MISS SAIGON
25th ANNIVERSARY (2016)
วันก่อนมีโอกาสได้ไปดู ‘ภาพยนตร์บันทึก’ (จะเรียกว่า ‘เทปบันทึกภาพ’ ก็ให้รู้สึกว่ามันออกจะเชยๆ แลดูเปนคนโบร่ำโบราณคร่ำครึเสียเหลือหลาย เลยเรียกเสียใหม่ตามที่เห็น หุหุ) การแสดงละครเวทีมิวสิคัลเรื่อง Miss Saigon ซึ่งเปนรอบการแสดงเพื่อฉลองวาระครบรอบ 25 ปี โดยมีการเชิญทีมนักแสดงชุดดั้งเดิมมาร่วมร้องเพลง “แฮปปี้ เบิร์ทเดย์ ทู มิสซายกอนนนนน…” ในตอนจบการแสดงด้วย
ขอบอกก่อนนะฮะ ว่านี่เปนครั้งแรกที่น้องมอดมีโอกาสได้ดู ได้รู้เรื่องราวของละครเรื่องนี้แบบเต็มๆ ครบถ้วนสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์เปนครั้งแรก จากที่เคยได้ยินแต่ชื่อ ได้ฟังเพลงอยู่เพลงเดียวซ้ำไปซ้ำมาหลายสิบปี (น่าจะเท่าอายุละครเรื่องนี้ละมัง ^^) คือเพลง “The Last Night of the World” ทำให้ตั้งใจเข้าไปฟังเพลงนี้เปนพิเศษ ซึ่งพอได้ฟังแล้ว ถ้าให้พูดตามตรงคือ ‘ผิดหวัง’ เล็กน้อย เพราะเวอร์ชั่นใหม่นี้เหมือนว่าพระเอกนางเอกจะร้องแบบเร่งสปีดเร็วไปหน่อยราวกับกลัวว่ากรุงไซ่ง่อนกำลังจะแตกลงเสียบัดเด๋วนั้น เลยต้องรีบร้องเสียก่อนจะไม่ได้ร้อง ทำให้อดรู้สึกไม่ได้ว่าค่อนข้างขาดความไพเราะเสนาะจับใจลงไปตั้งพะเรออย่างช่วยไม่ได้
นอกนั้นก็ ‘ดีงาม’ ฮะ แม้ว่าดูแล้วจะไม่ค่อยได้ฟิลเหมือนได้เข้าไปนั่งดูในโรงละครจริงๆก็ตาม (เพราะดันรู้สึกเหมือนได้ดูละครโทรทัศน์เมื่อสามสิบสี่สิบปีก่อน ซึ่งนิยมถ่ายทำในสตูดิโอเปนหลัก ต่างจากยุคนี้ที่นิยมไปถ่ายนอกสถานที่มากกว่า) แต่ก็ถือว่าพอจะทดแทนกันได้ตามสมควร เพราะยังไงซะ ชาตินี้ก็คงไม่มีปัญญาบินไปดูสดๆ ด้วยตาตนเองเปนแม่นมั่นเด็ดขาด ฉะนั้นการได้ดูแบบ ‘แห้ง’ เช่นนี้ก็อาจถือว่าเปน ‘บุญตา’ ของน้องมอดแล้วแหละ
คิดว่าคงไม่ต้องเล่าเรื่องแล้วละมังเนาะฮะ เชื่อว่าคนส่วนใหญ่น่าจะรู้เรื่องกันอยู่แล้ว บางคนคงจะเคยดูเวอร์ชั่นไทยที่เล่นไปเมื่อหลายปีก่อนด้วยซ้ำ แต่คิดอีกที เล่าเรื่องไว้สักหน่อยดีกว่า เพราะน้องมอดเปนคนขี้ลืมฮะ ดูเดือนนี้เดือนหน้าก็ลืมแล้ว ไม่ต้องพูดถึงปีหน้าหรือชาติหน้าให้เสียเวลา ถถถถถถถ
ฉากหลังของเรื่องเกิดในยุคสงครามเวียดนาม ‘คิม’ น้องนางบ้านนาหนีตายจากภัยสงครามมาสู่กรุงไซ่ง่อน ได้พบรักกับ ‘คริส’ จีไอหนุ่มแห่งกองทัพสหรัฐฯ ผู้เข้ามาเที่ยวบาร์ที่เธอทำงานเปนโสเภณี ดำเนินกิจการโดย ‘ดิ เอ็นจิเนียร์’ พ่อเล้าเจ้าเล่ห์ผู้กระหายเงินและยึดหลักเอาตัวเองรอดไว้ก่อนเปนสรณะ หลังจากสองหนุ่มสาวได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันไม่นาน คริสตัดสินใจให้สัญญากับคิมว่าจะพาเธอกลับสหรัฐอเมริกา เพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยกัน แต่แล้วก็มีเหตุให้ทั้งสองต้องพลัดพรากกันในวันที่กรุงไซ่ง่อนแตก
เวลาผ่านไป 3 ปี คิมยังคงเฝ้ารอคริสหวนกลับมาพาเธอไปอยู่ด้วย ขณะที่ ‘ทวย’ อดีตคู่หมั้นของคิมซึ่งได้เลื่อนขึ้นเปนนายตำรวจระดับสูง ออกคำสั่งให้เอ็นจิเนียร์ช่วยตามหาคิมจนเจอ และมาขอร้องให้เธอยอมไปใช้ชีวิตคู่กับเขา แต่คิมปฏิเสธหัวชนฝา และเปิดเผยว่าตนมีลูกกับคริสแล้ว ทวยเห็นลูกชายของคิมกับคริสแล้วเกิดความรังเกียจ จึงต้องการฆ่าทิ้งเพื่อมิให้เปนหนามยอกอกตน คิมปกป้องชีวิตลูกด้วยการยิงทวยตาย ก่อนจะพาลูกไปขอความช่วยเหลือจากเอ็นจิเนียร์ ซึ่งจัดการพาสองแม่ลูกและตนเองลงเรืออพยพมาสู่เมืองไทย
หลังสงครามเวียดนามยุติ สหรัฐอเมริกาถอนทหารออกจากประเทศอย่างพ่ายแพ้ยับเยิน แต่สิ่งที่ยังคงหลงเหลือตกค้างคือบรรดาลูกครึ่งทหารจีไอกับเหล่าเมียเช่าทั้งหลายที่ถูกทอดทิ้งไว้เปนจำนวนมาก ‘จอห์น’ อดีตจีไอหนุ่มเจ้าสำราญที่เปลี่ยนแนวทางชีวิตมาช่วยเหลือเด็กน้อย ‘ข้าวนอกนา’ เหล่านี้ให้มีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พร้อมกับที่พยายามสืบหาข่าวคราวเกี่ยวกับคิมตามคำขอร้องของคริส เพื่อนร่วมรบในเวียดนาม ผู้ทุรนทุรายกับความผิดที่ทอดทิ้งคิมไว้ตามลำพัง จนได้ทราบว่าคิมยังไม่ตายและหนีมาอยู่กรุงเทพฯ พร้อมลูกชายของเขา คริสตกตะลึงไปด้วยความไม่คาดคิด แม้จะดีใจที่ได้รับรู้ว่าคิมยังมีชีวิตอยู่ซึ่งถือเปนการปลดเปลื้องฝันร้ายที่ค้างคาใจเขามาเนิ่นนานให้หมดสิ้น แต่การได้รับรู้ว่าเธอให้กำเนิดเลือดเนื้อเชื้อไขของเขา ก็ทำให้เรื่องยุ่งยากมากขึ้น เพราะว่าคริสแต่งงานมีครอบครัวกับ ‘เอลเลน’ หญิงชาวอเมริกันมาถึงสองปี โดยไม่เคยเล่าประสบการณ์ใดๆ เมื่อครั้งไปรบที่เวียดนามให้ฟังเลยสักนิด
จอห์นแนะนำคริสให้เล่าความจริงทั้งหมดให้เอลเลนทราบ และพากันเดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อพบคิมกับลูก แต่เกิดคลาดกันทำให้คิมได้พบกับเอลเลนแทน คิมแสนเศร้าใจเมื่อได้รู้ความจริงว่าคริสแต่งงานมีภรรยาแล้ว แต่เธอก็มีสติพาที่จะไม่เห็นแก่ตนเอง และตัดสินใจยกลูกชายให้คริสกับเอลเลนพากลับไปเลี้ยงดูแทนเธอที่อเมริกา จากนั้นจึงใช้ปืนที่คริสเคยให้ไว้เพื่อป้องกันตัว ปลิดชีพตนเองจนสิ้นใจในอ้อมกอดของชายที่เธอรักและเฝ้ารอคอยเขามาตลอดชีวิต…
ไหนๆ ก็เผลอสปอยล์เรื่องไปจนแทบจะหมดสิ้นไส้สิ้นพุงแล้ว งั้นเลยตามเลยละกันเนาะฮะ ^_^ คุยเกี่ยวกับละครบ้างดีกว่าว่าดูแล้วรู้สึกยังไง… ซึ่งก็อย่างที่พูดไปตอนต้นแล้วว่ารู้สึกเหมือนนั่งดูละครทีวีที่ถ่ายทำในสตูดิโอ เลยไม่ค่อยรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ อลังการ ตระการตาอย่างที่ควรจะเปน ทั้งที่ละครก็ออกจะมีโปรดักชั่นใหญ่โต ลงทุนมหาศาล มีทั้งเฮลิคอปเตอร์ เชิดสิงโต เทพีเสรีภาพ โน่นนี่นี่นั่น มาสร้างความน่าตื่นตา-SPECTACULAR! อยู่ตลอดทั้งเรื่อง แต่คงเพราะว่าต้องนั่งดูผ่านจอสี่เหลื่ยม มีคนตัดต่อคัดเลือกภาพมาให้เสร็จสรรพแล้วว่าเราควรดูภาพใดช็อตใด จะเลือกกวาดสายตาดูตรงนั้นตรงนี้เอาเองตามใจชอบเหมือนดูในโรงละครจริงๆ หาได้ไม่
กระนั้น การได้ดูแบบ ‘แห้ง’ เช่นนี้ก็มีข้อดีตรงที่ได้เห็นหน้านักแสดงชัดเจนดี เพราะกล้องโคลสอัพหน้าทุกคนแทบจะตลอดเวลา เลยยิ่งทำให้เห็นว่าแต่ละคนปล่อยของกันเต็มที่ขนาดไหน อินเนอร์แรงชัดจัดเต็มสุดๆ เพียงใด โดยเฉพาะนางเอก ชื่อ เอวา อะไรสักอย่าง #ขออภัยที่จำนามสกุลไม่ได้ ซึ่งทั้งร้องเพลงและแสดงบทบาทแสดงอารมณ์ต่างๆ ได้สุดยอดมากๆ จึงไม่แปลกใจที่เธอจะถูกขนานนามมา ‘เลอา ซาลองก้าคนที่สอง’ เพราะเล่นเก่งจริงอะไรจริง แต่ส่วนตัวติดขัดอยู่นิดเดียวว่าเสียงของเธอฟังเหมือนเด็กไปหน่อย หลายช่วงมีการทำเสียงเล็กเสียงน้อยฟังเหมือนกำลังเล่านิทานมากกว่าจะร้องเพลงรัก น่าจะจับไปร้องเพลงในการ์ตูนดิสนี่ย์ซะมิมี! (ไม่รู้ว่าเธอจะเจริญรอยตามมิสไซ่ง่อนรุ่นพี่ด้วยการไปร้องเพลงในการ์ตูนดิสนี่ย์จริงๆ หรือเปล่า)
ส่วนพระเอกก็แลดูดี ไม่ถึงกับหล่อเด็ดขาดบาดใจเท่าไรนัก แต่ก็ดูเข้าคู่กับนางเอกซึ่งเปนสาวเอเชียได้ไม่ขัดเขิด หลายฉากที่แสดงก็ทำให้รู้สึกได้ว่าเปนคู่รักกันจริงๆ แต่พอจับคู่กับหญิงฝรั่งที่เล่นเปนเอลเลน ไหงถึงดูเหมือนลูกกับแม่แทนที่จะดูเปนผัวเมียซะก็ไม่รู้ (คงเพราะผู้หญิงดูแก่กว่าละมัง อิอิ) และนักแสดงอีกคนที่รับบทเด่นในเรื่อง รวมถึงเล่นได้เลอค่าไม่แพ้ใครคือ จอนจอน อะไรสักอย่าง #ขออภัยอีกรอบที่จำนามสกุลไม่ได้ ที่เล่นเปนเอ็นจิเนียร์ พ่อเล้าเจ้าเล่ห์แห่งบาร์ดรีมแลนด์ ผู้โคตรจะเห็นแก่ตัวสุดๆ ซึ่งฝีมือการแสดงนั้นคงไม่ต้องพูดซ้ำซากอีกละว่าเปนยังไง แต่อยากบอกว่าเห็นหน้าเฮียแกตอนแรกแล้วตกใจมาก เพราะนึกว่าคือ ฉีเคอะ ผู้กำกับชื่อดังแห่งฮ่องกง เลิกทำหนัง #เพราะยิ่งทำยิ่งเจ๊ง แล้วหันไปเอาดีด้านการเล่นละครมิวสิคัลแล้วหราาาาาาา… ถถถถถถถถ
เฮ้อ...เขียนยาวเกินกว่าที่ตั้งใจอีกตามเคย เหนื่อยจุง *__* งั้นสรุปจบดีกว่า ว่าสนุกดีฮะ ชอบมากๆ โดยเฉพาะตอนท้ายหลังจากละครจบแล้ว มีการเชิญนักแสดงชุดดั้งเดิมมาปรากฏตัวบนเวที ได้ฟังเสียง เลอา ซาลองก้า ร้องเพลงเด่นๆ ในละครประชันกับนักแสดงชุดใหม่ ฟังแล้วขนลุกมากๆ พลอยให้รู้สึกเปน ‘บุญหู’ ขึ้นมาทันที เพราะเสียงนางยังคงสวย ใส และทรงพลังเหลือหลาย น่าประทับใจที่สุดฮะ… :’-P

No comments:
Post a Comment