#รีวิวรัวๆ : ไม่ได้เข้าโรงหนังซะนาน พอได้เข้าก็เข้ายิกๆ ถี่ๆ ติดกัน วันเว้นวันบ้าง วันละเรื่องสองเรื่องบ้าง แล้วแต่จังหวะและโอกาส เลยเหมือนกระตุ้นให้เกิดความอยากเขียนรีวิวหนังขึ้นมาอีกครา แก้เบื่อจากการเขียนอย่างอื่นซึ่งไม่มีวี่แววเลยว่าจะคืบหน้าไปถึงไหน อาจเปนเพราะว่ายังไม่มั่นหน้า เอ๊ย! ไม่มั่นใจ ไม่ถนัด ก็เลยติดๆขัดๆ เขียนได้กระปริดกระปรอยเหมือนท้องผูกกำเริบ นั่งนานจนก้นบานฉ่ำแล้วก็ยังไม่ได้เนื้อถ้อยกระทงความตามที่ต้องการ เลยเปลี่ยนบรรยากาศมาอยู่ใน comfort zone เขียนรีวิวตามใจชอบแก้เครียดบ้างอะไรบ้าง น่าจะดี! งั้นไม่พล่ามต่อละ เข้าเรื่องเลยดีก่าาาา…
#ปั๊มน้ำมัน (ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์, พ.ศ. ๒๕๕๙) : ดูแล้วนึกถึงที่เคยมีคนพูดให้ฟัง ซึ่งถือเปน word of wisdom ช่วยให้น้องมอดหูตาสว่าง มองเห็นแสงรำไรที่ปลายอุโมงค์ในชั่วพริบตา คือคำพูดที่ว่า “ไม่รักก็คือไม่รัก ต่อให้เราเผาตัวเองต่อหน้าต่อตา เขาก็แค่หันมามองแล้วนึกสงสารเห็นใจ แต่ก็แค่นั้น ต่อจากนั้นมันจะกลายเปนเรื่องลำดับที่แปดหรือเก้าในชีวิตที่เขาจะนึกถึง ไม่มีวันเปนเรื่องแรก”
ก็อย่างที่ผู้กำกับถ่ายทอดออกมาในหนังผ่านพฤติกรรมตัวละครนั่นล่ะ (อยากรู้ว่าเปนตัวไหน ใครแสดงก็ต้องไปดูกันเองนะฮะ พูดมากพาลสปอยล์กันพอดี ^^) คือ ยังไงเขาไม่รัก ต่อให้ทำดีด้วยสักแค่ไหน อย่างมากสุดที่เขาจะตอบแทนได้ก็คือขอบคุณ แต่มันจะไม่มีวันแปรเปลี่ยนเปนความรักเด็ดขาด เพราะไม่รักก็คือไม่รัก… ไม่-มี-วัน-รัก! เข้าใจ๋?
ในทางเดียวกัน ลงว่าคนมันรักแล้ว ไม่ว่าจะยังไงมันก็จะรักตลอดไปอยู่นั่นเอง แม้ว่าใครๆจะมองว่า #เปนบ้า #ประสาทแดก ทั้งที่โดนคนที่มักรักทำอย่างเจ็บแสบไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง แต่ก็ไม่เคยเข็ด และยังคงกางแขนต้อนรับการกลับมาเสมอ ราวกับมีความรักที่ไม่มีวันหมดอายุมอบให้แก่คนๆเดียวไปจนชั่วชีวิตกระนั้น!
เปนหนังของ เจ๊กอล์ฟ ธัญญ์วาริน ที่น้องมอด ‘ชอบ’ ที่สุดเท่าที่ได้ดูมาเลยฮะ มีความรู้สึกว่าอะไรๆในหนังมันดูดี เข้าท่าเข้าทีไปหมด ไม่ว่าจะเปนเนื้อเรื่อง การถ่ายภาพ ดนตรีประกอบ การแสดงซึ่งนักแสดงแทบทุกคนเล่นได้ดีมาก ตั้งแต่ แม็กกี้ อาภา ที่มาในคอสตูมบ้าๆบอๆ พอๆกับบุคลิกท่าทางที่ดูกะเปิ๊บกะป๊าบ ยิ่งตอนเข้าฉากปะทะคารมกับ เจ๊ต่าย เพ็ญพักตร์ ดูแล้วฮามาก ส่วนเจ๊ต่ายก็ไม่น้อยหน้า มีฉากที่ได้ปล่อยของ โชว์ฝีมือการแสดงอารมณ์ดราม่าขั้นเทพให้ดู ทำเอาน้องมอดน้ำตาซึมเลย Y_Y ส่วน ปั้นจั่น ปรมะ แลดูเลอค่าน่ากินที่สุด หลายฉากดูแล้วไม่แปลกใจเลย ว่าทำไมชะนีถึงรุมแย่งกันนัก เพราะเขามิใช่ดีงามแค่รูปกายภายนอกอย่างเดียว แต่ยังเปนคนโรแมนติกแบบโคตรของโคตรของโคตรของโคตรๆ... คือรักแล้วรักจริง แน่วแน่ไม่แปรผัน ยึดมั่นในสัจจะคำสัญญาที่ให้ไว้แก่คนรักถึงขั้นที่รู้สึกผิดไปจนวันตาย หากไม่สามารถรักษาสัญญานั้นไว้ได้ ดูแล้วก็...โอววว อยากได้ 555+
อ่อ! อีกอย่างคือไม่รู้ว่าตัวเองอุปาทาน ตาฝาด หรือมโนขั้นบรรลุโสดาบันกันแน่ เพราะเห็นปั้นจั่นในเรื่องนี้แล้ว หลายมุมทำให้นึกถึง “มิตร ชัยบัญชา” ดาราเก่าผู้ล่วงลับไปแล้วอย่างช่วยไม่ได้ ใครดูเรื่องนี้แล้วช่วยมายืนยันหน่อยว่าน้องมอดไม่ได้คิดไปเองคนเดียว…
#20ใหม่ยูเทิร์นวัยหัวใจรีเทิร์น (อารยะ สุริหาร, พ.ศ. ๒๕๕๙) : ไม่เคยดูเวอร์ชั่นเกาหลีฮะ รวมถึงญี่ปุ่นกับจีนด้วย และว่าที่จริงก็เกือบจะไม่ได้ดูเวอร์ชั่นไทยด้วยซ้ำ เพราะ...บลาๆๆ… แต่สุดท้ายก็ได้ดูจนมานั่งเขียนอยู่นี่ไง ซึ่งว่ากันตามตรงก็เปนหนังที่ดีฮะ รู้สึกผิดคาดมากๆ เพราะคิดว่าหนังคงจะออกมาเปนตลกบ้าๆบอๆ เหมือนหนังมุกฝืดส่วนใหญ่ที่พยายามตลกจนดูไม่เนียน แต่ปรากฏว่าจังหวะปล่อยมุกของหนังค่อนข้างคม ยิงออกมาทีไรได้ผลทุกมุก ส่วนอารมณ์ดราม่าก็ทำได้น่าสนใจ ไม่รู้ว่าเปนเพราะผู้กำกับเก่งหรือเพราะหนังต้นฉบับมันดีกันแน่ (งั้นยกประโยชน์ให้จำเลยว่าเปนเพราะข้อแรกละกัน อิอิ)
อย่างที่รู้กันแหละฮะ ว่าหนังว่าด้วยเรื่องของตัวละครที่ได้ย้อนวัยรีเทิร์นกลับไปสู่วัยสาวอีกครั้ง ด้วยมนตราอำนาจเร้นลับปราศจากเหตุผลและคำอธิบาย ทำให้เธอได้รับโอกาสกลับไปทำความฝันที่หล่นหายไปเนิ่นนานในระหว่างการดำเนินชีวิตให้กลายเปนจริง ซึ่งถือเปนประเด็นสำคัญของพล็อตเรื่องแนวนี้เลยก็ว่าได้ ที่จะต้องกำหนดให้ตัวละครต้องกลับไปทำอะไรสักอย่างที่ไม่เคยได้ทำให้สำเร็จ เพราะไม่งั้นก็ไม่รู้จะให้ตัวละครย้อนวัยกลับไปทำไม (พูดถึงตรงนี้แล้วก็ให้นึกถึงนิยายเรื่อง “กลับไปสู่วันฝัน” ของแก้วเก้า ขึ้นมาทันที นางเอกได้ย้อนวัยกลับไปเปนสาว ได้ทำความฝันในอดีตให้กลายเปนจริงอีกครั้งเหมือนกัน แต่จะคืออะไรนั้นก็ไปต้องหาอ่านกันนะครัชชช ^o^)
ส่วนตัวน้องมอด ยอมรับตามตรงว่ารู้สึกเฉยๆ กับเรื่องย้อนวัยกลับไปทำความฝันให้เปนจริง พูดให้ตรงกว่านั้นคือไม่รู้สึกว่าดูแล้วจะได้ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ตนเองที่ตรงไหน มีแต่จะยิ่งทำให้หวนคิดเสียดายวันเวลาเก่าๆ เสียมากกว่า ว่าตอนนั้นน่าจะตัดสินใจทำแบบนั้นแบบนี้ ชีวิตอาจไปได้ดี ไปได้ไกลกว่าที่เปนอยู่ก็ได้
ด้วยเหตุนี้ น้องมอดเลยดูหนังไปแบบไม่ค่อยสนใจ ไม่รู้สึกอยากเอาใจช่วยตัวละครให้ทำความฝันของเธอให้ลุล่วงสักเท่าไหร่ เพราะคิดว่าถึงอย่างไร นางก็ต้องทำได้อยู่แล้ว แต่สนใจประเด็นอื่นในเรื่องมากกว่า คือเรื่องที่คนแก่ถูกละเลยทอดทิ้ง ไม่เอาใจใส่ แถมยังมองว่าเปนตัวก่อปัญหา เปนภาระ สร้างความวุ่นวายแก่สมาชิกอื่นๆ ในครอบครัวจนต้องหาทางเสือกไสไปอยู่ที่อื่นให้พ้นหูพ้นตา ทำให้อดสลดใจไม่ได้ว่าการเปนคนแก่ มันมีแต่เรื่องแย่ๆ เนาะ! ไหนจะสุขภาพร่างกายเสื่อมทรามทรุดโทรมลงทุกขณะ เจ็บป่วยเปนโน่นนี่นั่นนู่นอยู่เนืองๆ แล้ว ยังจะต้องมาเจอกับภาวะสุขภาพใจล้มเหลวเรรวนซวนเซไม่เปนส่ำ เมื่อรู้ว่าตนกำลังไม่เปนที่ต้องการของลูกหลานอีก ทำให้น้องมอดชักจะเกลียดกลัวความแก่ขึ้นมาฉับพลัน อดคิดไม่ได้ว่าจะขอตาย(แบบสวยๆ)ไปโดยไม่ต้องแก่เลยจะได้มั้ย
ก่อนจะพล่ามเพ้อเจ้อไปมากกว่านี้ ขอสรุปดีกว่าหนังสนุกดีฮะ ดูได้เพลินๆ ขำๆ ใหม่ ดาวิกา เจิดจรัสมากๆ เล่นเปนคนแก่ในร่างสาวน้อยได้น่ารักสุดๆ เชื่อว่าน่าจะมีลุ้นรางวัลด้านการแสดงประจำปีอย่างแน่นอน เช่นเดียวกับ ย่าปาน ที่รับบทโดย นีรนุช ปัทมสูต ก็น่าจะได้ลุ้นรางวัลเหมือนกัน ชอบบทสรุปของหนังที่ให้ตัวละครเดินมาถึงจุดที่ต้องตัดสินใจครั้งสำคัญ คือเลือกว่าจะมีชีวิตอยู่เพื่อตนเองหรือเพื่อผู้อื่นซึ่งถือเปนเรื่องตัดสินใจยากด้วยกันทั้งคู่ แต่กระนั้น มันไม่ยากเกินไปสำหรับคนที่รู้จักตัวเองอย่างถ่องแท้ และรู้แน่แก่ใจว่าตนกำลังทำอะไร…
#MOANA (Ron Clements, John Musker, 2016) : แอบหลับไปหน่อยนุงแหละ กิกิ… ไม่แน่ใจว่าเปนเพราะหมูปิ้งที่เพิ่งสวาปามก่อนเข้าโรงไปตั้งห้าไม้ หรือเพราะหนังมันพูดกันเยอะซะก็ไม่รู้ พูดม้ากมาก โดยเฉพาะตอน ‘โมอาน่า’ พยายามกล่อม ‘มาวอิ’ ให้ไปร่วมทำภารกิจ บลาๆๆ ด้วยกัน อ่านซับไตเติ้ลจนเมื่อยลูกตาเลยพักสายตาไปแวบหนึ่งซะเลย! แต่ถึงงั้น ก็ยังรู้สึกว่าหนังน่าจะได้ออสการ์สาขาอนิเมชั่นยอดเยี่ยมประจำปีนี้นะฮะ (#Zootopia ของน้องมอดเจอกระดูกขัดมันกล้ามโตขว้างคอซะแล้ว ถถถถถ…)
เพราะขนาดน่าเบื่อเปนบ้าๆ บอๆ อย่าง Brave (2012) ยังได้ออสการ์ไปเลย (แต่นั่นมันเปนของพิกซาร์นี่เนาะ!) เรื่องนี้น่าเบื่อน้อยกว่า แถมยังดูยิ่งใหญ่อลังการงานสร้างกว่าหลายเท่า และทำตัวเปนมิตรกับชาวโลกอีกต่างหาก เพราะลงทุนไปศึกษาชีวิตความเปนอยู่และวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองหมู่เกาะทะเลใต้อย่างละเอียด นำมาเปนข้อมูลพื้นฐานในการสร้างงาน ซึ่งเท่าที่ได้ดูก็รู้สึกว่าช่างเปนอนิเมชั่นที่มีความน่าตื่นตาตื่นใจตลอดเรื่อง (ไม่นับช่วงที่มันพูดกันไปพูดกันมาอะนะ) อีกทั้งภาพกราฟฟิกก็สวยงามสุด ตัวละครดีไซน์ออกมาได้น่ารัก เนื้อเรื่องสนุกสนานให้คติสอนใจตามสไตล์ดิสนีย์ มีทั้งเรื่องราวความรักความผูกพันในครอบครัว ตำนานการผจญภัยสุดขอบฟ้าเพื่อนำพาความสงบและสันติสุขกลับคืนสู่ชาวโลก ดูแล้วก็ให้รู้สึกรื่นเริงบันเทิงใจสุดๆ
ส่วนข้อคิดที่ได้จากหนัง นอกเหนือจากเรื่องของการก้าวออกจากเขตแดนอันปลอดภัย (comfort zone) สู่การผจญภัยอันยิ่งใหญ่ที่รอคอยเราอยู่ ณ โลกภายนอก คือการกระตุ้นเตือนให้คนเราหันมาคิดทบทวน ทำความรู้จักกับตนเองให้ได้ว่า เราเปนใคร มาจากไหน และกำลังจะไปสู่แห่งหนใดในเส้นทางการดำเนินชีวิต ซึ่งมิได้ขึ้นอยู่กับความสั้น-ยาวของช่วงเวลาที่ได้เกิดมา แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราได้ใช้ชีวิตให้คุ้มค่ากับการที่ได้เกิดมาใช้ชีวิตบนโลกนี้แล้วหรือยัง…
#OFFICE CHRISTMAS PARTY (Josh Gordon, Will Speck, 2016) : ได้ยินหลายคน เวลาเอ่ยถึงเรื่องนี้ทีไร มักจะมีคำว่า ‘จัญไร’ เปนคำคุณศัพท์ขยายคุณลักษณะสำคัญของหนังเสียทุกครั้ง เช่นพูดว่า “อยากดู Office… จัง หนังมันคงฮาๆ...จัญไรดี!” หรือ “หนังจัญไรแบบนี้ดูแล้วน่าจะช่วยให้หายเครียดได้” เปนต้น ทำให้สรุปได้ว่าคำว่า ‘จัญไร’ ในบริบทนี้ เห็นจะมิใช่คำบริภาษด่าทออย่างสาดเสียเทเสียอย่างที่นิยมใช้กันโดยแพร่หลาย แต่น่าจะออกแนวจิกกัด ประชดประชันเล็กๆ เสียมากกว่า บอกให้คนฟังรับรู้รับทราบโดยนัยว่า จริงๆมันคือหนังห่วยนะ แค่ดูตัวอย่างหนังก็รู้แล้ว แต่ทำไงได้ กูกำลังเครียด! ร่างกายต้องการการหัวเราะอย่างรุนแรง เพราะชีวิตทุกวันนี้แม่งเครียด! ไม่เรื่องนั้นก็เรื่องนี้ ถ้าไม่ให้เข้าไปหัวเราะในโรงหนัง จะรอให้เข้าไปหัวเราะในโรง’บาลบ้าหรือไง!
น้องมอดดูแล้วก็รู้สึกเหมือนกันนะฮะ ว่าหนังมัน ‘จัญไร’ จริงอะไรจริงตามที่หลายคนขนานนามไว้ เพราะว่ามันตลกบ้าๆบอๆ ประสาทแดกสุดๆ ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่องเลยทีเดียว ทำให้รู้สึกหายเครียดไปได้ตามสมควร เนื้อเรื่องก็ไม่มีอะไรมากคือ พี่สาว (เจนนิเฟอร์ อนิสตัน) ซีอีโอผู้กำลังไล่ปิดสาขาย่อยของบริษัทที่ทำกำไรไม่เข้าเป้า หนึ่งในนั้นคือสาขาที่น้องชาย (ที.เจ. มิลเลอร์) ดูแล ซึ่งเขาก็พยายามทำทุกอย่างเพื่อรักษาบริษัทและพนักงานทุกคนให้มีงานทำต่อไปให้ได้ โดยการจัดปาร์ตี้คริสต์มาสที่เดิมเปนไปเพื่อการสังสรรค์รื่นเริงส่งท้ายปี ก็ถูกยกระดับให้เปนภารกิจกู้วิกฤติของบริษัทอย่างเลี่ยงไม่ได้
ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจในหนัง คือเรื่องความขัดแย้งไม่ลงรอยกันระหว่างพี่น้อง โดยพี่สาวมีปมฝังใจว่าพ่อลำเอียง รักน้องชายมากกว่า เพราะยกบริษัท ยกโน่นนี่ให้ดูแลตลอด ทั้งที่น้องชายก็แสนจะไม่เอาถ่าน ทำอะไรเปนเล่นไปเสียทุกอย่าง ตรงข้ามกับเธอที่ต้องเลือดตาแทบกระเด็นกว่าจะได้ในสิ่งที่ต้องการ อันทำให้เธอกลายสภาพเปนนางมารร้ายในสายตาน้องชายและพนักงานในบริษัททุกคนโดยปริยาย
เล่าเรื่องไว้แค่นี้พอเปนน้ำจิ้มละกันฮะ ถ้าอยากรู้ว่าสุดท้ายแล้วสองพี่น้องหันหน้ามาปรองดอง ทำความเข้าใจกันได้อย่างไร ก็ต้องไปดูกันฮะ ชอบเจนนิเฟอร์ อนิสตันมากๆ เพราะนอกจากจะมาในลุคสตรองสุดๆแล้ว ยังดูสวยโคตรๆอีกต่างหาก ทั้งที่วัยก็น่าจะก้าวเข้าปลายๆเลขสี่ไปสู่เลขห้าเต็มทีแล้ว แต่หน้าตายังดูแจ่มเหมือนตอนเล่นซีรีส์ Friends แทบไม่ผิดเพี้ยนเลย เปนคนเดียวในสามสาวที่รูปลักษณ์หน้าตายังห่างไกลจากคำว่า ‘ป้า’ หลายขุม ขณะที่อีกสองคนน่าจะกระโดดข้ามขั้นไปเปนย่าเปนยายได้เลย โดยเฉพาะ ลิซ่า คูดโรว์ หรือ ฟีบี้ ที่เพิ่งเห็นแวบๆมาเล่นเปนตัวประกอบใน The Girl on the Train ซึ่งถามใครก็ไม่มีใครจำได้ เพราะหน้าเปลี่ยนไปมาก ไม่เหมือนเจนนิเฟอร์ที่ยังคงสวยไม่สร่าง เพราะได้ยาอายุวัฒนะที่ชื่อ จัสติน เธโรซ์ (ตัวร้ายใน The Girl on the Train) ละมัง… #มุกจัญไรสุดๆ :’-P

No comments:
Post a Comment