Tuesday, December 27, 2016

พรจากฟ้า (พ.ศ. ๒๕๕๙)


พรจากฟ้า
(รวมผู้กำกับ, พ.ศ. ๒๕๕๙)

ไปดูมาละฮะ ตอนแรกนึกว่าจะรอดูฟรีในทีวีช่วงวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ (มีคนกระซิบมาว่าเค้าจะเอามาฉายอะฮะ ^^) แต่นึกขึ้นได้ว่าวันปีใหม่ทั้งทีน่าจะออกไปเที่ยวเล่น เดินตากลมหนาวชมพลุไฟพะเนียงเตียงระเบิด (ถ้ามี) ไม่ก็ถ่อร่างไปดูหนัง(ฟรี)โต้รุ่งที่หอภาพยนตร์ (ปีนี้จะจัดหรือเปล่าก็บ่ฮู้) เพราะถึงไงก็ดีกว่านั่งหงอยเหงาจับเจ่าเศร้าซึมอยู่หน้าจอทีวี พร้อมข้าวโพดคั่วอยู่กับบ้านแหละน่า คิดได้ดังนี้เลยออกจากบ้านไปตีตั๋วดูฉับพลัน พอได้ดูแล้วก็…



ชอบจุง! ชอบทั้งสามเรื่องเลยฮะ รู้สึกได้ถึงความเปนหนังหลายรส คือมีทั้งโรแมนติกมุ้งมิ้ง ดราม่าน้ำตาซึม และตลกโปกฮาบ้าๆบอๆ แยกกันไปเปนเรื่องๆ ชัดเจนดี ดีกว่าเอาทุกรสมารวมอยู่ในเรื่องเดียวเปนไหนๆ ดูแล้วรู้สึกคุ้มค่าเงิน ๙๙ บาทที่เสียมิมี! แถมยังได้อยู่ในโรงตั้งนานกว่าสองชั่วโมงอีกแน่ะ (ไม่คุ้มตอนนี้ก็ไม่รู้จะไปคุ้มตอนไหน)

ส่วนตัวน้องมอด ชอบเรื่องแรก “ยามเย็น” มากที่สุดนะฮะ เพราะว่าน่ารักดีทั้งพระเอกนางเอกเลย ช่วยให้หนังดูดีขึ้นมาก ดูแล้วก็สบายใจ มียิ้มตามตลอด ชอบตรงที่หนังเขียนบทเจรจาโต้ตอบกันระหว่างพระเอกนางเอก แม้จะไม่ถึงขั้นเฉียบแหลมคมคายเปี่ยมไหวพริบปฏิภาณตามแนวหนัง screwball comedy แต่ก็ไม่รู้สึกเบื่อที่จะฟังตัวละครสองคนนี้คุยกันสักเท่าไหร่ ส่วนหนึ่งอาจเปนเพราะดูมี ‘ออร่า’ เจิดจ้าดึงดูดสายตาให้อยากมองด้วยกันทั้งคู่ อย่างที่เคยพูดแล้วอะเนาะ ว่าทำหนังรักถ้าพระเอกนางเอกไม่หล่อไม่สวยหรือดูไม่ได้ทั้งคู่ ก็ไปขายเต้าฮวยเถอะ! อย่างน้อยควรมีสักคนที่ดูดีไว้ก่อน แต่เรื่องนี้คือน่ารักทั้งคู่ อีกส่วนคือมันเปนบทพูดที่ไม่ใช่แค่พูดกันไปพูดกันมาเรื่อยเปื่อย แต่ช่วยให้คนดูรู้จักคาแร็กเตอร์และเข้าใจความรู้สึกของตัวละครมากขึ้นตามไปด้วย เลยทำให้อยากติดตามดูว่าเรื่องราวความรักของทั้งสองจะลงเอยเช่นใด ซึ่งก็ไม่ผิดหวังฮะ

มาถึงเรื่องสอง “Still On My Mind” ที่ทำเอาน้องมอดน้ำตาซึมตาบวมฉึ่งตลอดเรื่องเลยฮะ (เว่อร์จริงอะไรจริง!) คือรู้สึกว่าหนังมีความบีบอารมณ์อย่างรุนแรง แม้จะมีฉากตลกเบาๆมาช่วยผ่อนคลายอารมณ์ตามสมควร แต่บางฉากเหมือนเซ็ตมาเพื่อให้คนดูอยากร้องไห้ตามซึ่งก็ได้ผลอยู่นะฮะ เพราะชวนให้รู้สึกโศกเศร้าซึมเซาตามไปด้วยอย่างบอกไม่ถูก (ไม่รู้ว่าได้ผลสำหรับน้องมอดคนเดียวรึป่าวนะฮะ ช่วงนี้เปนคนอ่อนไหวกับเรื่องครองครัวอะ T__T) นั่งๆดูไปก็ร่ำๆจะน้ำตาไหลตามนางเอกตลอด ทั้งสงสารทั้งเห็นใจสุด ไม่รู้จะว่าดี แต่รู้เลยว่าคนที่ตกอยู่ในภาวะต้องดูแลคนป่วยอัลไซเมอร์นี่มันไม่ง่ายจริงๆ เพราะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ไม่คาดฝันอยู่ตลอดเว! จนพูดได้ว่าต้องมีสภาพจิตใจที่เข้มแข็งแกร่งกล้ามากมายมหาศาลจริงๆ เพราะไม่งั้นอาจประสาทแตกเสียสติไปก่อนก็ได้

ชอบนักแสดงที่เล่นเปนพ่อจังเลยฮะ เล่นดี๊ดี เหมือนเปนโรคอัลไซเมอร์จริงๆเลย ขออภัยที่ไม่ทราบชื่อ ตอนแรกนึกว่าเปนดาราเก่า “ไกร ครรชิต” แต่มานึกขึ้นได้ว่าลุงไกรเสียชีวิตไปแล้วนี่นา… Y__Y อยากเชียร์ให้มีชื่อได้เข้าชิงรางวัลทางการแสดงประจำปีนี้จังเลย ส่วน มิว นิษฐา นางเอกตอนนี้คงไม่ต้องเชียร์ เพราะยังไงก็ได้เข้าชิงแน่นอนอยู่แล้ว แต่เปนอีกเรื่องนะ (พอๆกับพระเอกตอนถัดไปนั่นแหละ)

เรื่องสุดท้าย “พรปีใหม่” น้องมอดชอบน้อยสุดในสามเรื่อง เพราะดูมีความหลอนๆยังไงพิกล คงเพราะว่ามีฉากทำผีหลอกนั่นละมัง ดูแล้วผวาตลอดเรื่อง หุหุ… แต่ก็ผิดคาดว่าหนังออกมาดูเพลินกว่าที่คิด ดูสนุกได้เรื่อยๆ เปนการจบปิดท้ายหนังชุดนี้ได้สวยงาม แม้จะอดรู้สึกไม่ได้ว่าเนื้อเรื่องออกจะดู #โลกสวย ไปหน่อย ที่บริษัทจะยอมให้มีห้องซ้อมดนตรีสำหรับพนักงาน ตอนพระเอกถามผู้บริหารระดับสูงว่า “ความสุขของพนักงานคนหนึ่งราคาเท่าไหร่” บลาๆๆ นั้น ฟังแล้วขนลุกมั่กๆ! เพราะลำพังแค่มีห้องให้เล่นกีฬา ตีปิงปอง ฝึกโยคะ ก็รู้สึกว่าหรูเกินไปอยู่แล้ว (อ่อ บริษัทไหนมีโยคะให้พนักงานฝึกตอนเลิกงาน ช่วยบอกน้องมอดด้วยนะฮะ จะไปสมัคร อิอิ)

สรุปว่าเปนหนังที่ดูแล้ว ‘ประทับใจ’ มากๆฮะ ได้คติในเรื่องเกี่ยวกับความอดทนมุ่งมั่น ความเสียสละไม่เห็นแก่ตัว และความเพียรพยายามจนกว่าจะบรรลุผลสำเร็จในสิ่งที่ตั้งใจโดยไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ดูจบแล้วชื่นใจจริงๆ และเชื่อว่าทุกคนที่ได้ดูก็คงจะรู้สึกแบบเดียวกัน… :’-P

No comments: