Wednesday, December 28, 2016
SING, LA LA LAND, KING COBRA
#รีวิวรัวๆ : วีคที่แล้วดูหนังมาสามเรื่องฮะ เปนหนังที่กำลังฉายอยู่หนึ่งเรื่อง อีกสองเรื่องมีคิวเข้าฉายต้นปีหน้า แต่ถือโอกาสเอามา #รีวิวรัวๆ ในคราวเดียว เพราะถ้าแยกเขียนแยกโพสต์ทีละเรื่อง มันให้รู้สึกเสียเวลา ถือเอาว่าเปนหนังที่ได้ดูในปี 2016 ก็ควรเขียนให้จบๆในปี 2016 แล้วพอปี 2017 ค่อยเริ่มต้นกันใหม่ ถ้างั้นอย่าให้เสียเวลา ว่ากันที่เรื่องแรกเลยเหอะ…
#SING (Garth Jennings, 2016) : บอกไม่ถูกเลยฮะว่าระหว่าง #Zootopia กับเรื่องนี้ น้องมอด ‘ชอบ’ เรื่องไหนมากกว่า แต่ที่พอจะบอกได้ ณ บัดนาวคือ ‘รัก’ #Sing มากๆ (มากกว่า #TheSecretLifeOfPets กับ #Moana แน่นอน 555+ อ่อ #FindingDory ด้วย ^^) แบบว่านั่งๆดูไปก็มีน้ำซึมๆที่ปลายตาตลอด จนชักสงสัยว่าตัวเองท่าจะ #เปนบ้า (เอ๊ะ! หรือไม่ควรต้องสงสัย เพราะมันแน่นอนอยู่แล้นนน…) เจออะไรหรือดูอะไรที่ ‘ดราม่า’ เข้าหน่อยก็มีน้ำหูน้ำตา (บางทีก็น้ำลาย!) ไหลหยาดเยิ้มหยดย้อยออกมา งั้นคงต้องไปฉีดวัคซีนแก้อาการต่อมดราม่าตื้นซะแระ ครืออออ...หนังหน้าก็ใช่ว่าจะเริ่ด ยิ่งร้องไห้ตาบวมฉึ่ง มันก็ยิ่งดูทุเรศ เห็นด้วยปะ!
ถือเปนอนิเมชั่นเรื่องที่สองของปีนี้ที่ดูแล้ว ‘มีความสุข’ มากๆ (คงไม่ต้องบอกหรอกเนาะ ว่าเรื่องแรกคือเรื่องอะไร ^_^) ชอบที่หนังจำลองโลกมนุษย์ด้วยการใช้เหล่าสรรพสัตว์นานาชนิดหลากสายพันธุ์มาเปนตัวแทนมนุษย์ประเภทต่างๆ ซึ่งก็ทำออกมาได้น่ารักที่สุด ดูแล้วทึ่งมากๆ แม้ว่าพล็อตเรื่องจะเบๆ...ธรรมด๊าธรรมดา! ว่าด้วยเรื่องโรงละครที่กำลังประสบภาวะย่ำแย่ ใกล้จะเจ๊ง เพราะไม่มีใครสนใจอยากดูเข้าไปดูละครในโรงอีกแล้ว แถมยังมีวี่แววจะต้องถูกปิดตลอดกาลเพราะไม่มีเงินจ่ายหนี้แบงค์ ‘บัสเตอร์ มูน’ หมีโคอาล่าผู้เปนเจ้าของโรงละครนี้จึงต้องหาทางทำอะไรสักอย่าง เพื่อรักษาความฝันที่เขาเพียรทนุถนอมและหวงแหนยิ่งชีวิต ต้องมาล่มสลายดับสูญไปต่อหน้าต่อตา โดยพยายามดิ้นรนอย่างสุดฤทธิ์ แทบพูดได้ว่า ‘ด้วยลมหายใจเฮือกสุดท้าย’ จัดประกวดร้องเพลงชิงเงินรางวัลขึ้น เพราะเชื่อแน่ว่าจะต้องเปนโชว์ที่ประสบความสำเร็จ มีคนแห่แหนมาชมเนืองแน่นล้นหลาม อันจะช่วยยืดอายุกิจการโรงละครให้ยืนนานต่อไปอีกครา
อย่างหนึ่งที่ประทับใจมาก คือการวางคาแร็กเตอร์ของ บัสเตอร์ มูน ให้มีลักษณะของคนที่ ‘ยิ้มได้เมื่อภัยมา’ โดยแท้! เพราะตลอดทั้งเรื่อง คนดูจะเห็นว่าเขารักมือกับปัญหาหนักหน่วงและยากลำบากด้วยรอยยิ้ม อารมณ์ขันและความใจเย็น ปราศจากท่าทีร้อนรนกระวนกระวายใดๆ ที่จะทำให้คนรอบข้างต้องพลอยมีอาการสติแตกตาม ที่สำคัญคือในหัวของเขานั้น มีแต่จะคิดหาทางแก้ไขวิกฤติการณ์ที่กำลังกดดันและบีบล้อมเขาให้จนตรอกอยู่ตลอดเวลา โดยไม่ยอมเสียเวลาไปกับการนั่งกังวลกลุ้มใจ หรือก่นด่าโชคชะตาฟ้าดินที่ไม่เคยเข้าข้างเขาเลยแม้สักครั้งเดียว
แม้ว่าเขาจะพยายามลุกขึ้นสู้กี่ครั้งก็ต้องล้มเหลวทุกครั้ง แต่กระนั้นเขาก็ไม่เคยยอมแพ้ แถมยังทำหน้าที่ปลุกปลอบขวัญ คอยให้กำลังใจแก่ผู้ที่กำลังท้อแท้ ไร้กำลังในการก้าวเดินไปเบื้องหน้า ให้กลับมีความหวังและพลังใจขึ้นอีกครา ด้วยคำพูดที่ว่า “จงอย่าปล่อยให้ความกลัวกลายเปนตัวขัดขวางการทำสิ่งที่เรารัก”
และเขาก็ได้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นประจักษ์ชัดในที่สุด ว่าการทุ่มเทความพยายามทำตามความฝันด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจอันแรงกล้า ต่อให้ต้องประสบพบเจออุปสรรคนานา ถูกใครต่อใครดูถูกเหยียดหยามบั่นทอนกำลังใจขนาดไหน แต่หากมีวิญญาณนักสู้ผู้ไม่ยอมแพ้ เปน ‘นักฝันผู้ยิ่งใหญ่’ ที่เชื่อว่าสิ่งที่เราฝันจะกลายเปนจริงได้ด้วยสองมือของเราเอง แม้ว่ามันจะยากแสนยาก และอาจมองไม่เห็นว่ามันจะกลายเปนจริงได้ แต่ขอให้เชื่อเถอะว่าสิ่งที่เราได้ลงมือทำไปนั้น ย่อมไม่ใช่เรื่องสูญเปล่าแน่นอน! คิดซะว่าถึงคนด้วยกันไม่เห็น ฟ้าดินก็ต้องเห็น #พูดเปนหนังจีนไปได้ #จริงๆคือน้องมอดพูดปลอบใจตัวเองต่างหาก…
#LA LA LAND (Damien Chazelle, 2016) : ไม่รู้ว่าเพราะอะ แต่น้องมอดดูแล้ว ‘เฉยๆ’ อะ! (อารมณ์เดียวกับตอนดู Whiplash เรื่องที่แล้วของผู้กำกับคนเดียวกันเบยยยย…) คือไม่ชอบไม่ชัง ทั้งที่ก็ได้ยินผู้คนแห่ชื่นชมแซ่ซ้องสรรเสริญเยินยอหนังกันอย่างกว้างขวางอึงคะนึง บลาๆๆ อะไรกันบ้างก็ไม่ไม่ทราบเพราะมิได้อ่าน แต่พอได้ยินมากๆเข้าก็อดไม่ได้ที่จะแบบว่า… วุ้ย! ชมอะไรกันนักหนา! ถถถถถถถถถถ
ก็ไม่อยากพูดอะไรมากอะฮะ แต่ไม่ได้หมายความว่าหนังไม่ดีนะฮะ ซึ่งข้อนี้คงต้องถือตามมติมหาชนละมัง ว่าหนังมีคนแห่แหนชื่นชมถล่มทลายจะถือเป็นหนังไม่ดีได้ยังไง #เกี่ยวกันมั้ย หุหุ… เพราะงั้นจึงออกจะเชื่อแน่ว่าหนังคงได้ขึ้นไปผงาดบนเวทีออสการ์ครั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นปีหน้านี้อย่างแน่นอน ดูแววว่าน่าจะได้รางวัลใหญ่ โดยเฉพาะสาขาหนังยอดเยี่ยม ติดมือกลับบ้านแน่ๆ...คอยจับตาดูให้ดี!
งั้นขอพูดถึงแต่สิ่งที่น้องมอดรู้สึก ‘ชอบ’ ในหนังละกันนะฮะ อย่างแรกคือ ไรอัน กอสลิ่ง หล่อมากกกก...ก.ไก่ล้านตัว! เชื่อว่าสาวๆที่ยังไม่เคยกรี๊ดความหล่อของเขาเลยไม่ว่าในหนังเรื่องใด จะต้องกรี๊ดแตกกับเรื่องนี้แน่นอน เพราะน้องมอดก็เปนหนึ่งในนั้นแหละ 555+ ไม่เคยกรี๊ดเขามาก่อน แต่ดูเรื่องนี้แล้วรู้สึกเหมือนตาย(คาโรง)ไปเลย! เช่นเดียวกับ เอ็มม่า สโตน ที่โคตรจะสวย สุดแทนจะดูดีมีเสน่ห์ชวนมองทุกฉาก ถือเปนพระนางที่จับคู่กันแล้วดูเหมาะเจาะ หล่อสวยสมกันซะมิมี! เปนหนังที่ถูกจริตคนบ้าดาราอย่างน้องมอดเปนที่ยิ่ง โดยเฉพาะฉากเต้นด้วยกันนั้น ดูกลมกลืนกันมาก ดูแล้วเพลิน (แต่อย่าเผลอเอาไปเทียบกับยุค เฟร็ด แอสแตร์-จินเจอร์ โรเจอร์ส หรือ ยีน เคลลี่ เชียวนะ เพราะมันจะกลายเปน ‘ดูไม่จืด’ ขึ้นมาทันที อิอิ) ยิ่งฉากร้องเพลง “City of Stars” ของทั้งคู่ก็ทำให้คนดูเหมือนตกอยู่ในมนตร์ขลังของหนังอย่างแท้จริง
ที่ชอบอีกอย่างคือฉากมิวสิคัลในหนัง โดยเฉพาะฉากเปิดเรื่องที่ทำออกมาได้ยิ่งใหญ่ งดงาม ขณะเดียวกันก็รู้สึกทึ่งมากๆ เพราะว่ามันเปนฉากถ่ายแบบ long take คือปล่อยซีนยาวไปจนกว่าจะจบซีนโดยไม่มีการตัดภาพ ดูแล้วก็แบบ...โอ้ แม่เจ้า! สุดยอดมาก อย่างหนึ่งคือมันเปนฉากเต้น มีตัวประกอบเยอะ แล้วฉากก็เปนรถยนต์ที่ติดกันเปนตังเมบนทางด่วน มองเห็นเลยว่าต้องมีการวางแผนถ่ายทำกันอย่างละเอียด และต้องลงมือทำงานด้วยความเป๊ะมากๆ ห้ามพลาดเด็ดขาด! งั้นก็ไปดูกันเอาเองนะฮะมันแสนจะดูน่าตื่นตาสักแค่ไหน แต่ส่วนตัวน้องมอดบอกเลยว่ามากกกก...ก.ไก่ล้านตัวครั้งที่สอง!!
ก็คงจะมีแค่นี้แหละ จริงๆเนื้อหาก็โอเคนะฮะ ไม่ค่อยเพ้อฝันมาก พล็อตก็เบๆ อีกนั่นแหละ คือเปนเรื่องของสองหนุ่มสาวที่ต่างมีความฝันกันคนละแบบ แต่เผอิญมีเส้นทางชีวิตที่มาพาดผ่านทับซ้อนกันเข้าโดยบังเอิญ ก่อกำเนิดเปนความรักความผูกพัน ซึ่งในเวลาต่อมาก็มีเหตุให้ทั้งสองต้องพลัดพรากจากกันไปตามเส้นทางของตน ไม่มีวันมาบรรจบกันได้ เหลือเพียงความทรงจำอันงดงามแสนหวานให้หวนรำลึกเท่านั้น! ดูแล้วนึกถึง The Last Five Years (Richard Lagravenese, 2014) ขึ้นมาทันที (นี่ละมังเลยทำให้รู้สึกเฉยๆกับหนังอย่างช่วยไม่ได้)
สรุปว่าหนัง ‘(ได้)ดู(ก็)ดี’ ฮะ ดูได้เรื่อยๆ เพลงเพราะ พระเอกนางเอกหน้าตาดี ถ่ายภาพสวยโดยเฉพาะทิวทัศน์ของเมืองฮอลลีวู้ดออกมาได้งดงาม ดูเหงาๆ โรแมนติก คลาสสิคอย่างบอกไม่ถูก อารมณ์คล้ายเหมือนได้ดูหนังเพลงยุคฮอลลีวู้ดรุ่งเรืองอะไรแนวๆนั้น…
#KING COBRA (Justin Kelly, 2016) : สร้างจากเรื่องจริงเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมเจ้าของค่ายหนังโป๊เกย์ ‘ไบรอัน โคซิค’ แห่ง Cobra Video (ในหนังเปลี่ยนชื่อเปน ‘สตีเว่น’) ผู้ให้กำเนิดและปลุกปล้ำ เอ๊ย! ปลุกปั้น ‘เบรนท์ คอร์ริแกน’ จากเด็กหนุ่มไร้เดียงสงวัยยังไม่เต็มยี่สิบ ผู้ใฝ่ฝันอยากเปนนักทำหนัง กลายเปนดาราหนังโป๊ชื่อดังที่ใครๆต่างก็รู้จักและต้องการตัวไปร่วมงาน เพราะเชื่อแน่ว่าจะทำเงินทำทองให้อย่างมหาศาล แต่ติดขัดตรงที่มีเจ้าของค่ายหัวงูคอยกันท่า ทำให้เขาต้องตกเปนเป้าหมายของการถูกกำจัดให้พ้นทางอย่างเลี่ยงไม่ได้
ก็เปนหนังอินดี้เล็กๆที่พอดูได้เรื่อยๆนะฮะ ไม่ถึงกับสนุกตื่นเต้นเร้าใจอะไรมากมาย หากไม่นับฉากผู้ชายแก้ผ้าให้เห็นบ่อยๆอะนะฮะ ด้านเนื้อเรื่องก็ไม่ซับซ้อน หวือหวา หรือดูเข้าใจยาก เพราะมีความรู้สึกว่าหนังแค่ต้องการเล่าเรื่องเหตุการณ์ฆาตกรรมไปตามลำดับ มิได้ต้องการจะนำเสนอเรื่องราวชีวิตของใครคนใดคนหนึ่งเปนพิเศษ แต่กลับพูดถึงทุกคนแบบรวมๆ พอให้รู้จักแค่คร่าวๆ เลยทำให้นึกเสียดายว่าน่าจะทำให้คนดูรู้จักตัวละครเด่นๆ อย่างลึกซึ้งไปเลย อย่างตัว ‘สตีเว่น’ เจ้าของค่ายหนังที่ถูกสังหารโหด ก็น่าจะให้คนดูเห็นปมอันซับซ้อนในใจว่าเหตุใดเขาถึงมาจับธุรกิจหนังโป๊แนว Twink เน้นเด็กหนุ่มหน้าใส ทั้งที่ตนเองก็เปนช่างภาพมีฝีมือ แถมยังปกปิดความเปนเกย์ของตนได้อย่างแนบเนียน แม้กระทั่งครอบครัวก็ไม่รู้ว่าเขามิได้ชอบผู้หญิง
หรืออย่าง ‘เบรนท์ คอร์ริแกน’ ก็น่าจะให้เห็นถึงความใฝ่ฝันอยากเปนนักทำหนัง แต่ดันจับพลัดจับผลูมาเล่นหนัง(โดนเสียบ)สดจนกลายเปนขวัญใจชาวเก้งกวางทั่วโลกแทน! เพราะจะว่าไป ตอนแรกนึกว่าเรื่องนี้เปนหนังชีวประวัติชีวิตของ ‘เบรนท์ คอร์ริแกน’ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นเข้าวงการจนถึงปัจจุบันซึ่งหันเหเส้นทางไปเล่นหนังเกย์ทั่วไป มิใช่หนังโป๊เกย์! แต่เท่าที่ดูจากในหนังคือเปนแค่ประวัติคร่าวๆ มิหนำซ้ำยังนำเสนอภาพลักษณ์ของเขาออกมาเปน ‘ตุ๊ดเด็กแรดๆ’ อีกต่างหาก (การ์เร็ตต์ เคลย์ตัน เล่นได้ ‘แรด’ มากๆอะ ^^) ไม่รู้ว่าตัวจริงจะตุ๊ดแตกอย่างในหนังหรือเปล่า แต่ได้ยินว่าเบรนท์ตัวจริงออกมาด่าหนังเรื่องนี้นะฮะ ประมาณว่าบิดเบือน ทำให้เขาดูเปนคนเลวทรามต่ำช้า อะไรเทือกนั้น
กลายเปนว่าสิ่งที่ทำให้น้องมอดรู้สึกตื่นเต้น(เล็กๆ)ตลอดเวลาที่นั่งดูเรื่องนี้ คือการได้เห็นดารารุ่นเก่าหลายคนที่เคยเปนขวัญใจวัยรุ่นในยุคโน้นมาปรากฏตัวบนจออีกครั้ง ไม่ว่าจะเปน คริสเตียน สเลเตอร์ ที่กำลังไปได้สวยกับบทเด่นในซีรีส์ Mr. Robot, อลิเซีย ซิลเวอร์สโตน และ มอลลี่ ริงวอลล์ ซึ่งคนหลังสุดเล่นหนังมาตั้งแต่น้องมอดยังเด็กๆโน่นแน่ะ พวก Sixteen Candles, Pretty in Pink ก่อนจะหายเงียบไปคงเพราะแก่เกินจะมาเล่นเปนสาววัยรุ่นได้แล้วนั่นแหละ หลังๆก็เห็นกลับมาเล่นเปนตัวประกอบในหนังอยู่สองสามเรื่อง แบบว่าโผล่หน้ามาฉากสองฉากก็หายไป แต่ล่าสุดที่รู้มาคือเธอเขียนคอลัมน์ตอบจดหมายในเว็บไซต์ The Guardian เลยทีเดียว เก่งจุง… :’-P
Subscribe to:
Post Comments (Atom)

No comments:
Post a Comment