Tuesday, December 27, 2016

ปีกทอง (พ.ศ. ๒๕๕๙)


ปีกทอง
(ชูเกียรติ ศักดิ์วีรกุล, พ.ศ. ๒๕๕๙)

เฮ้อ! จบเสียที จบด้วยความโล่งใจว่าหมดสิ้นภาระผูกพันไปอีกหนึ่งสิ่งแย้ว 555+ เพราะว่าติดตามดูมาตลอดทุกตอนไม่เคยขาดเลยนั่นเอง ถึงจะไม่รู้สึกปลื้มแบบเดียวกับ “ลายหงส์” ก็ตาม แต่พอดูไปเรื่อยๆ ก็ให้รู้สึกชิน พร้อมกับอยากรู้ว่าเรื่องราวต่อไปจะเปนอย่างไร ด้วยว่ามันแทบจะเปน “ปีกทอง” คนละเวอร์ชั่นกับนิยายที่เคยอ่านมา อย่างชนิดที่เรียกได้ว่า ‘คนละเรื่องเดียวกัน’ 



เข้าใจว่านิยายเรื่องนี้จะแต่งขึ้นในช่วงก่อนปี พ.ศ. ๒๕๒๐ นะฮะ (อ้างอิงจากหนังสือ “ตัวละครของฉัน” ของกฤษณา อโศกสิน) จึงถือเปนเรื่องเข้าใจได้ว่าการนำกลับมาทำเปนละครทีวีในปี พ.ศ. ปัจจุบัน จะต้องมีการดัดแปลง-ปรับเปลี่ยน-แต่งเติมเสริมเรื่องราวแลเหตุการณ์ให้ดูมีความเข้ายุคเข้าสมัย และที่สำคัญคือมีรสชาติ ‘ถูกปาก’ คนดูละครยุคนี้ตามสมควร เพราะเหตุการณ์ต่างๆ ในนิยายก็ออกจะเรียบๆ ไม่หวือหวาโลดโผน ชวนให้รู้สึกตื่นเต้นเร้าใจสักเท่าใด เท่าที่ได้อ่านก็รู้สึกว่าค่อนไปในทางเน้นอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครเปนสำคัญ โดยเฉพาะตัวละครเอกคือ ‘ภูวดล’ หนุ่มรูปงามผู้มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์(สวาท)กับหญิงสาว ๔ คน ซึ่งแต่ละคนก็ล้วนสามารถบันดาลความใฝ่ฝัน ความปรารถนา และความทะยานอยากของเขาให้กลายเปนจริงได้ในระดับที่ไม่เท่าเทียมกัน พูดอีกแบบคือ ทุกนางล้วนถูกชายหนุ่มใช้เปนบันไดไต่เต้าไปสู่จุดสูงสุดแห่งความต้องการที่เขาไม่อาจสร้างมันขึ้นเองได้ด้วยสองมือตน แต่สุดท้ายกลับต้องพบกับโศกนาฏกรรมแห่งชีวิตผู้ชาย ‘ปีกทอง’ อย่างช่วยไม่ได้ ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากพฤติกรรมและการกระทำของเขาเปนปฐมเหตุ

ไม่แน่ใจเหมือนใจนะฮะ ว่าละคร “ปีกทอง” เวอร์ชั่นนี้ จะเปนที่ถูกอกถูกใจของผู้ประพันธ์ รวมถึงนักอ่านที่เปนแฟนนิยายเรื่องนี้มายาวนาน เพราะอย่างที่บอกไปแล้วว่า มันออกมาเปนคนละเรื่องเดียวกันอย่างสิ้นเชิง ขนาดน้องมอดเอง นั่งดูไปก็อดรำพึงในใจเสียมิได้ว่า “มันใช่ ‘ปีกทอง’ เดียวกับที่ตูเคยอ่านมาหรือเปล่าวะ” กลายเปนว่าคนทำละครนำเอาแค่ชื่อเรื่อง ชื่อตัวละคร กับรายละเอียดอีกนิดหน่อยมาทำเท่านั้น นอกนั้นคือแทบจะไม่มีส่วนไหนหรือเหตุการณ์ใดที่เปนไปตามในหนังสือเลย จนพูดได้ว่าถ้าเปลี่ยนชื่อเรื่อง ชื่อตัวละครเสียใหม่ ก็เห็นจะไม่มีใครนึกออกมาว่าละครเรื่องนี้มีต้นกำเนิดมาจากบทประพันธ์ของกฤษณา อโศกสินเด็ดขาด! 

อย่างไรก็ตาม หลังจากเริ่มตั้งหลักทำใจยอมรับได้แล้วว่า จะได้ดูละครที่เปนคนละเรื่องกับนิยายที่เคยอ่าน น้องมอดก็เริ่มสนุกในการติดตามดูว่าเนื้อเรื่องและเหตุการณ์ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่นั้น มันจะนำพาตัวละครไปสู่จุดจบตามเรื่องเดิมที่ผู้ประพันธ์กำหนดไว้หรือไม่ เพราะถ้ามิใช่เช่นนั้นก็ต้องถือเปนการไม่เคารพบทประพันธ์เข้าขั้นวิกฤติเลยทีเดียว

แต่เอาเข้าจริง กลายเปนว่านอกจากจะจบเรื่องได้อย่างสะใจตามในนิยายแล้ว ละครยังได้เพิ่มเติมความดาร์คและความน่ากลัวลงไปในตอนจบอย่างน่าทึ่ง จนดูแล้วแทบจะลุกขึ้นยืนปรบมือให้คนเขียนบทเลยก็ว่าได้ ว่าคิดตอนจบออกมาได้โคตรสะใจสุดๆ เพราะผู้ชายเลวๆ ก็ย่อมต้องโดนลงทัณฑ์โดยผู้หญิงร้ายปนโรคจิตนิดๆ เช่นนี้แล มันจึงจะสาสม

คงไม่ต้องเล่าเนื้อเรื่องหรอกนะฮะ เพราะไม่งั้นต้องเล่ายาว แต่อยากบอกว่าสำหรับคนที่เพิ่งดูละครจบ แล้วคิดจะหาหนังสือมาอ่านนั้น ขอให้ทิ้งช่วงไว้นานๆ จนลืมเรื่องในละครไปก่อนได้ยิ่งดี จะได้ไม่รู้สึกผิดหวังที่เห็นว่ามันไม่เหมือนกันเลย แต่ถ้าจะหามาอ่านเพื่อศึกษาวิธีการดัดแปลงนิยายเปนละคร อันนี้ก็สุดแท้แต่!

ก็จะขอข้ามไปพูดถึงอีกส่วนที่สำคัญของละครเรื่องนี้ คือนักแสดง คนแรกคือ ฌอห์น จินดาโชติ ที่รับบท 'ภูวดล' หนุ่มหล่อผู้ทะเยอทะยานในการนำพาตนไปสู่สภาพชีวิตที่ดีกว่า แต่กลับลืมเลือนคำว่า ‘ศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย’ ไปเสียสิ้น! ยอมรับว่าตอนแรกออกจะผิดหวังเล็กน้อยนะฮะ เพราะแอบวาดภาพในใจไว้ว่า ภูวดลน่าจะดูหล่อ+ล่ำเร้าใจกว่านี้ เพราะไม่งั้นคงมิสามารถล่อลวงผู้หญิงถึง ๔ คนให้พร้อมใจกันมาตกบ่วงเสน่ห์ของเขาได้แน่นอน แต่พอดูไปเรื่อยๆ ก็เริ่มเข้าใจว่าภูวดลเวอร์ชั่นนี้ ไม่เพียงมีบุคลิกเจ้าเล่ห์ เห็นแก่ตัว เอาแต่ได้ฝังลึกในตัวตนของเขาเท่านั้น แต่คราวนี้ถึงขั้นทำให้เขากลายเปน ‘คนเลว’ โดยสมบูรณ์ คือมีความเลือดเย็นแฝงอยู่ในท่าทีและพฤติกรรม เช่นตอนที่เขาทำให้แม่ของกุดั่น (อำภา ภูษิต) ซึ่งเปนอัมพาตถึงแก่เสียชีวิต และที่หนักข้อสุดคือ ลงมือฆ่าน้องชายตนเองเพราะโกรธที่ถูกขู่ว่าจะเปิดโปงความจริง (ซึ่งทั้งสองส่วนนี้ไม่มีในบทประพันธ์) ซึ่งดูไปดูมาก็ให้อดรู้สึกไม่ได้ว่าภูวดลเวอร์ชั่นนี้ ออกแนวเหมือนตัวร้ายในหนังจีนชุดเมื่อยี่สิบสามสิบปีก่อนอยู่ไม่น้อย คือเปิดตัวต้นเรื่องแลดูเปนคนดี๊ดี น่าเชื่อถือ น่าไว้วางใจ แต่พอเรื่องดำเนินไปก็ค่อยๆ เผยธาตุแท้ในตัวตนทีละน้อย พร้อมกับมีเหตุการณ์ให้เขาต้องถลำตัวเข้าไปทำความผิดมากยิ่งขึ้นจนยากจะถอนตัว และกลายเปนคนชั่วช้าสารเลวเต็มตัวอย่างเลี่ยงไม่ได้

ส่วนนางเอกทั้ง ๔ คนนั้น ยังคงยืนยันเหมือนที่เคยพูดแล้วว่า พิมพ์พรรณ ชลายนคุปต์ ในบท ‘นพเก้า’ ดูสตรองและเหมาะกับบทบาทตัวละครสุดๆ ทั้งบุคลิกสวยสง่าทุกการเคลื่อนไหว ดูน่ามองมากๆ ด้านการแสดงก็ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของหญิงม่ายผู้ว้าเหว่ที่ต้องการปักหลักกับผู้ชายสักคนที่พอจะเปนที่พึ่งพิงทางใจแก่เธอได้ โดยมิไยว่าจะต้องใช้เงินทองทรัพย์สินทุ่มเทไปมากเพียงใดก็ตาม

อีกคนคือ เอ๋ มณีรัตน์ อย่างที่เคยพูดไปว่าดูเปน ‘กุดั่น’ ที่สวยกว่าที่วาดภาพในใจหลายเท่า แต่ต้องขอยกนิ้วให้เลยเรื่องฝีมือการแสดงว่าเข้าถึงบทบาทได้น่าทึ่ง ทั้งการแสดงออกซึ่งความเปนผู้หญิงไร้เสน่ห์ แม้จะไม่ทำตัวให้น่ารำคาญ แต่แค่เห็นก็รู้สึกรำคาญขึ้นมาทันทีอย่างช่วยไม่ได้ ยิ่งตอนท้ายที่เล่นบทเหมือนคนมีอาการทางจิต ไม่ว่าจะเปนสีหน้าแววตาที่แลดูน่ากลัว เห็นแล้วสั่นประสาทมากๆ

สำหรับ แป้งโกะ จินตนัดดา แม้บุคลิกจะไม่ค่อยตรงกับที่คิดไว้ว่า ‘อลิน’ จะต้องดูเปนคุณหนูไฮโซ ชอบทำท่าหยิ่งๆ เชิดๆ เริ่ดๆ เอาแต่ใจตัวเองกว่าในละครซึ่งปรับใหม่ให้อลินดูเปนหญิงที่ค่อนข้างอ่อนไหว ลังเลกับความรู้สึกของตน จนดูเปนคนไม่ค่อยเชื่อมั่นในตัวเอง ซึ่งแป้งโกะก็เล่นได้ดีตามสมควรฮะ ไม่ถึงกับโดดเด่นมาก แค่ประคองตัวไว้ไม่ให้จมหายไปท่ามกลางนักแสดงฝีมือจัดจ้านหลายคนที่ร่วมแสดงด้วยกันก็ต้องนับว่าเก่ง

คนสุดท้ายคือ แป้ง อรจิรา ในบท ‘เครือทอง’ หญิงสาวผู้พยายามพิสูจน์ตัวเองว่าสามารถนำพาธุรกิจของครอบครัวให้ผ่านพ้นมรสุมไปได้ตลอดรอดฝั่ง แต่เท่าที่เห็น บุคลิกท่าทีของเครือทองเวอร์ชั่นนี้ ไม่น่าจะนำพาธุรกิจไหนไปรอดได้เลย เพราะเอาแต่ใจตัวเปนที่ตั้ง ไม่เคยยอมฟังความเห็นใคร มองทุกคนที่คิดไม่ตรงกับตนเปนศัตรูไปหมด แถมยังชอบเอะอะโวยวายเกรี้ยวกราด แสดงอำนาจบาตรใหญ่ แลดูมีความเปนแม่ค้าปากตลาดมากกว่านักธุรกิจร้อยล้านพันล้านอย่างชัดเจน ไม่รู้ว่าเปนเพราะต้องการแสดงให้เห็นถึงภาวะหลงผู้ชายจนหน้ามืดตามัวหรือเปล่า จึงทำให้มีบุคลิกเปนแบบนี้ ซึ่งถ้าไม่คิดอะไรมากก็ถือว่าเปนสีสันของละคร คือพอเปนเรื่องที่ต้องมีการแย่งชิงผู้ชายคนเดียวกัน ก็เลยต้องให้มีตัวละครแจ๋นๆ ออกมาเที่ยวไล่ตบตีหญิงอื่นเปนธรรมดา ถือเปนจริตของละครไทยที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก ยังไงก็ต้องมีอยู่ต่อไป จนกว่าละครไทยจะสูญพันธุ์นั่นเทียว!

สรุปว่าเปนละครที่ดูได้เรื่อยๆฮะ แม้ส่วนตัวจะรู้สึกว่ามันไม่ชวนให้อยากติดตามด้วยใจจดจ่อเหมือน “ลายหงส์” อารมณ์เหมือนกับว่าก็ดูไปงั้นๆ เสียมากกว่า จบลงได้ก็โล่งใจว่าหมดสิ้นภาระผูกพันไปอีกหนึ่งสิ่งแย้ว 555+ #รอดูป่ากามเทพรัวๆ ... :’-P

No comments: