเข้าโรงหนังคนเดียวนั้น ค่าตั๋วราคาสูงสุดคือ 60 บาท ต่ำสุดคือ 30 บาท (แน่นอนว่าผมต้องดูราคาต่ำสุดอยู่แล้ว) ยังเคยคิดๆเลยนะครับ ว่าในยุคนี้ที่ราคาตั๋วเขยิบเพดานขึ้นมาถึงร้อยห้าสิบบาทแล้ว ต่ำสุดน่าจะอยู่ที่แปดสิบถึงหนึ่งร้อยบาท เด็กๆที่ยังไม่มีรายได้เป็นของตนเองจะลำบากกับการเก็บเงินไปซื้อตั๋วดูหนังสักใบมากกว่าคนในยุคผมยุคคุณกาฬสิงห์สักเท่าไหร่นะครับ


คุณกาฬสิงห์บอกว่าเดี๋ยวนี้คุณไม่ค่อยหลงใหลการดูหนังในโรงหนังเหมือนก่อนอีกแล้ว แต่ผมก็เข้าใจคุณยังคงหลงใหลการดูหนังอยู่เหมือนเดิมนะครับ ต่างจากผมที่มาถึงตอนนี้กลับไม่รู้สึกหลงใหลการดูหนังเอาเสียเลย ไม่ว่าจะดูจากโรงหรือดูจากจอสี่เหลี่ยมเล็กๆที่บ้าน ก็ไม่ทราบเหมือนกันนะครับว่าเป็นเพราะอะไร จะว่าอิ่มตัวกับการดูหนังไปเสียแล้วก็คิดว่าไม่น่าจะใช่ เพราะถึงผมจะบอกว่าเป็นคนชอบดูหนังมาตั้งแต่เด็กๆก็จริง แต่ก็ไม่ได้ถึงกับจะเรียกได้ว่าดูมากดูมายอะไร (ไม่ก็อาจเป็นเพราะกำลังพยายามหาคำตอบที่คุณข้าวโพดคั่วเคยแสดงทัศนะเอาไว้เมื่อสองปีก่อนที่ว่า “ทุกวันนี้เราดูหนังไปเพื่ออะไร?” อยู่ก็เป็นได้นะครับ) 


Q : เขียนมาคุยเสียยืดยาว อย่าเพิ่งเบื่อกันก่อนนะครับ สุดท้ายนี้ขอให้ Starpics ทำหนังสือดีๆรวมถึงของแจกของแถม (ที่งามมาก) อย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ผมจะติดตามตลอดไป และขอให้คุณมีความสุขกับการดูหนังครับ

A : ไม่เบื่อหรอกครับ และขอบคุณคุณกาฬสิงห์มากๆที่กรุณาเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับการดูหนังของคุณมาให้เราฟัง หวังว่าจะได้เมล์ฉบับต่อไปจากคุณอีกนะครับ



GloriaBin

Q : สวัสดีค่ะพี่สมเกียรติ... น้องไม่รู้จะหันหน้าไปขอความช่วยเหลือจากใคร เลยตัดสินใจเมล์มาหาพี่ คิดว่าพี่คงจะช่วยเหลือน้องได้ ไม่ทราบว่าพี่พอจะมีประวัติของนักแสดงเกาหลีที่ชื่อ Won Bin มั้ยคะ น้องเคยดูเค้าแสดงในหนังโทรทัศน์เรื่อง Autumn in My Heart ค่ะ ไม่ทราบว่าพี่เคยดูหนังเรื่องนี้หรือเปล่าคะ เนื้อเรื่องก็งั้นๆ น้องว่าออกจะเชยๆน้ำเน่าๆเสียด้วยซ้ำ ประมาณเดียวกับ คำมั่นสัญญา ของบ้านเราเลยค่ะ แต่น้องก็ติดตามดูตลอด ที่ตามดูก็ไม่ใช่เพราะอะไรหรอกค่ะ น้องชอบพระรองของเรื่องมากกว่าพระเอกเสียอีกนะคะ เขาหล่อและน่ารักมาก เลยอยากขอทราบประวัติของเขา รบกวนพี่ช่วยหาให้ด้วยค่ะ (และถ้าเป็นไปได้ขอรูปด้วยนะคะ)

A : เผอิญที่ผมได้ดูวิดีโอฉบับตัดต่อใหม่ม้วนเดียวจบของซีรี่ส์ชุดนี้พอดี...เห็นด้วยกับน้อง GloriaBin นะครับว่าหนังเรื่องนี้ค่อนข้างน้ำเน่าเอามากๆ แต่ก็ได้ยินมาว่าซีรี่ส์ชุดนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในหลายๆประเทศทั่วเอเชียเช่นกันรวมทั้งบ้านเราด้วย สำหรับประวัติของนักแสดงที่น้องอยากทราบนั้น ค่อนข้างหายากเหมือนกันนะครับ แต่ก็พยายามเต็มที่จนได้มาแค่ว่า... Won Bin เป็นชื่อที่ใช้ในการแสดงครับ ชื่อจริงของเขาคือ ‘คิมโดจิน’ มีชื่อเล่นว่า ‘แอนโธนี่’ เกิดเมื่อวันที่ 27 กันยายน 1977 เรียนจบทางด้าน Media & Drama จากมหาวิทยาลัยในเกาหลี มีพี่น้องทั้งหมดหกคน (พี่ชายสองคนและพี่สาวอีกสามคน) นับถือศาสนาคริสต์ งานอดิเรกชอบขับรถแข่ง, เล่นเทควอนโด้, สกี, บาสเก็ตบอล, เกมคอมพิวเตอร์และถ่ายภาพ สำหรับผลงานทั้งหมดที่ผ่านมาจะเป็นซีรี่ส์แนวดราม่า ได้แก่ Propose (1977), Our Story (1997), Love Me, please (1999), Ready Go (1999), Kkogi (2000), Endless Love (2000) หรือ Autumn in My Heart นั่นเอง นอกจากนี้ก็มีผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกคือ Guns & Talks (2001) (เข้าใจว่าจะมีโปรแกรมฉายในบ้านเราด้วยนะครับ) สำหรับงานชิ้นล่าสุดคือ Friends ที่ร่วมแสดงกับนักแสดงหญิงชาวญี่ปุ่น เคียวโกะ ฟูคาดะ


Q : อีกเรื่องนะคะ น้องอยากรบกวนขอเนื้อเพลงจากหนังเรื่อง Hedwig and the Angry Inch หน่อยค่ะ เพลงที่เฮ็ดวิกร้องในร้านเบเกอรี่หรืออะไรสักอย่างนี่แหละค่ะ เป็นฉากที่เขาพบกับคนรักของเขาเป็นครั้งแรก น้องไม่แน่ใจว่าเพลงนี้ชื่อเพลงว่าอะไร (สังเกตจากคำแปลที่พูดถึงเมืองเล็กๆที่โหดร้ายอะไรทำนองนี้) จำได้ว่าตอนท้ายๆของเรื่องก็จะมีเพลงนี้อีกครั้ง แต่เป็นคนละคนร้องน่ะค่ะ แถมเนื้อร้องก็คงจะไม่เหมือนกันด้วย ยังไงก็ขอความกรุณาพี่สมเกียรติช่วยลงเนื้อเพลงให้ด้วยนะคะ... และจะติดตาม Starpics ตลอดไปค่ะ


A : เพลงที่น้องว่ามามีชื่อว่า “Wicked Little Town” ครับ ในหนังเปิดอยู่สองครั้งเป็นคนละเนื้อร้องกัน เพราะฉะนั้นก็นำลงให้ทั้งสองเพลงพร้อมกันครับ


WICKED LITTLE TOWN
OST: Hedwig and the Angry Inch

You know, the sun is in your eyes
And hurricanes and rains and black and cloudy skies.

You're running up and down that hill. You turn it on and off at will.
There's nothing here to thrill or bring you down.
And if you've got no other choice. You know you can follow my voice.
Through the dark turns and noise of this wicked little town.

Oh Lady, luck has led you here and they're so twisted up
They'll twist you up. I fear.

The pious, hateful and devout, You're turning tricks til you're turned out,
The wind so cold it burns, You're burning out and blowing round.
And if you've got no other choice. You know you can follow my voice
Through the dark turns and noise of this wicked little town.

The fates are vicious and they're cruel.
You learn too late you've used two wishes like a fool

And then you're someone you are not, And Junction City ain't the spot,
Remember Mrs. Lot and when she turned around.
And if you've got no other choice. You know you can follow my voice
Through the dark turns and noise of this wicked little town.



WICKED LITTLE TOWN (REPRISE)
OST: Hedwig and the Angry Inch

Forgive me, For I did not know.
'Cause I was just a boy. And you were so much more

Than any god could ever plan, More than a woman or a man.
And now I understand how much I took from you:
That, when everything starts breaking down,
You take the pieces off the ground
And show this wicked town something beautiful and new.

You think that luck has left you there.
But maybe there's nothing up in the sky but air.

And there's no mystical design, No cosmic lover preassigned.
There's nothing you can find that can not be found.
'Cause with all the changes you've been through.
It seems the stranger's always you.
Alone again in some new wicked little town.

So when you've got no other choice.
You know you can follow my voice
Through the dark turns and noise of this wicked little town.
Oh it's a wicked, little town. Goodbye, wicked little town.



Wednesday, March 12, 2014

INDIANA JONES AND THE KINGDOM OF THE CRYSTAL SKULL (2008)


INDIANA JONES AND THE KINGDOM
OF THE CRYSTAL SKULL ***
แก่เพราะกินข้าว เก๋าเพราะอยู่นาน

...ได้ยินว่ารายได้ของอินดี้ภาคนี้ในบ้านเรา ไม่ค่อยทะลุพุ่งกระฉูดตามที่มีผู้คาดการณ์ไว้เท่าใด แม้จะขึ้นถึงอันดับหนึ่งในสัปดาห์แรก แต่เมื่อเทียบอัตราส่วนรายได้เฉลี่ยต่อโรงแล้ว ถือว่าต่ำกว่าหนังอันเดอร์เรทอย่าง Iron Man ด้วยซ้ำ (จำขี้ปากคนอื่นมาพูดอ่ะนะ) เลยมีคนอดคิด อดโทษ และอดโยนความผิดไปให้พวกเทปผีซีดีเถื่อนไม่ได้ ว่าเป็นตัวการดูดรายได้อันควรจะพึงลอยเข้ากระเป๋าค่ายหนังไปอย่างหน้าด้านๆ โดยไม่ต้องลงทุนอะไรมากนอกจากเสียค่าไฟกับค่าแผ่นซีดีไม่กี่บาท แต่รับกำไรคืนกลับอื้อซ่า!

เอาเหอะ ไม่อยากพูดมากให้เข้าใจผิดว่าออกมาเถียงแทนพวกทำเทปผีซีดีเถื่อน คนทำงานเขียนหนังสือเกี่ยวกับหนังในสื่อสิ่งพิมพ์เผยแพร่สู่สาธารณชนก็มักจะเกิดอาการกลืนแล้วไม่อยากคาย เข้าแล้วก็ไม่อยากออกเช่นนี้ คือถึงแม้จะโปรดปรานการบริโภคของพวกนี้เพียงใด (เพราะ 1. ถูก! 2. หนัง/เพลง/ละคร ‘เสื่อมๆ’ มีเยอะ!!) แต่เวลาพูดออกสื่อฯ ก็ต้องทำทีเป็นว่ารังเกียจต่อต้านวัตถุผิดกฎหมายพวกนี้เต็มประดา ไม่งั้นก็อย่าเอ่ยถึงเลยเป็นดีที่สุด (นั่นดิ๊! แล้วจะพูดทำไมให้เข้าตัวเปล่าๆ งั้นขอหยุดความปากมากของตนไว้ในวงเล็บนี้ละกัน)

ส่วนตัวผมไม่คิดว่าที่รายได้ของอินดี้ภาคนี้ในบ้านเราไม่แรงอย่างควรจะเป็น มิน่าเกิดจากเทปผีซีดีเถื่อนหรอก ถึงจะบอกไม่ได้ว่ามีทำออกมาขายหรือเปล่า (เพราะผมไปดูฟรีในรอบสื่อฯแล้ว และไม่คิดเสียเวลาแสวงหามาดูอีก) แต่ที่เป็นเช่นนั้น มันอาจเป็นเพราะนักดูหนังยุคนี้ไม่เคยดูอินดี้ภาคแรกๆกันมาก่อน และถึงแม้จะเคยดู ก็ได้ดูจากจอใหญ่ๆเท่าที่ทีวีในบ้านตัวเองจะใหญ่ได้นั่นแหละ ส่งผลให้ความรู้สึกสนุกสนานหฤหรรษ์ไปกับการผจญภัยตามล่าสมบัติของอินดี้ในสามภาคแรกเกิดขึ้นน้อยเต็มที

ดังเช่นที่เกิดขึ้นกับตัวผมเอง ถึงจะได้ดูครบทั้งสามภาค (สองภาคแรกจากวิดีโอเทป ภาคสามในโรง) ถึงจะยอมรับจากใจจริงว่ามันเป็นหนังผจญภัยที่ดูสนุกตื่นเต้นดี แต่ผมก็มิได้เกิดความติดอกติดใจเป็นพิเศษ ถึงขั้นประกาศตัวเองว่าเป็นแฟนหนังชุดนี้ได้เต็มปาก

ผมจึงอดรู้สึกสะหยึมกึ๋ยจึ๋ยรับประทานอย่างเสียมิได้ เวลาได้ยินใครพูดถึงอินดี้ภาคนี้ด้วยถ้อยคำว่า “สิ้นสุดการรอคอย” ฟังทีไรมันให้รู้สึกอยากแหวะ! (แต่นั่นแหละ แม้จะเป็นการพูดถึงหนังเรื่องอื่น ผมก็รู้สึกพะอืดพะอมจนแทบอ้วกแตกครือกัน เพราะฟังแล้วมันเท่เกินมนุษย์มนา) ซึ่งจนถึงขณะนี้ที่กำลังนั่งเผา เอ๊ย! ปั่นต้นฉบับนี้ ผมยังตอบตัวเองไม่ถนัดนักว่า ถ้ามิได้ทำงานข้องเกี่ยวกับการดูหนัง ผมจะไปดูมันหรือเปล่า!


เหตุผลถัดมา ซึ่งผมเห็นว่าค่อนข้างมีน้ำหนักไม่น้อยคือ แฮร์ริสัน ฟอร์ด นั้นดูหมดสภาพความเป็นวีรบุรุษนักผจญภัยไปเรียบร้อยแล้ว พูดตรงๆให้แฟนคลับเจ็บใจเล่น คือเขาทั้งแก่ทั้งโทรม หนังหน้ายับย่นเหมือนพรมเช็ดเท้า รูปร่างก็ทั้งอ้วนทั้งฉุ ห่างไกลจากความสง่างามบึกบึน เต็มไปด้วยด้วยความกระฉับกระเฉงแคล่วคล่องแบบเมื่อสิบ-ยี่สิบปีก่อนลิบลับ ยิ่งได้ดูฉากอินดี้วิ่งไล่วิ่งหนีผู้ร้ายในภาคนี้ ผมยังลุ้นจนแทบนั่งเก้าอี้ไม่เต็มก้น เพราะกลัวจะเห็นอินดี้ขาดใจตายคาจอ!

แถมในช่วงหลังๆ หนังแอ็คชั่นหลายเรื่องที่เขารับบทนำก็ไม่ค่อยจะได้รับผลตอบรับในแง่ดีนัก พูดให้ชัดคือแค่รู้ว่าเขาเล่นก็ไม่นึกอยากดูเสียแล้ว เช่น Firewall, Hollywood Homicide จนในความรู้สึกของผม ชื่อของเขาเหมือนๆจะเป็นดาราตกกระป๋องไปแล้วด้วยซ้ำ ทั้งที่เมื่อก่อนผมชอบเขาจะตายไป...อย่างสมัยเขาหนุ่มๆ ผมถือว่าเขาเป็นนักแสดงบทแอ็คชั่น ปรกติแต่งสูทผูกไทก็ดูหล่อแล้วประมาณหนึ่ง แต่พอลงไปคลุกดินคลุกฝุ่นกลับยิ่งหล่อขึ้นได้อีกจนไม่น่าเชื่อ (ไม่เชื่อก็ไปหาอินดี้กับสตาร์วอร์สามภาคแรกมาดู) แถมมาดเขาก็ออกจะดูดีมีการศึกษากว่านักแสดงบทแอ็คชั่นรุ่นไล่เลี่ยกันอย่าง ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน, อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ รวมถึง บรูซ วิลลิส ด้วยเอ้า!

ไม่ว่าจะเป็นแฟนรุ่นใหม่หรือรุ่นเก่าก็ตาม ล้วนยอมรับกันอย่างหมดใจว่าคงจะหานักแสดงคนใดมารับบทอินดี้ แล้วดูมีเสน่ห์พลิ้วไหวล้นเหลือเท่าฟอร์ดได้ยาก (แต่ก็ไม่ถึงกับจะเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่งั้น เจมส์ บอนด์ 007 ก็คงจะจบสิ้นไปตั้งแต่ปู่ ฌอน คอนเนอรี่ ได้สติ ขอถอนตัวจากบทนี้แล้ว!) การหวนกลับมารับบทตัวละครที่โด่งดังสุดๆในชีวิตการแสดงของตนในครั้งนี้ นั่งๆดูไปผมยังคิดว่ามันออกจะเป็นการทำร้ายความรู้สึกแฟนคลับอินดี้ได้สาหัสสากรรจ์ ยิ่งกว่าการให้นักแสดงหงำเหงือกอย่าง จอร์จ ฮอลล์ มาเล่นเป็นอินดี้วัยดึกในซีรี่ส์ทีวีอีกนะ!

นั่นเพราะฟอร์ดได้ทำให้อินดี้มีภาพของความเป็นวีรบุรุษนักผจญภัยอันจำหลักแน่นในใจคนดูไปแล้ว พูดง่ายๆคือเขาทำให้คนดูเกิดความ ‘ยึดติด’ ไปแล้วว่าตัวตนและบุคลิกของอินดี้ในหนังจะต้องดูดีดูเท่-สง่า-สมาร์ท-ขี้เล่น-มีอารมณ์ขัน ดังที่ปรากฏในสามภาคแรก ซึ่งเกือบยี่สิบปีที่ผ่านมา ถึงคนดูจะเห็นความเปลี่ยนแปลงด้านรูปลักษณ์เขามาโดยตลอด แต่ก็เป็นในบทบาทอื่น และหากให้พูดกันจริงๆ ผมก็ว่าหลายคนคงคิดตรงกันว่าฟอร์ดไม่น่าจะอยากกลับมาเล่นบทอินดี้อีก เพราะเวลาที่ผันผ่าน มีแต่จะทำให้สังขารคนเราเสื่อมทรุดโทรมจนเห็นชัดเสียยิ่งกว่าชัด! แต่เอาเข้าจริงไม่ต้องนานขนาดนั้น แค่สิบปีก็แทบไม่อยากมองตัวเองในกระจกแล้ว (เอ๊ะ นี่พูดถึงใครเนี่ย!) น่าจะเอาอย่าง เกรต้า การ์โบ ที่พอรู้ตัวว่าเริ่มแก่ เนื้อหนังหย่อนยาน ก็ล่องหนออกจากวงการ ไม่ยอมให้ใครเห็นรูปร่างหน้าตาอีกเลย...


อย่างไรก็ดี เห็นได้ชัดว่าถึงฟอร์ดจะแก่ แต่เขาก็ยังมีความเก๋าพอจะช่วยให้เอาตัวรอด (ขายผ้าเอาหน้ารอด อิอิ) ไปกับบทได้ตามสมควร นี่ผมพยายามพูดด้วยใจเป็นธรรมสุดๆแล้วนะครับ เพราะถ้าให้พูดจากใจจริง...สำหรับคนดูหนังทั่วไปที่มิได้เป็นแฟนคลับอินดี้ แค่ทราบว่าจะต้องไปดูคุณปู่วัยเหยียบ 70 วิ่งโลดโผนโจนทะยาน ก็คงให้นึกสงสารตัวเองจนทนดูไม่ไหว ถึงจะวางเป้าล่อให้หนุ่มหน้าละอ่อน ไชอา ลาเบิฟ มาเป็นตัวเรียกแขกแล้วก็ตาม เพราะผมว่าเจ้าหมอนี่คงเรียกได้ก็เฉพาะเพศที่ ‘ไม่ใช่ผู้ชาย’ นั่นแหละ แล้วหนังแนวนี้ก็ไม่น่าจะเป็นที่นิยมของกลุ่มคนเพศดังกล่าวเท่าใดนัก (ถ้าเป็น What Happened in Vegas หรือ Sex in the City ก็ว่าไปอย่าง หนังเสื่อมแค่ไหนก็ยังยืนยันว่าสนุก!)

ดังนั้น ผมจึงออกจะปักใจเชื่อว่าคนที่ยอมลงทุนซื้อแผ่น อุ๊บส์! ซื้อตั๋วราคาร้อยกว่าบาทในยุคข้าวยากหมากแพง น้ำมันมีโอกาสลิตรละ 50 บาทแน่ๆเช่นยุคนี้ จึงน่าจะเหลือเพียงกลุ่มคนชอบดูหนังเป็นชีวิตจิตใจ, กลุ่มแฟนคลับพ่อมดฮอลลีวู้ด สตีเว่น สปีลเบิร์ก และกลุ่มแฟนคลับอินดี้ (เอ...แล้วผมจะจัดตัวเองเข้ากลุ่มใดดีหว่า...กลุ่ม ‘ไหนๆดูกันมาแล้ว ก็ดูๆมันไปให้ครบๆละกัน’ ดีไหม?)

อ่านถึงบรรทัดนี้ ก็คงทราบกันแล้วละมังว่าผมรู้สึกเช่นไรกับอินดี้ภาคสี่ ขอบอกอีกทีให้ชัดๆละกันว่าผมไม่ค่อยปลื้มเท่าใด แต่ก็ไม่ผิดหวัง เพราะจริงๆ มิได้คาดหวังอันใดเลย นอกจากความสนุก ซึ่งก็ได้มาแค่ประมาณหนึ่ง แต่เทียบกับที่เคยได้จากภาคสอง The Temple of Doom ถือว่าห่างกันหลายขุม (เทียบกับภาคสามยังพอทำเนา แต่ภาคแรกนั้นน่าเบื่อมาก) ทั้งที่ผมดูภาคสองจากวิดีโอ แต่ก็ยังรู้สึกสนุกสนานน่าติดตามโดยตลอด

คิดไปคิดมา ผมว่าสิ่งที่เหมือนจะขาดหายไปในอินดี้ภาคสี่ เมื่อเทียบกับภาคสอง เห็นจะหนีไม่พ้นการหยอด ‘มุกฮาอารมณ์ขัน’ เข้ามาอย่างถูกจังหวะละมัง แม้จะรู้สึกตงิดใจว่ามุกในภาคสองออกจะเคลือบแฝงได้อคติทางชาติพันธุ์อยู่บ้างก็ตาม แต่โดยรวมๆมันก็มีเหตุการณ์ชวนลุ้นระทึกน่าตื่นเต้นและออกแนวบ้าๆบอๆกว่าภาคอื่นๆ (คงเพราะอย่างหลังนั่นแหละ ผมถึงชอบภาคนี้มากที่สุด) แต่ภาคสี่ มุกตลกมันค่อนข้างลึกจนไม่เก็ท และออกแนวพูดเรื่องส่วนตัวไปหน่อย เช่นตอนอินดี้เถียงกับ มาเรียน (คาเรน อัลเลน) เรื่องใครทิ้งใครก่อนนั้น ฟังแล้วปวดหัวและน่ารำคาญจนอยากให้รถคว่ำตายซะทั้งคู่!

ไม่แค่นั้น ผมยังรู้สึกว่าอินดี้ภาคนี้ มีหลายฉากแสดงออกชัดเจนว่าต้องการแสดงความคารวะหนังและดาราฮอลลีวู้ดยุคคลาสสิก เช่นฉากเปิดตัว มัตต์ วิลเลี่ยมส์ ลูกนอกสมรสของอินดี้ บนรถช็อปเปอร์กับบุคลิกท่าทีถอดแบบมาจาก มาร์ลอน แบรนโด ใน The Wild One รวมถึงฉากเปิดเรื่องให้วัยรุ่นซิ่งรถกับรถทหาร ซึ่งว่ากันว่าทำเพื่อเอาใจ จอร์จ ลูคัส เพราะเอามาจากหนัง American Graffiti ของลูคัสนั่นเอง แต่ที่ผมสงสัยเป็นกำลังคือฉากเล็กฉากน้อยซึ่งดูแล้วกลับคิดถึงหนังเรื่องอื่นๆ เช่นฉากขับรถไล่ล่าริมหน้าผากับป่าดงดิบที่มัตต์โหนเถาวัลย์ออกมา ความรู้สึกแรกคิดถึงฉากในเรื่อง King Kong พร้อมกับคิดว่าถ้าสปีลเบิร์กจะสร้าง Tarzan ก็ไม่ต้องแคสท์ดาราใหม่ให้เสียเวลา, ฉากอาณาจักรโบราณก็ชวนให้คิดถึงเซ็ตติ้งใน Apocalypto ของ เมล กิ๊บสัน แต่ที่เด็ดขาดบาดสมองยิ่งกว่านั้น คือฉากจานบินของมนุษย์ต่างดาวตอนท้ายเรื่อง มันช่างเหมือนฉากจบของ X-Files: Fight the Future เอามั่กๆ!


นอกจากนี้ พล็อตเรื่องของภาคนี้อันเป็นการติดตามหากะโหลกแก้ว ซึ่งแท้จริงแล้วมาเฉลยว่าคือกะโหลกมนุษย์ต่างดาวผู้เคยมาเยือนโลกมนุษย์ และทิ้งร่องรอยอารยธรรมความเจริญนานาไว้ให้กลายเป็นปริศนาให้มนุษย์ปัจจุบันพยายามค้นหาคำตอบอย่างเอาเป็นเอาตายตลอดมา ก็แทบจะว่าเป็นการลอกประเด็นเดียวกับที่หนัง Stargate (1994) ของผู้กำกับ โรแลนด์ เอ็มเมอริช มาพูดใหม่ซะงั้น!

น่าสังเกตว่าการผจญภัยเพื่อตามหาวัตถุโบราณของอินดี้ภาคนี้ มีลักษณะแตกต่างจากภาคก่อนๆ ตรงที่กะโหลกแก้วนั้น มิได้มีความเกี่ยวพันกับหลักความเชื่อหรือลัทธิทางศาสนาเหมือนกับหีบศักดิ์สิทธิ์, ศิลาศักดิ์สิทธิ์ และจอกศักดิ์สิทธิ์ (จะเห็นว่าทั้งสามสิ่งล้วนมีคำว่า ‘ศักดิ์สิทธิ์’ ต่อท้าย แสดงให้เห็นถึงความเป็นวัตถุล้ำค่าสูงส่งควรแก่การเคารพบูชา) แต่กะโหลกแก้วมีความเกี่ยวพันกับแหล่งที่มาแห่ง ‘ความรู้’ ซึ่งมนุษยชาติเฝ้าเพียรแสวงหาคำตอบมาเนิ่นนาน

ตั้งแต่ฉากเปิดเรื่องที่นำพาคนดูบุกเข้าไปในโกดังของ Area 51 อันเป็นบริเวณที่ล่ำลือกันว่าเป็นสถานที่เก็บรักษาสรรพสิ่งต่างๆอันอุดมไปด้วยเทคโนโลยีล้ำเลิศจากต่างดาว (พูดตามจริง ตอนดูตัวอย่างหนัง ผมยังนึกว่าภาคนี้จะต่อเนื่องจากภาคแรก The Lost Ark คือกำหนดให้อินดี้เข้าไปค้นหาหีบศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกรัฐบาลหลอกใช้ให้ไปนำมาเก็บไว้ในโกดังแห่งนี้ แต่ผิดคาด) ต่อด้วยฉากทดลองระเบิดนิวเคลียร์ เรื่อยไปจนถึงฉากสุดท้ายที่เฉลยว่าเป็นเรื่องมนุษย์ต่างดาว ซึ่งส่งผลให้เรื่องราวของอินดี้ภาคนี้ มีความเป็นนิยายวิทยาศาสตร์มากภาคอื่นๆ

และภาคนี้ยังเป็นการบอกให้คนดูรับรู้ ว่าสปีลเบิร์กหันกลับมามองมนุษย์ต่างดาว ด้วยสายตาและความรู้สึกเป็นมิตรอีกครั้ง หลังจากเคยเฉไฉไปมองในแง่ร้ายมาจาก War of the Worlds (2005) ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเหตุการณ์ 9/11 หรือเปล่า ถึงทำให้สปีลเบิร์กมีมุมมองและทัศนคติต่อสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกผิดแผกไป (ก็คงจะเช่นเดียวกับกรณีของ แฟรงค์ ดาราบองท์ กับ The Mist กระมัง) และหลังจากนี้ น่าเชื่อว่าต่อไปเราคงจะได้ดูหนังที่มองมนุษย์ต่างดาวในแง่บวกจากสปีลเบิร์กอีกแน่ๆ

อยากจะขอพูดตรงๆส่งท้ายให้แฟนคลับอินดี้เจ็บใจเล่น ว่าการกลับมาใหม่ของอินดี้ในครั้งนี้ ไม่ชวนให้รู้สึกประทับใจเท่าใดนัก เชื่อว่าการที่ภาคนี้ทำเงินได้มากเป็นเพราะบารมีซึ่งสั่งสมไว้จากสามภาคแรกเป็นสำคัญ แล้วอะไรที่ห่างหายไปนาน พอกลับมาย่อมได้รับการต้อนรับดิบดีเป็นธรรมดา แต่ถ้าหากจะมีภาคห้าตามออกมาโดยใช้สูตรแบบนี้ เชื่อได้ว่าหนังต้องเจ๊งแน่! เพราะธรรมชาติของนักดูหนังมีปัญญาย่อมจะยอมให้ถูกหลอกแค่ครั้งเดียว มากกว่านั้นมันคือรู้เขาหลอกแต่เต็มใจให้หลอก

ซึ่งจะเรียกว่าเป็นความโง่หรือความฉลาดก็สุดแท้แต่...

สมเกียรติ ชินตระกูลวัฒนะ



อำนวยการสร้าง-แฟรงค์ มาร์แชลล์/กำกับภาพยนตร์-สตีเว่น สปีลเบิร์ก/บทภาพยนตร์-เดวิน โคปป์ (จากเรื่องของจอร์จ ลูคัส, เจฟฟ์ นาธานสัน)/กำกับภาพ-จานุสซ์ คามินสกี้/ลำดับภาพ-ไมเคิล คาห์น/ออกแบบงานสร้าง-กาย ไดแอส/เครื่องแต่งกาย-เบอร์นี่ พอลแล็ค, แมรี่ โซฟรีส์/ดนตรีประกอบ-จอห์น วิลเลี่ยมส์/ผู้แสดง-แฮร์ริสัน ฟอร์ด (อินเดียน่า โจนส์), คาเรน อัลเลน (มาเรียน เรเวนวู้ด), เคท บลันเช็ตต์ (อิริน่า สปาลโก้), ไชอา ลาเบิฟ (มัตต์ วิลเลี่ยมส์), เรย์ วินสโตน (แม็ค), จอห์น เฮิร์ท (อ็อกซ์ลี่ย์)

*ตีพิมพ์ในนิตยสาร Starpics