Monday, October 28, 2013

WE READ YOUR MAIL (SP.582, 2002)


GIGGS

Q: สวัสดีค่ะคุณสมเกียรติ... ไปเที่ยวสงกรานต์สาดน้ำแก้ร้อนที่ไหนคะเนี่ย ตอนแรกกะว่าจะเมล์มาคุยด้วยตั้งแต่หลังประกาศผลรางวัลออสการ์ แต่ด้วยเหตุผลต่างๆนานาทำให้หาเวลาค่อนข้างยาก

A: มาช้ายังดีกว่าไม่มาครับ และขอคุยถึงเรื่องสงกรานต์หน่อยดีกว่า...สำหรับผมสงกรานต์ปีนี้เป็นปีที่ ‘เซ็ง’ มหาเซ็งสุดๆอย่างที่ไม่มีปีไหนทำให้รู้สึกเซ็งได้เท่าปีนี้เลย ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไรนะครับ ทั้งที่โดยปรกติของสงกรานต์ทุกปี ผมมักจะอยู่บ้าน ไม่ยอมออกไปไหนให้โดนสาดน้ำโดยที่เราไม่เต็มใจเล่นด้วยอยู่แล้ว แต่ปีนี้มันเหมือนกับไม่รู้จะไปไหนดี ครั้นจะหันหน้าไปชวนใครก็ดูเหมือนทุกคนจะมีโปรแกรมส่วนตัวกันหมด แล้วผมเองก็อพยพตัวเองออกมาอยู่ชานเมืองกรุงเทพฯด้วย บรรยากาศเลยยิ่งเงียบๆเหงาๆซึมๆเซาๆยังไงพิกล เพราะคนส่วนใหญ่แถวบ้านผมเขาพากันกลับต่างจังหวัดเป็นส่วนมาก กลายเป็นว่าผมต้องอุดอู้อยู่คนเดียวในห้องเล็กๆ (แต่ผมเรียกมันว่า ‘บ้าน’) ที่ต้องปิดประตูให้แน่น ปิดหน้าต่างให้สนิท แถมยังต้องปิดผ้าม่านตรงระเบียงให้มิดชิดอยู่ตลอดเวลา หากเผลอปล่อยให้แสงแดดลอดเข้ามาแม้แต่เพียงนิดเดียวล่ะก็...ผมคงต้องตายเพราะอาการแพ้แสงแดดแน่ๆ...แต่หลังจากผ่านช่วงสงกรานต์มาแล้ว อาการดังกล่าวที่ว่าก็ค่อยๆหายไป ถึงตอนนี้ผมสามารถเปิดประตูหน้าต่างและผ้าม่านตรงระเบียงได้แล้วครับ และผมก็มั่นใจยิ่งนักอีกด้วยว่า “จะไม่มีใครสามารถไล่ผมออกจากบ้านนี้ได้อย่างเด็ดขาด!”



Q: ขอย้อนกลับไปออสการ์ก่อนนะคะ ดีใจกับเดนเซล วอชิงตันจริงๆ แม้ลึกๆแล้วจะเสียดายแทนรัสเซลล์ โครว์ (ขวัญใจตลอดกาล) เพราะบทจอห์น ฟอร์บส์ แนช จูเนียร์ นับเป็นบทที่ดีที่สุดจากการเข้าชิงออสการ์ 3 ปีติดต่อกันของเขาทีเดียว นอกจากนี้ยังเสียดายแทนทอม วิลคินสัน เพราะว่า In the Bedroom เขาแสดงได้ประทับใจจริงๆ เหนือกว่าซิสซี่ สปาเซ็คอีก 

A: เห็นด้วยครับที่ว่าทอม วิลคินสันแสดงบทบาทใน In the Bedroom ได้น่าประทับใจมาก เป็นบทที่ออกมาเฉลี่ยน้ำหนักและความสำคัญต่อเรื่องจากบทของซิสซี่ สปาเซ็คอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งทั้งสองก็แสดงบทบาทรับ-ส่งอารมณ์ถึงกัน และสามารถถ่ายทอดความรู้สึกทั้งหลายมาสู่คนดูได้น่าทึ่งมากเลยทีเดียว (คิดอย่างนี้เลยทำให้ผมไม่รู้สึกเสียดายที่ซิสซี่ สปาเซ็คพลาดรางวัลให้แก่ฮัลรี่ เบอร์รี่ เพราะมันคงไม่ยุติธรรมกับวิลคินสันสักเท่าไหร่...งั้นไม่ได้ทั้งคู่นั่นแหละสมแล้ว!) ส่วนรัสเซลล์ โครว์นั้น ผมขออนุญาตเห็นต่างจากคุณ GIGG นะครับ เพราะผมไม่รู้สึกเสียดายแทนเขาสักเท่าไหร่ ในใจคิดว่าเขาคงจะไม่ถึงขั้นเป็นนักแสดงที่ ‘ยิ่งใหญ่’ พอจะคว้าออสการ์สาขานักแสดงนำสองปีซ้อนติดกันได้หรอก ถึงจะยอมรับก็ตามนะครับว่าบทบาทที่เขาแสดงใน A Beautiful Mind เป็นการแสดงที่ถือได้ว่ายอดเยี่ยม ดูสมจริงและน่าเชื่อถือเอามากๆ แต่ก็อย่างที่เคยกล่าวไปแล้วนั่นแหละครับ ว่าหลังจากที่ดูเดนเซล วอชิงตันแสดงบท ‘ตำรวจเลว’ ใน Training Day แล้ว ผมก็เทใจให้คะแนนแก่เขาไปจนหมดหน้าตัก พอได้ยินผลรางวัลที่ประกาศออกมาก็เลยมีผมคนเดียว (ท่ามกลางเพื่อนๆที่ไปนั่งดูถ่ายทอดสดด้วยกัน) ที่โลดขึ้นจากเก้าอี้มายืนเฮๆด้วยความดีใจ...



Q: กลับมาที่วงการหนังไทยบ้านเรา ขุนแผน ถูกโจมตีอย่างหนักในกระทู้เว็บบอร์ดชื่อดัง ที่สร้างความช้ำใจให้คนดูหนังหลายคน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเผยตอนจบของ The Other ที่ตัวเองก็เป็นคนหนึ่งที่เข้าไปรู้เห็น เลยหมดความอยากดูหนังไปเยอะ หรือการตั้งกระทู้โจมตีหนังไทยแทบทุกเรื่อง 

A: อืมม์... ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันนะครับ ว่าจะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้อย่างไรดี เพราะอินเตอร์เน็ตมันเป็นสถานที่รวมคนหลายหมื่นหลายพันชนิด แถมยังไม่ต้องมาให้เห็นหน้าเห็นตากันได้อีกต่างหาก ฉะนั้นก็ไม่ต้องสงสัยเลยแหละครับ ว่ามันจะเป็นการเปิดโอกาสให้คนบางคนยิ่งสามารถแสดงความร้ายกาจออกมาอย่างคาดไม่ถึงสักเพียงไหน แล้วหลังๆมานี่ผมก็ไม่ค่อยได้เข้าไปอ่านกระทู้ในเว็บบอร์ดที่คุณ GIGG ว่ามาแล้วนะครับ เพราะเข้าไปอ่านแล้วก็ไม่เห็นว่าผู้คนในนั้นจะคุยอะไรกันอย่างมีสาระให้จับต้องได้สักเท่าไหร่ และยังอุดมไปด้วยข้อความกล่าวร้ายป้ายสีใส่กันอยู่ตลอดเวลา เข้าไปอ่านบ่อยๆก็มีแต่จะพาให้เราๆกลายเป็นโรคจิตตามพวกมันไปด้วย เลยต้องอาศัยพี่ๆและเพื่อนๆบางท่านที่มีพลังจิตแข็งแกร่งชอบเข้าไปอ่านกระทู้ในเว็บบอร์ดนี้บ่อยๆให้คอยส่งข่าวมาให้ทราบ ว่าอยู่ดีๆก็โดนพวกโรคจิตมันมาตั้งกระทู้ด่าบ้างมั้ย...อะไรเทือกนี้แหละครับ

Q: ส่วนตัวเอง ขุนแผน ฉบับนี้ก็ไม่ถึงกับเลวร้าย อย่างนักแสดงเด่นทุกคนก็เป็นคนไทย ปราศจากลูกครึ่งลูกค่อนอย่าง ทวิภพ ที่ประกาศสร้างใหม่ ไม่ชอบเลยที่เอานางแบบฟลอเรนซ์มาแสดงเป็นแม่มณี เพราะนางแบบคนนี้เธอพูดไทยไม่ชัดเอาจริงๆ ข้อดีอีกข้อของ ขุนแผน คือหลังดูจบตัวเองก็ไปหยิบ ขุนช้างขุนแผน ฉบับอ่านใหม่ของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชมาอ่าน จะอ่านเสภาฉบับหอพระสมุดก็คงไม่ไหว ทั้งหนาทั้งหนักเหลือเกิน ลืมถามคุณสมเกียรติดู ขุนแผน แล้วรู้สึกยังไง รู้สึกว่าคุณปื๊ดแกฝีมือถดถอยหรือเปล่าคะ

A: ไม่นะครับ ถ้าวัดเอาจากความสนุกเป็นสำคัญแล้วล่ะก็ ผมว่าผมดู ขุนแผน ด้วยความสนุกสนานไปตั้งแต่ต้นจนจบโดยไม่เบื่อหรือง่วงเหงาหาวนอนไปเสียก่อนเหมือนบางเรื่องที่คุณปื๊ดกำกับเสียอีกครับ แต่ถ้าจะให้บอกว่าก้าวหน้าไปบ้างมั้ย อันนี้ตอบไม่ได้ครับ เพราะผมก็ไม่ได้ดูหนังของเขาครบทุกเรื่อง อย่าง สวัสดีบ้านนอก ที่มีคนบอกว่าเป็นหนังของคุณปื๊ดที่ดีที่สุด (อะไรจะถึงขั้นนั้น!) ผมก็ยังไม่ได้ดูเลยครับ (อาจเป็นได้ที่เกรงว่าพอได้ดูหนังที่ดีที่สุดของผู้กำกับคนใดไปแล้ว ก็อาจทำให้คิดว่าหนังเรื่องต่อๆไปของเขาจะต้องไม่ดีเทียบเท่าแน่ๆเลย...ทำนองนั้น) ส่วนเรื่อง ทวิภพ นั้นผมขอยังไม่แสดงความเห็นอะไรล่วงหน้านะครับ ต้องรอดูผลงานที่เสร็จออกมาก่อนแล้วจะว่ายังไงก็เอาซะให้เต็มที่!



Q: อยากรู้จังว่าทำไม E.T. ฉายใหม่ฉลองครบ 20 ปีถึงได้มาฉายบ้านเรา แต่ทีตอน Gone with the Wind ที่สตูดิโอนำมาฉายใหม่ถึงไม่ได้มาฉายบ้านเรา

A: แหม...ไม่ต้องไปไกลถึงขนาด Gone with the Wind หรอกครับ แค่ The Exorcist ฉบับที่ ‘คุณไม่เคยดูมาก่อน’ ทางค่ายหนังยังไม่กล้าเอาเข้ามาฉายเลยครับ เพราะงั้นหนังเก่าๆเป็นห้าสิบหกสิบปีอย่าง วิมานลอย คงไม่ต้องไปพูดถึงหรอกครับ...เซ็งเปล่าๆ!

Q: อีกข้อที่อยากรู้ แต่อาจจะเชยไปหน่อยคือทำไมจอร์จ ลูคัสถึงสร้าง Star Wars Episode ท้ายๆก่อน แล้วค่อยมาสร้าง Episode แรกๆ

A: เท่าที่ผมทราบมาก็คือ เพราะตอน 4-6 นั้นเป็นช่วงที่สนุกที่สุดของเรื่องนั่นเองครับ ผมเข้าใจว่าสมัยนั้นจอร์จ ลูคัสยังไม่ ‘ใหญ่โต’ เหมือนอย่างทุกวันนี้ เลยทำให้ต้องยอมเสนอเรื่องช่วงที่สนุกที่สุดแก่ทางสตูดิโอ เพื่อให้ได้รับการพิจารณาสร้างเป็นหนังก่อน เพราะหากมัวแต่ปูพื้นฐานตัวละครกันเสียตั้งแต่ตอนโน้น เผลอๆเราอาจจะได้ดูหนังชุด Star Wars กันแค่ตอนเดียวก็เป็นได้ อีกอย่างก็เข้าใจว่าด้วยเทคโนโลยีของการสร้างเทคนิคทางด้านภาพหรือสเปเชี่ยล เอฟเฟ็คท์ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้ต้องมีการทยอยสร้างตอนหลังๆก่อน เพราะตอนแรกๆเนื้อเรื่องจะค่อนข้างจืดมาก เลยจำเป็นต้องหาอะไรมาดึงดูดสายตาคนดู น่าจะประมาณนี้แหละครับ 



Q: ทิ้งท้ายด้วยเรื่องของคอหนังสือ ไปงานสัปดาห์หนังสือมา มีเรื่องน่าสังเกตว่าปีนี้ใช้ปริมาณเงินใกล้เคียงกับปีที่แล้ว แต่จำนวนหนังสือที่ได้รับกลับลดลงอย่างน่าใจหาย เป็นเหมือนกันไหมคะ 

A: น่าจะคล้ายๆนะครับ คือใช้เงินมากแต่ได้หนังสือน้อย ซึ่งก็คงไม่ใช่อะไรอื่นนอกเสียจากราคาหนังสือแพงขึ้นนั่นเอง แต่ผมกลับรู้สึกว่าอารมณ์ที่ขาดหายไปของการมาเดินเที่ยวงานหนังสือ (ซึ่งเข้าใจว่าจะจัดกันเป็นประจำปีละสองครั้งไปเสียแล้ว) ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมาก็คือการไปเดินเลือกซื้อหาหนังสือเก่าๆที่ไม่ค่อยมีให้เห็นตามร้านๆทั่วไป และที่สำคัญคือเป็นหนังสือเก่าที่ราคาถูกด้วย ผมเดินเข้าไปในร้านหนึ่งเห็นหนังสือแปลของอกาธา คริสตี้ฉบับเก่าๆ วางเรียงอยู่ในกระบะ ฝุ่นจับเกรอะกรัง สภาพก็ห่างไกลจากความเป็นหนังสือน่าหยิบจับขึ้นอ่านโดยแท้ แต่ติดป้ายราคาไว้ตัวเบ้อเร่อว่าเล่มละ 150 บาท...ใจผมก็คือแวบคิดขึ้นมาเลยทีเดียวว่าถ้าซื้อไปอ่านสักเล่มคงเพิ่มความเฉลียวฉลาดให้แก่สมองมากขึ้นเสียกระมัง

          อีกอย่างที่ผมเห็นบ่อยๆจนเริ่มจะเบื่อๆก็คือ ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็เห็นมีแต่หนังสือที่เพิ่งออกใหม่ล่าสุด ยังไม่เคยเปิดตัวที่ไหนมาก่อน มาเปิดตัวที่งานนี้เป็นงานแรก และมอบส่วนลดให้ไปเลย 20% อะไรทำนองนี้ หลังๆผมเลยใช้วิธี...สำหรับหนังสือใหม่ ถ้ายังไม่อยากอ่านจนตัวสั่นหรือว่าจำเป็นต้องอ่านด่วน ก็อย่าเพิ่งรีบซื้อเลย รอไว้งานหน้าก็ได้ เผลอๆอาจได้ลดราคามากกว่ายี่สิบเปอร์เซ็นต์ซะอีก ส่วนหนังสือเก่าๆ ก็จะใช้วิธีคล้ายๆกัน คือถ้าไม่รีบอ่านก็ยังไม่รีบซื้อ เพราะบางเล่มบางเรื่องก็เห็นลดอยู่นั่นแล้วทุกปี...ขายไม่หมดสักที จนคิดว่างานหน้ามันก็คงยังมีขายอยู่นั่นแหละ ไม่ต้องรีบซื้อก็ได้ แต่ผมจะรีบคว้าทันทีเลยสำหรับหนังสือที่แน่ใจว่าไม่สามารถหาได้ตามร้านทั่วไป หรือเป็นหนังสือขาดตลาดไปนานแล้วมากกว่าจะเลือกซื้อหนังสือที่เพิ่งเปิดตัวใหม่

          ก็เลยทำให้งานครั้งที่ผ่านมามีหนังสือที่ผมซื้อเพราะอยากอ่านจริงๆจังๆเพียงแค่ไม่กี่เล่มเอง ก็ไม่ทราบเหมือนกันนะครับว่าผมจะคิดประหลาดอยู่คนเดียวหรือเปล่า แต่ผมมีความรู้สึกว่าการมาเดินซื้อหนังสือในงานหนังสือนั้น สำหรับผมแล้วชอบที่จะเดินเข้าเลือกดูเลือกซื้อหนังสือที่ไม่ค่อยมีวางตามร้านทั่วๆไปนะครับ อาจไม่ต้องถึงกับเป็นหนังสือเก่าแก่โบราณนักก็ได้ แต่ก็เป็นหนังสือที่ทำให้ผมรู้สึกภูมิใจอยู่ลึกๆว่า “แหม...กว่าจะตามหาได้ เหนื่อยแทบแย่เลย...” ประมาณนี้แหละ ซึ่งสำหรับงานที่ผ่านมา มีหนังสือที่ทำให้ผมรู้สึกอย่างที่กล่าวได้จริงๆอยู่แค่เล่มเดียว แถมผมยังซื้อมาด้วยราคาเพียง 20 บาทเท่านั้นเองครับ

*ตีพิมพ์ในนิตยสาร Starpics

Sunday, October 27, 2013

WE READ YOUR MAIL (SP.577, 2002)


จอมยุทธเสื้อเหลือง

Q: เมืองไทยนี้แปลกมากๆ บอกว่าจะต้องปราบบ่อนบอล ทั้งที่บอลยุโรป มันเป็นกีฬาคู่บ้านคู่เมืองไทยไปนานเนแล้ว ตื่นเช้ามาฟังวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย แ-ง...รายงานผลบอลอย่างละเอียดยิบ ไอ้หมอนั่นยิงเข้าประตูนาทีที่เท่าไหร่, ไอ้นี่ยิงได้เป็นประตูที่เท่าไหร่หลังจากแข่งมาแล้วกี่นัด มันรายงานผลอย่างกะว่าพวกนักเตะเป็นคนไทยยังงั้นเชียว วานก่อนไอ้โล้นยิงเข้า 2 ประตู แ-ง...มันเชียร์ยิ่งกว่าไอ้โล้นเป็นเด็กอุบลราชธานีไปชิบ... (แต่ทีมวยไทย มรดกไทย, มรดกโลก ไม่รายงานผลการชกมวยไทยของเวทีราชดำเนิน-ลุมพินีเลย)

A: ผมว่าต้องแยกประเด็นก่อนนะครับ ประเด็นแรกคือเรื่องการรายงานผลการแข่งขันนั้น ผมเห็นว่าเป็นการรายงานข้อมูลและสถิติให้ผู้ชมและผู้ฟังได้รับทราบครับ ส่วนผู้ชมจะนำข้อมูลที่ได้รับทราบนั้นไปทำอะไรก็เป็นอีกกรณีหนึ่ง ซึ่งก็คือประเด็นที่สองคือเรื่องการพนันบอล บางคนก็ชื่นชอบที่จะได้รับฟังสถิติเกี่ยวกับการแข่งขันฟุตบอลของทีมต่างๆโดยที่ไม่สนใจเรื่องการพนันบอลเลยแม้แต่นิดเดียว ขณะที่บางคนก็ชอบที่เอาข้อมูลเหล่านี้ไปเป็นฐานในการวิเคราะห์เพื่อการเล่นพนัน เพราะฉะนั้นในความเห็นของผม การรายงานผลอย่างละเอียดยิบนั้นยังมีอันตรายน้อยกว่าสันดานมนุษย์นะครับ ถ้าคนเรามันมีจิตใจใฝ่การพนันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะยังไงมันก็ต้องหาทางไปเล่นพนันจนได้นั่นเอง โปรดอย่าไปโทษการทำหน้าที่ของบรรดาผู้ประกาศและผู้สื่อข่าวกีฬาทั้งหลายเลยครับ ขนาดผลมวยไม่ค่อยจะได้รายงานกันเอิกเกริกเทียบเท่า แต่เรื่องการพนันมวยก็มีมาแต่ไหนแต่ไรแล้วไม่ใช่หรือครับ


Q: คำถามข้อนี้อยู่ตรงที่ว่า...แล้วไอ้ที่โทร. 10 หมายเลข เพื่อชิงรางวัลต่างๆนั้น มันไม่ใช่การพนันทางทีวีรึครับ ประเทศไทยจึงไม่เจริญก้าวหน้า เพราะมีตำรวจโง่ๆ, นักการเมืองโง่ๆที่คอยจับผิดกับเด็กๆ วานก่อนมีข่าวว่าจะตรวจฉี่นักเรียนทั่วกรุงเทพฯ...ให้มันได้ยังงี้ซิ

A: ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันนะครับว่าพวกโทร. 1900 อะไรนั่นมันจะเข้าข่ายการพนันรึเปล่า? ต้องรอให้ผู้รู้เข้ามาช่วยตอบในภายหลัง แต่เรื่องการพนันอย่างเดียวจะทำให้ประเทศไม่เจริญก้าวหน้าหรือเปล่านั้น ผมว่าก็ไม่น่าจะใช่เสียทีเดียวนะครับ ผมว่าขึ้นอยู่กับคุณภาพของคนในประเทศเป็นสำคัญด้วย หากเราๆท่านๆต่างรู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร มีจิตสำนึกที่ดีต่อการทำประโยชน์ทั้งเพื่อตนเองและส่วนรวมแล้วล่ะก็ น่าจะลดทอนความวุ่นวายต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคมลงได้ไม่มากก็น้อยทีเดียวครับ


*ตีพิมพ์ในนิตยสาร Starpics

Thursday, October 24, 2013

THE PURGE (2013)




THE PURGE (James DeMonaco, 2013) **1/2
คืนแห่งความพินาศ


ก่อนหน้า The Purge จะเข้าฉายบ้านเราไม่กี่วัน หลายคนคงได้ดูข่าวคดีอาชญากรรมครึกโครมของหนุ่มปืนโหดที่ควักปืนขึ้นมากระหน่ำยิงแฟนสาว ผู้กำลังจะเข้าพิธีวิวาห์ด้วยกันในอีกไม่นาน และตามไปจ่อยิงว่าที่แม่ยายผู้พยายามวิ่งหนีออกจากที่เกิดเหตุ แต่ไม่สำเร็จ หลังเสร็จการสังหารผู้หญิงมือเปล่าที่ปราศจากทางสู้ทั้งสอง หนุ่มปืนโหดรายนี้ก็เดินลอยชายจากไปอย่างใจเย็น ด้วยลักษณะการเดินแบบที่เรียกว่า 'ส่ายอาดๆ' คือไม่เกรง ไม่แคร์ ไม่แยแสต่อสายตาของผู้คนที่อยู่ในบริเวณนั้นแม้แต่น้อย รวมถึงกล้องวงจรปิดที่ทำหน้าที่บันทึกภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดอย่างละเอียด

ในฉากแรกเปิดเรื่อง The Purge ก็เป็นภาพเหตุการณ์ที่บันทึกจากกล้องวงจรปิดเช่นกัน โดยเป็นภาพการทำร้ายและเข่นฆ่ากันอย่างทารุณระหว่างมนุษย์ ซึ่งเกิดขึ้นในเมืองต่างๆ ทั่วสหรัฐอเมริกา เชื่อว่าหลายคนที่ได้ดูฉากเปิดหนังเรื่องนี้ ก็คงจะพากันนึกถึงเหตุการณ์สะเทือนขวัญของข่าวอาชญากรรมที่ผมได้เล่าไปข้างต้น และก็คงอดคิดเหมือนกันไม่ได้ว่า เหตุการณ์ที่เราเห็นจากในหนังซึ่งระบุว่าเป็นโลกอนาคต ปี 2022 เอาเข้าจริง มันก็เป็นสิ่งที่เราทุกคนกำลังเผชิญหน้ากับมันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนี่เอง นั่นคือ คนเรานั้นบทจะฆ่าจะแกงกันขึ้นมา ก็ลงมือทำกันได้อย่างง่ายดาย แค่คว้าปืนขึ้นมายิง แล้วก็เดินลอยนวลจากไปอย่างเยาะเย้ยกฎหมาย ราวกับบ้านเมืองไม่มีขื่อไม่มีแป!

อย่างไรก็ตาม สำหรับคดีดังกล่าว ถือว่าเป็นความโชคดีของประชาชนตาดำๆ อย่างพวกเรา ที่ผู้รักษากฎหมายเมืองไทยไม่นิ่งดูดาย ปล่อยให้เรื่องหายเงียบไปราวคลื่นกระทบฝั่ง หรือทำอะไรเชื่องช้าอืดอาดอย่างแต่ก่อน (ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคดีนี้ค่อนข้างโด่งดัง สื่อมวลชนให้ความสนใจติดตามแบบเกาะติดหรือเปล่า) เพราะเพียงแค่ไม่กี่วัน ก็สามารถตามจับตัวหนุ่มปืนโหดรายนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายได้รวดเร็วทันอกทันใจผู้คนในยุค 4G ดีแท้!



ก่อนจะเรื่อยเปื่อยไปไกลกว่านี้ ขอบอกก่อนว่าผมดู The Purge ไปด้วยความรู้สึกพรึงพรั่นสั่นประสาทอยู่ลึก นอกเหนือจากการได้เห็นภาพที่มนุษย์เข่นฆ่า ทำร้ายร่างกายกันอย่างโหดเหี้ยมตามสถานที่ต่างๆ ราวกับเป็นแฟชั่นอันพึงปฏิบัติตาม ยังเกิดจากการอดไม่ได้ที่จะคิดเรื่อยต่อไป ถึงข้อมูลที่หนังได้กล่าวไว้อย่างเปิดเผยและชัดเจน ว่าการถือกำเนิดของวัน "ชำระบาป" หรือ The Purge ที่ปรากฎในหนังเรื่องนี้ คือ นโยบายที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับการเถลิงอำนาจของคณะผู้บริหารประเทศชุดใหม่ ที่ประสงค์จะสร้างความมั่นคงเป็นปึกแผ่นของประเทศ และความเจริญรุ่งเรืองของคนในชาติ ด้วยการกำหนดให้ประชาชนทุกคนสามารถก่ออาชญากรรมในหลายๆ รูปแบบได้โดยอิสระ ไม่ว่าจะเป็นการลักขโมย, การข่มขืน หรือฆาตกรรม ภายในระยะเวลา 12 ชม. โดยปราศจากการเข้าควบคุมเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย รวมถึงการขัดขวางห้ามปราม และให้ความช่วยเหลือใดๆ จากผู้รักษากฎหมายและเจ้าหน้าที่รัฐทุกหน่วยงาน

พูดง่ายๆ มันคือการส่งเสริม สนับสนุนให้ผู้คนกระทำผิดกฎหมายได้อย่างเสรี (พูดให้ชัดเจนยิ่งขึ้น คือการอนุญาตให้สามารถฆ่าคนได้อย่างถูกกฎหมาย!) ทั้งนี้ก็เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสปลดปล่อยและระบายความตึงเครียด อึดอัดกดดันในอารมณ์ที่สะสมมาอย่างต่อเนื่องตลอด 364 วันให้หมดสิ้นไปภายในคืนเดียว ด้วยการให้แสดงออกถึงพฤติกรรมอันก้าวร้าวรุนแรงและเป็นอันตรายต่อผู้อื่นได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยไม่ต้องกังวลว่าจะต้องได้รับโทษทัณฑ์ใดๆ ตามอาญาบ้านเมือง เพราะมีกฎหมายนิรโทษกรรมการันตีความปลอดภัยไว้เรียบร้อยแล้ว

พูดเพียงเท่านี้ หลายท่านก็คงจะเข้าใจกันดีว่า  สังคมที่ปล่อยให้คนทำผิดกฎหมาย-ต่อให้เป็นความผิดเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม โดยไม่ได้รับการลงโทษ แต่กลับยังคงลอยหน้าชูคออยู่ในสังคมราวกับไม่มีความผิดปรกติใดๆ มาแผ้วพาน เราจะยังถือว่านั่นเป็นสังคมที่เจริญแล้วได้หรือ? ส่วนคณะผู้บริหารประเทศที่ส่งเสริมให้ผู้คนในชาติลุกขึ้นทำร้ายทำลาย เข่นฆ่าล้างผลาญชีวิตเอาชีวิตเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง โดยอ้างว่าเพื่อเป็นการชำระล้างจิตใจให้ใสสะอาด ด้วยการกำจัดบุคคลผู้เป็นศัตรูทางอารมณ์ให้หมดสิ้นไปภายในเวลาชั่วข้ามคืน อันจะส่งผลให้ภาพรวมของประเทศในด้านต่างๆ ดูสวยสดงดงามเกินความเป็นจริง จะยังถือได้ว่าเป็นกลุ่มคนที่มีความสง่างามในการก้าวขึ้นบริหารประเทศ เพื่อนำพาชีวิตของผู้คนในชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้อย่างไร?
  
ยิ่งไปกว่านั้น กระทั่งในหมู่ประชาชนด้วยกันที่ประพฤติปฏิบัติตนไม่ต่างจากสุนัขหิวโหย พอมีคนโยนกระดูกให้ก็รีบโดดงับทันที คือการขานรับนโยบายการให้มีวัน "ชำระบาป" ที่เปิดโอกาสให้ตนได้ลงมือทำในสิ่งที่ยามปรกติไม่มีวันกล้าทำอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะการฆ่าคน! อันเป็นการแสดงให้เห็นว่า คนเราส่วนใหญ่นั้นพร้อมเสมอที่จะปลดปล่อยตนเองให้เข้าสู่ภาวะด้านมืดครอบงำได้ง่ายดาย เพียงแค่รอจังหวะและโอกาสในการลงมือเท่านั้น


คุยเรื่องเครียดๆ มาพอสมควร เปลี่ยนมาคุยเรื่องเบาๆ เกี่ยวกับตัวหนังบ้างดีกว่า บอกกันตามตรงเลยว่า ผมชอบหนัง The Purge มาก ตลอดเวลาที่นั่งดูก็ลุ้นตามไปด้วยว่าเรื่องราวจะดำเนินต่อไปอย่างไร ตัวละครหลักทั้งสี่จะช่วยกันนำพาตนเองให้รอดพ้นจากเงื้อมมือมัจจุราชในคืนชำระบาปได้หรือไม่ และบทสรุปของหนังจะลงเอยอย่างไร

อย่างที่ทราบกันดีว่า The Purge บอกเล่าเรื่องราวในโลกอนาคตซึ่งเกิดขึ้นและสิ้นสุดลงภายในหนึ่งคืน อันเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลประกาศให้ประชาชนทุกคนสามารถกระทำสิ่งที่อาจเรียกให้ฟังดูสวยหรูได้ว่า 'การชำระล้างบาปในจิตใจ' หรือพูดง่ายๆ คือถ้าหากโกรธหรือเกลียดใคร ก็อย่าปล่อยมันาไว้ให้เป็นเสี้ยนหนามทิ่มแทงใจอีกต่อไป แต่จงรีบเร่งกำจัดมันซะให้สิ้นซาก เพื่อที่ตัวเราจะได้มีชีวิตอยู่บนโลกนี้ด้วยจิตใจอันบริสุทธิ์ผุดผ่อง ราวกับได้เกิดใหม่ก็ไม่ปาน! ผ่านมุมมองของครอบครัวผู้มีอันจะกินครอบครัวหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วย พ่อ-เจมส์ แซนดิน (อีธาน ฮอว์คส์), แม่-แมรี่ แซนดิน (ลีน่า เฮดดี้ย์), โซอี้-ลูกสาวคนโต (อเดเลด เคน) และ ชาร์ลี-ลูกชายคนเล็ก (แม็กซ์ เบิร์คโฮลเดอร์) ที่เตรียมตัวต้อนรับการมาเยือนของคืนชำระบาปประจำปี ด้วยความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่าทุกคนในบ้านจะสามารถผ่านพ้นค่ำคืนแห่งความร้ายกาจนี้ไไปด้วยเหมือนเช่นทุกปีที่ผ่านมา ด้วยการที่ปิดล็อคประตูหน้าต่างซึ่งติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยชั้นเลิศ ที่เจมส์เป็นผู้ขายให้แก่ลูกค้าจำนวนมาก-ขังตัวเองอยู่แต่ในบ้านให้ครบตามกำหนดเวลาที่รัฐบาลประกาศไว้

ว่าที่จริง ครอบครัวแซนดินก็น่าจะผ่านพ้นคืนนั้นไปด้วยความสงบราบรื่น ถ้าเพียงแต่เด็กชายชาร์ลีจะทำเพิกเฉย ไม่ใส่ใจกับการได้เห็นชายจรจัดผิวสี (เอ๊ดวิน ฮอดจ์) ผู้วิ่งหนีการถูกไล่ล่าคร่าชีวิตอย่างกระเซอะกระเซิง มาตะโกนร้องขอความช่วยเหลืออยู่หน้าบ้าน ในสภาพที่ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลและคราบเลือด ถือเสียว่าไม่ใช่ธุระกงการอะไรของตนที่จะยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับชะตากรรมของคนอื่น แต่บังเอิญที่เด็กน้อย มิใช่คนใจไม้ไส้ระกำถึงขั้นนั้น! (อาจเป็นเพราะว่าเขายังผ่านโลกมาน้อยเกินไปก็เป็นได้) จึงทำให้ชาร์ลีไม่อาจอยู่นิ่งเฉยโดยไม่ทำอะไรเลย และตัดสินใจปลดล็อคประตูบ้านเพื่อให้ชายจรจัดแปลกหน้าได้เข้ามาหลบภัยทันที ไม่ทันคิดว่ามันจะคือการเปิดประตูต้อนรับหายนะที่กำลังมามาเยือนครอบครัวของตนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

เมื่อกลุ่มวัยรุ่นคึกคะนองที่ประกาศตนเองต่อครอบครัวแซนดิน ว่าพวกตนต่างอยู่ในสถานภาพของคนชนชั้นสูงเช่นเดียวกัน นั่นคือ มีการศึกษาสูงส่งและร่ำรวยมีอันจะกินอย่างสมบูรณ์พูนสุข แต่กลับถือโอกาสในคืนชำระบาปออกไล่ล่าสังหารชีวิตคนจรจัดที่อาศัยอยู่ตามท้องถนน ซึ่งปราศจากชื่อเสียงและความสลักสำคัญใดๆ ในสังคม และถูกตีค่าว่าไม่แตกต่างอะไรจากมดปลวกหรือแมลงสาบที่ชุมนุมกันอยู่ในท่อระบายน้ำโสโครก ขืนมีชีวิตอยู่ต่อไปก็รังแต่จะรกโลก หาประโยชน์อันใดมิได้ จึงสมควรที่จะต้องถูกกำจัดให้สิ้นซาก!

ในตอนแรกที่เกิดเหตุการณ์อันไม่คาดคิดขึ้นมา ในฐานะหัวหน้าครอบครัวที่ต้องคอยดูแลและพิทักษ์ปกป้องทุกคนในครอบครัว ให้รอดปลอดภัยจากภยันตรายใดๆ มากล้ำกราย ทำให้เจมส์มุ่งแต่จะหาทางจับตัวชายจรจัดแปลกหน้าผู้นั้น ส่งไปให้กลุ่มวัยรุ่นบ้าคลั่ง ซึ่งแห่กันมาล้อมบ้านของเขาไว้พร้อมด้วยอาวุธสังหารครบมือ แลกกับการที่พวกมันจะปล่อยให้พวกเขาดำรงชีวิตอยู่อย่างเป็นสุขต่อไปภายในบ้านหลังใหญ่ จนกว่าช่วงเวลาแห่งคืนชำระบาปจบสิ้น ด้วยความที่เจมส์ห่วงใยในสวัสดิภาพของภรรยาและลูกๆ เป็นสำคัญ เขาจึงลืมเสียสนิทว่าทุกคนต่างก็มีความรักตัวกลัวตายเช่นกัน แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นเพียงคนจรจัด ต่างเชื้อชาติผิวพันธุ์ และมีสถานภาพทางสังคมที่ต่ำต้อยด้อยค่ากว่าพวกตนก็จริง แต่คนเหล่านั้นจะมี 'ความเป็นคน' น้อยกว่าพวกตนก็หาไม่!



จนเมื่อแมรี่ ผู้เป็นภรรยา กล่าวทักท้วงขึ้นมา เนื่องจากไม่อาจทนเผชิญหน้ากับสายตาอันเต็มไปด้วยความจงเกลียดจงชังของชายจรจัดแปลกหน้า ทำให้เธอตระหนักคิดขึ้นได้ในทันทีว่า การที่เธอกับสามีช่วยกันจับตัวคนที่ไม่มีทางสู้ ส่งไปให้กลุ่มคนกระหายเลือดรุมฆ่า แลกกับสวัสดิภาพในชีวิตตนและครอบครัว มันก็ไม่ต่างอะไรจากการที่พวกเขาเป็นคนฆ่าคนบริสุทธิ์ด้วยมือตัวเอง แล้วพวกเขาจะแตกต่างอะไรจากพวกบ้าคลั่งที่ล้อมบ้านพวกเขาอยู่ด้านนอกล่ะ? ทั้งที่ว่ากันตามจริง ไอ้เด็กนรกพวกนั้น แม้มันจะไม่ละอายและเกรงกลัวการทำความชั่ว แต่ก็ไม่กล้าจะเปิดเผยใบหน้าแท้จริงให้ผู้คนพบเห็น ทว่าปิดบังอำพรางไว้ภายใต้หน้ากากตัวตลก ไม่ต่างอะไรจากพวกขี้ขลาดตาขาวดีๆ นี่เอง!

เมื่อได้ยินเหตุผลของภรรยา เจมส์จึงได้รู้คิดและเปลี่ยนใจที่จะลุกขึ้นต่อสู้กับพวกเด็กนรกเหล่านั้นเอง ซึ่งก็แสดงให้เห็นชัดเจนว่า แท้จริงแล้ว เขามิได้เป็นคนใจคออำมหิตเหี้ยมเกรียมต่อเพื่อนมนุษย์โดยสันดานเลย เพราะทุกสิ่งอย่างที่เขาทำลงไปนั้น ก็ด้วยความรักต่อลูกเมียล้วนๆ กระทั่งการที่เขาและภรรยาแสดงท่าทีในการสนับสนุนนโยบายคืนชำระบาป ก็มองได้ว่าเป็นการคิดของนักธุรกิจที่ต้องพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส เพราะเขามีอาชีพเป็นตัวแทนขายการติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยตามบ้าน จึงแน่นอนที่สุดว่ายิ่งนโยบายนี้ประสบผลสำเร็จมากเพียงใด โอกาสในการขายของของเขาก็ยิ่งมีมากขึ้นตามไปด้วย และนั่นก็หมายถึงจำนวนเงินมหาศาลที่จะหลั่งไหลเข้าสู่กระเป๋าของเขาอย่างต่อเนื่องจนไม่อาจประเมินค่าได้

จะว่าไปแล้ว เจมส์กับลูกเมียของเขา ต่างก็เป็นเพียงมนุษย์ตัวเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง ซึ่งแม้จะมีสถานะทางสังคมสูงส่งกว่าอีกหลายชีวิตที่ร่วมอยู่ในสังคมเดียวกันกับเขาก็ตาม แต่ก็มิได้หมายความว่าเขาจะเป็นอิสระอย่างแท้จริง ด้วยว่ายังมีสิ่งอื่นที่ยิ่งใหญ่และทรงพลัง คอยทำหน้าที่ชักใยบงการวิถีทางการดำเนินชีวิตของพวกเขาอย่างเงียบเชียบอยู่ตลอดเวลา

ไม่ต่างอะไรกับวิถีชีวิตในปัจจุบันของเราๆ ท่านๆ นั่นแล...


สมเกียรติ ชินตระกูลวัฒนะ


อำนวยการสร้าง-ไมเคิล เบย์, เจสัน บลูม, แอนดรูว์ ฟอร์ม, แบรดลี่ย์ ฟูลเลอร์/กำกับภาพยนตร์, บทภาพยนตร์-เจมส์ ดีโมนาโค/กำกับภาพ-ฌาคส์ จอฟเฟร็ต/ลำดับภาพ-ปีเตอร์ โวซดาส/ออกแบบงานสร้าง-เมลานี่ โจนส์/ดนตรีประกอบ-นาธาน ไวท์เฮด/ผู้แสดง-อีธาน ฮอว์คส์ (เจมส์ แซนดิน), ลีน่า เฮดดี้ย์ (แมรี่ แซนดิน), แม็กซ์ เบิร์คโฮลเดอร์ (ชาร์ลี), อเดเลด เคน (โซอี้), เอ๊ดวิน ฮอดจ์, ไรส์ เวคฟิลด์

* ตีพิมพ์ในนิตยสาร Starpics 

CINCO (2010)




CINCO
(Frasco Mortiz, Enrico Santos, Cathy Garcia-Molina, Ato Bautista, Nick Olanka, 2010)

เพิ่งทำต้นฉบับหนังสยองขวัญเอเชียเสร็จ ก็เลยมีเวลาดูเรื่องนี้ ซึ่งเป็นหนังผีของฟิลิปปินส์ เลยเสียดายที่การทำต้นฉบับหนนี้ไม่ได้เอาหนังสยองขวัญปินอยเข้าไปรวม เพราะไม่ค่อยรู้จัก ไม่ค่อยได้ดู ที่รู้จักและเคยดูก่อนหน้านี้มีเรื่องเดียวคือ Sigaw หรือ The Echo เวอร์ชั่นฮอลลีวู้ด เปิดเข้าไปดูข้อมูลในวิกิฯ ก็เห็นฟิลิปปินส์สร้างหนังสยองขวัญอยู่พอสมควร มีเรื่องหนึ่งทำออกมาเป็นซีรีส์ได้สัก 5-6 ภาคแล้วละมัง ซึ่งน่าสนใจไม่น้อยว่าจะออกมาเปนไง อย่างน้อยนี่ก็ทำให้รู้ว่าฟิลิปปินส์ไม่ได้ถนัดทำแต่หนังโป๊ หนังเกย์ หนังผู้ชายขายตัว หรือหนังตุ๊ดเด็กเท่านั้น (พูดก็พูดเถอะ นี่ถือเปนจุดแข็งของอุตสาหกรรมหนังฟิลิปปินส์เลยนะ ประเทศอื่นสู้ไม่ได้ทาบไม่ติดเด็ดขาด!)

พล่ามมาพอสมควร ก็เข้าเรื่องหนังกันเสียที... คำว่า Cinco ที่เปนชื่อหนังแปลว่า Five เพราะงั้นหนังสั้นผีที่มารวมกันจึงมีทั้งหมด 5 เรื่องและมีคอนเซ็ปต์สุดเก๋ว่าเปนเรื่องสยองอันเกิดจากอวัยวะส่วนต่างๆของร่างกาย ซึ่งเปนไอเดียที่แปลกดี ทำให้อยากรู้ขึ้นมาทันทีว่าแต่ละตอนจะคิดพล็อตเรื่องผีเกี่ยวเนื่องกับอวัยวะมนุษย์ได้อย่างไร พอดูจบก็เห็นว่า 'เข้าท่า' เหมือนกันแฮะ! อดเสียดายไม่ได้ว่าถ้าได้ดูเร็วกว่านี้สักนิด คงต้องมีตบตีกับตัวเองเพื่อหาทางยัดเรื่องนี้เข้าไปแทนเรื่องหนึ่งเรื่องในเป็นแน่ [แต่ก็ไม่แน่อีกแหละว่าจะทำได้ เพราะคิดถึงคนอ่านทั่วไปที่ไม่รู้จะหาหนังเรื่องนี้มาดูได้จากไหน อย่างน้องมอดเองยังให้เพื่อนโหลดบิทมาให้ดูเบยยยย อีกอย่างคือเปนที่รู้กัน ว่าบ้านเราไม่ค่อยจะมีหนังฟิลิปปินส์, อินโดฯ, มาเลย์, สิงคโปร์, พม่า, เขมร, เวียดนาม, บรูไน (ประเทศนี้เค้าสร้างหนังกันป่าวอะ  ) เข้าฉายสักเท่าไหร่ ที่ผ่านมาแค่ปีละเรื่องก็ถือว่าเก่งละ หมายถึงรวมกันทุกประเทศที่พูดมาได้ฉายแค่เรื่องเดียวต่อปีนะ บางปีไม่มีเลยสักเรื่อง ก็ไม่รู้ว่าพอก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแล้ว เราๆจะได้ดูหนังจากประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้เพิ่มขึ้นหรือเปล่า]

จะเข้าเรื่องจริงๆละฮะ ไม่งั้นเด๋วยาว รู้หรอกน่าว่าขี้เกียจอ่านอะไรยาวๆน่ะ นี่ก็ทำใจไว้แล้วว่ากว่าจะถึงย่อหน้านี้คงเหลือคนทนอ่านไม่กี่คน เผลอๆจะไม่เหลือเลยด้วยซ้ำ ก็ไม่เปนไรฮะ น้องมอดเขียนเพราะอยากเขียน แล้วที่เขียนนี้ก็ไม่ได้เงิน แต่จะได้เงินหรือไม่ได้เงินก็ไม่เกี่ยวอะ ได้เขียนก็สบายใจละ อย่างน้อยก็มีคนอ่านแน่ๆอยู่คนหนึ่ง คงไม่ต้องบอกหรอกนะฮะว่าเป็นใคร (พล่ามอีกตามเคย อิอิ)

อย่างที่บอก Cinco เปนหนังผี 5 ตอนอันเกี่ยวเนื่องกับอวัยวะมนุษย์ ตอนแรก "Braso" (Arm) เรื่องของสามหนุ่มที่ถูกพาไปขังห้องดับจิบ อันเปนส่วนหนึ่งของกิจกรรมรับน้องเข้ากลุ่มก๊วนอะไรสักอย่าง โดยกำหนดว่าให้อยู่ด้วยกันจนครบสามชั่วโมง จึงจะถือว่าผ่านการได้เข้าเปนสมาชิกใหม่อย่างสมบูรณ์ ระหว่างฆ่าเวลาไม่รู้จะทำอะไร ก็มีเจ้าหนุ่มหนึ่งอยู่ดีไม่ว่าดี ดันไปดึงท่อนแขนที่ถูกตัด แต่ติดอยู่กับอีกศพหนึ่งออกมาเล่นด้วยความซนปนกวนตีน หารู้ไม่ว่าท่อนแขนนั้นมีชีวิต ขยับเขยื้อนเคลื่อนที่ได้ เลยกลายเปนว่าต้องวิ่งหนีขลุกๆขลักๆ ทุลักทุเลอยู่ในห้องแคบๆที่มีศพวางเกลื่อนนั่นเอง ฮามากตอนที่ท่อนแขนปีศานั้นคว้าหมับเข้าที่เป้ากางเกงเจ้าหนุ่มที่ดึงมันออกจากศพ อีกสองคนที่เหลือก็ช่วยกันดึงแขนออกากเป้าเพื่อนเปนพัลวัน อ่อ! ลืมเล่าไปว่าเจ้าสามคนนี้ใส่แต่กางเกงว่ายน้ำกับยกทรงชะนี แถมขณะเดียวกัน หนังก็ตัดไปที่คนดูแลห้องดับจิตที่ถูกจ้างให้ออกไปรอข้างนอก ซึ่งได้ยินเสียงแหกปากของเจ้าสามหนุ่มนั่นแว่วมา เลยรีบหยิบหูฟังมาอุด เปิดเพลงฟังสบายใจเฉิบ ภาพก็เปลี่ยนมาที่สามหนุ่มกำลังยักแย่ยักยันช่วยกันดีงแขนผีในสภาพดูไม่จืด บ้าคลั่งมากฉากนี้!

ตอนสอง "Paa" (Foot) เรื่องของผีเด็กที่หวงรองเท้าถึงขนาดต้องตามมาทวงคืน ไม่ใช่จะเอารองเท้าคืน เอาตัวลูกสาวคนที่ขโมยรองเท้าตัวเองไปอยู่ด้วยต่างหาก ร้ายกาจนักละอีผีนี่! นัยว่าเพื่อเปนการลงโทษ ซึ่งคิดๆดูก็น่าเห็นใจอยู่ที่ต้องมาตายเพราะวิ่งตามขโมย เลยโดนรถชนและรถทับขาขาดตายคาที่ ทำให้แค้นมากเปนพิเศษ ตามมาหลอกนังหัวขโมยจนแทบบ้า แต่คิดอีกทีก็น่าเห็นใจฝ่ายที่เปนขโมยเหมือนกัน คือนางยากจนมาก มีบ้านโกโรโกโสอยู่ในสลัม ไม่มีเงินจะจ่ายค่าน้ำค่าไฟ ลูกสาวก็อยากได้รองเท้าใหม่ เพราะจะได้ใส่ขึ้นไปรับรางวัลเรียนดี นางแม่ไม่รู้จะทำไงเพราะเงินไม่มี เลยต้องขโมย ไม่คิดเลยว่าจะเกิดเรื่องโศกนาฏกรรมขึ้น! ตอนแรกที่ดูก็คิดเรื่อยเปื่อยว่าหนังต้องการพูดเรื่องความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจน ความไม่เท่าเทียมกันในสังคม บลาๆ... แต่คิดไปคิดมา มันออกจะใหญ่โตไปหน่อย เลยคิดง่ายๆแค่ว่า ต่อให้ยากจนข้นแค้นแสนเข็ญเพียงใด ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะนำมาเปนข้ออ้างเพื่อไปขโมยของของใคร ถึงตำรวจจะจับตัวมาลงโทษตามกฎหมายไม่ได้ แต่ในทางผีสางละก็โดนติดตามเปนเงาตามตัวเลยนะเธอว์!

ตอนสาม "Mata" (Eyes) เกี่ยวกับหญิงสาวที่ต้องประสบเหตุการณ์เดิมซ้ำแล้วซ้ำอีกภายในคืนเดียว เริ่มจากงอนแฟนหนุ่มที่ไม่ยอมพากลับบ้าน แฟนก็ช่างมีสันดานเหมือนลูกนักการเมืองบางเราเปี๊ยบ คืองอนกูเหรอ งั้นกูประชดแม่ง ด้วยการขับรถสวนทางเข้าไปในซอยที่ให้วิ่งวันเวย์ เจอคนขับสวนมาก็สั่งให้เค้าถอย ไม่สนใจว่าตัวเองเปนฝ่ายผิด พอฝ่ายถูกพูดผิดหูเข้าหน่อย ไอ้ลูกนักการเมืองก็ยิงกระสุนเปรี้ยงที่เบ้าตา กลายเปนเรื่องบานปลายไปกันใหญ่ซะงั้นเอง! ซึ่งเหตุการณ์ที่เล่านี้ ก็เวียนวนเกิดขึ้นกับหญิงสาวแบบหาเหตุผลไม่ได้ ทว่าแต่ละครั้งที่เกิด นางก็รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป และมีผีตาโบ๋ของคนที่ถูกยิง ตามมารังควานตลอด ออกแนว...แกปล่อยให้แฟนแกฆ่าฉันทำมายยยยยย.... ทำเอานางเอกของเราสติแตกกันไป พอถึงตอนท้าย นางเลยเปลี่ยนตอนจบเสียใหม่ จัดการกับคนที่สมควรตายตั้งแต่ต้น แม้เหตุการณ์เดิมจะไม่เกิดซ้ำ แต่ก็มิได้หมายความว่าจะรอดพ้นจากการถูกปีศาจรังควาน

ตอนสี่ "Mukha" (Face) เรื่องของสาวสวยเจ้าของบริษัท เกิดอาการปรี๊ดแตก ลงโทษพนักงานทำความสะอาดชายแก่ซึ่งทำงานผิดพลาดไม่ถูกใจ ด้วยการจัดกดหน้าบนเครื่องซีร็อกซ์เสียหนำใจ ก่อนจะไล่ออก มิไยที่ชายแก่จะวิงวอนขอความเมตตาว่าต้องหาเลี้ยงครอบครัว บลาๆ... อีนางมารก็ไม่สน พนักงานคนอื่นๆก็ได้แต่กลัวกันหัวหด เพราะอีนี่มันร้าย!! พูดคำไหนคำนั้น เลยรวมหัวกันหลอกผีเสียให้เข็ด ด้วยการโกหกว่าชายแก่ที่โดนไล่ออกนั้นตายไปแล้ว ตอนเลิกงาน นางมารอยู่ออฟฟิศคนเดียวเลยโดนเล่นซะอ่วม ก่อนจะจับได้ว่าเปนฝีมือคนด้วยกัน ก็พอดีตาแก่นั่นดันกระโดดตึกตายไปจริงๆ คราวนี้นางมารของเราเลยเจอผีจริงหลอกซะกลายเปนบ้าไปเลย สะใจมาก อยากร้ายนักก็ต้องโดน!!

ตอนสุดท้าย "Puso" (Heart) เรื่องของสาวอัปลักษณ์ที่หลงรักหนุ่มหล่อปานเทพบุตรซึ่งทำงานด้วยกันในทีมบ้านผีสิงของสวนสนุก เกิดเรื่องอะไรขึ้นเจ้าหนุ่มก็ช่วยเหลือนางด้วยดี จนทำให้อดไม่ได้ต้องเก็บเอาไปเพ้อ แต่เขาก็มีแฟนสวยเปนตัวเปนตนอยู่ สาวหน้าเหียกของเราจึงต้องอับเฉาหดหู่กับความรักที่มองไม่เห็นความสมหวัง ทีนี้แม่บุญธรรมซึ่งเปนหมอดูในสวนสนุก เห็นอาการทุรนทุรายของลูกเหียกแล้วเวทนา เลยทำยาเสน่ห์ให้ บอกว่ายิ่งใช้มากจะยิ่งทำให้ผู้ชายเกิดความปรารถนามาก นางสาวเหียกเลยใช้หมดขวดเพราะเจ็บใจที่เห็นเจ้าหนุ่มประกาศขอแต่งงานกับแฟนต่อหน้าต่อตา แต่กว่ายาจะออกฤทธิ์ก็ดันเกิดเหตุร้ายขึ้นพอดี เมื่อเจ้าหนุ่มโดยคู่กรณีมาตามฆ่า เขาจึงกลายสภาพเปนซากศพสุดหล่อล่ำ ออกไปเที่ยวไล่ตามสาวหน้าเหียกแบบไม่ลดละ จนกว่าจะได้ตัวมาครอบครอง แม้จะต้องฆ่าคนไปนับไม่ถ้วนก็ตาม

กลายเปนว่าเจ้าของท่อนแขนปีศาจในตอนแรก คือหนุ่มหล่อซอมบี้ในตอนสุดท้ายนี้ ส่วนศพที่แขนนั้นเกาะติดไม่ยอมห่างก็คือนางสาวเหียกนั่นเอง ว่าที่จริงชีวิตนางก็น่าเศร้าเนาะ เกิดมาไม่มีใครรักก็ดันไปรักคนรูปหล่อที่ไม่มีวันจะรักตอบเสียอีก เปอร์เซ็นต์สมหวังจึงไม่ใช่แค่ศูนย์ และอยู่ในขั้นติดลบ แต่ก็นะ! ถ้านางใช้ยาแบบไม่โลภมาก แค่หยดสองหยดพอให้เขามารักมาชอบ (เผื่อเบื่อเร็วจะได้ทิ้ง หาคนใหม่มาแทน) เรื่องก็คงไม่เปนแบบนี้

พูดแบบรวมๆนะ หนังสั้นผีทั้ง 5 ตอน (ซึ่งน่าจะตั้งชื่อไทยว่า "ผีห้าบาท") ก็ดูสนุก ตื่นเต้นดี มีฉาก 'ตุ้งแช่' ค่อนข้างเยอะแบบเดียวกับหนังผีไทย แถมรายละเอียดบางอย่างในสังคม เช่น ฆ่ากันตายเพราะเรื่องขับรถสวนเลน หรือการใช้ยาเสน่ห์ทำให้คนมารักมาหลง ก็เหมือนบ้านเราเป๊ะเบยยยยย... นั่งๆดูไปก็ชักสับสนว่ากำลังดูหนังไทยอยู่ป่าวหว่า เพราะสไตล์การนำเสนอใกล้เคียง แถมหน้าตาคนปินอยก็คล้ายๆคนไทยอีกด้วยนะ เอาเปนสรุปว่า 'เสียดาย' หลายอย่างดังที่กล่าวแล้วข้างต้น ไม่เสียดายอย่างเดียวคือเวลาที่ให้กับการดูหนังเรื่องนี้ ซึ่งก็ทำให้หวนกลับมาบ้าคลั่งหนังฟิลิปปินส์อีกครั้งอย่างช่วยไม่ได้ :'-P 

Monday, October 14, 2013

EVIL DEAD (2013) & CURSE OF CHUCKY (2013)


EVIL DEAD (Fede Alvarez, 2013) & 
CURSE OF CHUCKY (Don Mancini, 2013)

เพิ่งดู Evil Dead อะฮะ! คือว่ากำลังกลุ้มเรื่องจะเขียน Insidious: Chapter 2 ยังไงดี เลยเปิดดูแก้กลุ้มไปงั้นๆ! บอกตามตรงเลยนะ แม่งโคตรน่ากลัวเลยอะ ขนาดไม่ได้ดูในโรง นั่งดูอยู่กับบ้าน มีแมวนอนดูเปนเพื่อนข้างๆ แต่พอถึงฉากโหดๆ ที่มันไล่ฆ่าทรมานกันด้วยอาวุธมีคมสารพัดสารพันนั้น ถึงขั้นต้องขาหน้าขึ้นปิดตาแทบทุกที (แต่แง้มช่องไว้หน่อยพอให้มองลอดได้ :-P ) แบบว่าแม่งน่าหวาดเสียวชิบๆ ยิ่งฉากที่มันเอาคัตเตอร์ผ่าลิ้นโชว์นะ แทบหัวใจวายตายง่ะ น่ากลัวสัดๆ! อีกฉากคือตอนที่อีผีบ้ามันเอาปืนตะปูไล่ยิงคนแบบไม่นับนั้น โคตรน่าหวาดเสียว กลัวจะมีฉากจิ้มหน้าจิ้มตาให้เห็น แค่ฉากมันดึงเข็มฉีดยาออกจากหนังตาก็เสียวปรี๊ดขึ้นสมองทันที!!

ต้องชมเลยว่าผู้กำกับแม่งโคตรเก่ง คิดสร้างสรรค์ฉากโหดสัดมาทรมานตัวละคร เพื่อความบันเทิงของคนดูได้ซาดิสม์สุดยอด แบบว่านึกไม่ถึงเอาเลยว่ามันจะดีไซน์ออกมาได้น่าดูและน่าสยองขวัญสั่นประสาทได้ถึงขนาดนี้ และทำให้นึกภาพ 'นรก' ตามจินตนาการความเชื่อของชาวตะวันตก (อย่าง Inferno ของ ดังเต้ อะไรเทือกนั้น... เขียนแล้วรู้สึกตัวเองตอแหลจุง คือไม่เคยอ่านหรอก ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร แต่เห็นมันเท่ดี เลยยกมาอ้าง จะได้แลดูฉลาด 5555) ว่ามันคงมีสภาพเหมือนในหนังเรื่องนี้เอง คือมีแต่ความเจ็บปวดทรมานแสนสาหัส ไม่มีวันจบสิ้นไปชั่วกัปกัลป์

อีกอย่างที่ถือว่าน่าทึ่งฝุดๆ สำหรับเวอร์ชั่นนี้ คือการปรับบทให้ความสัมพันธ์ของตัวละครดูมีมิติและความลึกในระดับที่คนดูสามารถสัมผัสจับต้องได้ ทำให้คอยเอาใจช่วยตัวละครไปโดยปริยาย กับเรื่องราวของสองพี่น้อง เดวิด (ไชโลห์ เฟอร์นานเดซ) กับ มิอา (เจน เลวี่) ซึ่งฝ่ายหลังตกเปนทาสยาเสพติด และตัดสินใจจะเลิกยาด้วยการให้เพื่อนพาไปหักดิบยังกระท่อมกลางป่า โดยเรียกให้พี่ชายที่ห่างเหินจืดจางกันไปนาน ให้ตามมาด้วยเผื่อมีอะไรฉุกเฉินก็จะเรียกตัวได้ทันท่วงที

ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องคู่นี้ ดูๆ แล้วก็ให้นึกถึงคู่พี่น้องสองสาวใน "ปาดังเบซาร์" ขึ้นมา เพรานเหมือนกันมาก คือ พี่ชายหนีออกจากบ้านชนิดหัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอมกลับ ทิ้งให้น้องสาวอยู่กับแม่ซึ่งเดาว่าน่าจะเปนโรคจิตประสาทป่วย-เพียงสองคน ถึงขนาดแม่ป่วยใกล้ตาย เอาแต่เพ้อถึงลูกชายคนเดียว เขาก็ไม่ยอมกลับไปดูใจ อ้างว่าเพิ่งได้งานทำพอดี (เลือกงานมากกว่าเลือกแม่ ว่างั้นเถอะ) จนกระทั่งแม่ตายไปจริงๆ ทำให้น้องสาวโกรธพี่ชายเอามากๆ จนอาจเปนเหตุผลหลักที่ทำให้เธอยิ่งหันเข้าพึ่งพายาเสพติดเพื่อให้ตนเองลืมโลก ด้านพี่ชายเองก็น่าจะรู้สึกผิดอยู่ไม่น้อยที่ละเลยน้องสาวไปนาน เลยยอมตามมาที่กระท่อมกลางป่า อันเปนการแสดงให้เห็นว่าเขาก็มิใช่คนใจไม้ไส้ระกำถึงขนาดไม่ดูดำดูดีน้องในไส้แต่อย่างใด ถึงจะไม่ค่อยได้ดูแลก็ตาม คิดง่ายๆ ว่าก็เหลือกันอยู่แค่สองคนพี่น้องอะนะ (พูดแล้วซึ้ง...น้ำตาซึม!)

ในส่วนของเนื้อเรื่องก็ ...บลาบลาบลาาา-บลาบลาบลาาาา-บลาบลาบลาบลาาาาาา-บลาบลาบลาบลาบลาาาาาาาาาา... แต่ว่าเพิ่มดีกรีความโหดเลือดสาดให้มากขึ้นไปอีกหลายสิบเท่าตัว เพราะงั้น ใครที่ไม่เคยดูเวอร์ชั่นเก่าก็คงไม่จำเปนต้องดูก็ได้ เด๋วจะกลายเปนรู้สึกตลกกับหนังไปซะเปล่า! เพราะเทคนิคดูกระป๋องกระแป๋ง ฉากโหดน่าหวาดเสียวมีน้อย แถมเลือดก็น้อยกว่าเพราะมีอ้วกเพิ่มเข้ามาแทน แหวะสุดฤทธิ์อะ! แต่ถ้าใครสนใจจะดูไว้เปนความรู้ ก็เชิญเปิดเข้าไปในยูทูปได้จ้ะ เพราะมีให้ดูกันเต็มเรื่องเลย อีกส่วนที่ถือว่าเปนข้อดีของเวอร์ชั่นใหม่ คือการเปลี่ยนแปลงตอนจบ จากฉบับเดิมที่ให้ผู้ชายต้องผจญปีศาจเพียงลำพังในกระท่อมที่เหมือนกันเปนนรกอันปราศจากทางออก และเหตุการณ์ก็ดูจะเกิดขึ้นเวียนวนซ้ำซาก กลายมาเปนน้องสาวที่พี่ชายสามารถช่วยเหลือเธอให้รอดชีวิต รวมถึงรอดพ้นจากการโดนอำนาจปีศาจเข้าครอบงำ โดยที่ตัวเขาต้องยอมเสียสละชีวิตตนเองแทน ทว่ากว่าที่น้องสาวจะรอดชีวิตได้จริงๆก็ต้องโดนผีนรกคุกคามจนเลือดสาดหนักหน่วงอยู่เหมือนกัน น่าเหนื่อยใจแทน...

พอดูถึงฉากสุดท้าย ก็ให้นึกคิดแบบเดียวกับคนส่วนใหญ่ ที่มิได้มองว่าเหตุการณ์ร้ายกาจที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากอำนาจเร้นลับเหนือธรรมชาติ แต่เชื่อว่าจะต้องเปนฝีมือของอีนังขี้ยาตัวแสบ ที่ลงมือสังหารทุกคนอย่างโหดเหี้ยมวิปริตผิดมนุษย์แน่นอน ดูจากการที่นางดึงมือหลุดออกจากรถที่ทับอยู่แบบสดๆ แล้วก็ต้องว่าอีนี่แม่งบ้าเลือดฝุดๆ! ถ้าไม่เสี้ยนยาจัดก็ต้องอัพเข้าไปจนลืมตายกันเลยแหละ เพราะงั้นถ้าหนังจะมีภาคสองตามออกมา ก็เชื่อแน่ว่าอีนางเอกภาคนี้คงโดนจับเข้า รพ. บ้าตั้งแต่ฉากเปิดเรื่องแน่แท้ แล้วเรื่องราวจะเปนอย่างไรต่อไปก็ค่อยว่ากันอีกที

อย่างไรก็ดี มองในแง่ของการเปนหนังสะท้อนสังคม ก็เห็นได้ชัดว่า Evil Dead เวอร์ชั่นนี้ ทำเสนอถึงปัญหาสังคมทั้งในระดับ 'จุลภาค' คือปัญหาภายในครอบครัว และในระดับ 'มหภาค' คือปัญหายาเสพติด (หมั่นไส้ตัวเองอีกละ! กระแดะใช้ศัพท์แสงหรูหรา จุลภาค-มหภาคห่าเหวอะไรก็ไม่รู้ เขียนเองยังแปลไม่ออก ตอแหลชะมัด! แต่ที่ไม่ตัดออก หรือเปลี่ยนเปนคำอื่น เพราะมันดูเท่อะ เหอะๆ) ออกมาได้น่าสนใจ โดยเฉพาะเรื่องยาเสพติดนั้น หนังแสดงให้เห็นชัดเจนว่า มันคือยานรกที่ถูกจอมปีศาจจากอเวจีส่งมาเพื่อทำลายมนุษยชาติอย่างแท้จริง ใครก็ตามที่เผลอปล่อยให้ตนเองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับมัน ไม่เพียงแต่ตนเองจะต้องประสบกับความวิบัติฉิบหาย แต่กลับจะพาคนรอบข้างให้พบกับความหายนะถึงแก่ความตายตามไปด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้ ดังเช่นตัวละครทั้งห้าในหนังเรื่องนี้นั่นเอง :v

อีกเรื่องที่ดูจบตามมาติดๆ คือ Curse of Chucky ซึ่งเปนภาคที่ 6 แล้วของหนังชุด "แค้นฝังหุ่น" Child's Play (1988) ว่าด้วยเรื่องตุ๊กตาที่ถูกวิญญาณชั่วเข้าครอบครอง ทำให้มันกลายเปนตุ๊กตาปีศาจกระหายเลือด ฆ่าทุกอย่างที่ขวางหน้า สำหรับภาคใหม่ล่าสุดนี้ ทำเพื่อส่งลงโฮมวิดีโอโดยตรงก็จริง แต่พูดก็พูดเหอะ ถือว่าเปนหนังชุด "ชัคกี้" ที่ดูสนุก ตื่นเต้น และน่ากลัวใช้ได้ นับตั้งแต่ภาคแรกเมื่อ 25 ปีก่อนเลยเชียวหนา แถมหน้าตาของชัคกี้ภาคนี้ก็ดูร้ายๆปนกวนตีนฝุดๆ ตอนมันเตะถังน้ำทำไฟดูดผู้หญิงอะ หน้าแม่งชั่วร้ายมาก เห็นแล้วอยากเบิ้ดกะโหลกให้หายหมั่นไส้ แต่ก็กลัวมันจะเอามีดมาไล่กระซวกพุง เพราะงั้นดูอยู่เฉยๆดีกว่า >_<

สำหรับพล็อตเรื่องภาคนี้ ถึงจะไม่ใช่ prequel ของ Child's Play ก็จริง เพราะมีเนื้อเรื่องเฉพาะภาคให้เดินตามสูตรของหนัง slasher ให้ตุ๊กตาผีมันออกไล่ล่าฆ่าคนเปนว่าเล่นอยู่เหมือนเดิม แต่ภาคนี้มีการใส่รายละเอียดภูมิหลังของฆาตกรชั่วในช่วงก่อนที่มันจะกลายเปนตุ๊กตาปีศาจได้ค่อนข้างน่าสนใจ อีกทั้งวิธีการในการเลือกเหยื่อของมันก็แลดูเก๋ดี อีกอย่างคือมีความรู้สึกว่าดนตรีประกอบของหนังฟังคล้ายสกอร์เรื่อง Suspiria ของวง Goblin อยู่นะ คือฟังๆไปแล้วรู้สึกคุ้นหู สงสัยจะอุปาทานไปเอง แต่ก็นะ ฉากหลังของหนังซึ่งเกิดขึ้นในบ้านโบราณกรุกระจกสี ก็แลดูคล้ายๆฉากต้นเรื่องของ Suspiria ไม่น้อยเลย แถมนางเอกภาคนี้ดูไปดูมาคล้ายๆ เจสสิก้า ฮาร์เปอร์ นางเอก Suspiria เสียอีก เอ...งั้นไปเอา Suspiria มาดูใหม่ดีมั้ยเนี่ย พูดมากชักคิดถึง หุหุ :-P

ที่จริงคงเปนเรื่องบังเอิญ ที่ดูหนังสยองขวัญติดกันสองเรื่อง เจอนางเอกที่เปนคนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ทั้งคู่ คนหนึ่งติดยา อีกคนก็เปนอัมพาต ต้องนั่งรถเข็นตลอด แถมตอนจบหลังจากผ่านเรื่องราวร้ายกาจ กลายเป็นว่าต้องตกเปนจำเลยของสังคมต่อเหตุการณ์เลวร้ายที่ทำให้คนตายเปนเบืออีกต่างหาก เพราะใครจะเชื่อได้ลงอะเนาะ ว่าเหตุการณ์น่าสะพรึงเหล่านั้นมันเกิดขึ้นมาโดยอำนาจเร้นลับของภูตผีปีศาจ ก็ต้องคิดว่าเปนผลงานของนังบ้าโรคจิตด้วยกันทั้งนั้นแหละ

ก็ไม่รู้ว่ามันจะเกี่ยวกับการที่คนตะวันตกไม่ค่อยยอมรับเรื่องการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์และวิญญาณแบบชาวเอเชียหรือเปล่านะฮะ เวลามีเหตุร้ายอะไรเกิดขึ้น ถ้าเปนเพราะอำนาจลึกลับเหนือธรรมชาติ ก็มักจะผลักให้เปนการกระทำของคนที่ขาดสติสัมปะชัญญะไว้ก่อน วิญญาณร้ายในหนังผีฝรั่งเลยต้องมาในแนวสิงสู่เข้าครองงำจิตวิญญาณคนดีๆ ให้กลายเปนปีศาจบ้าเลือดอยู่ร่ำไป... :'-P

Friday, October 11, 2013

LOVE SYNDROME รักโง่ๆ (พ.ศ. ๒๕๕๖)


LOVE SYNDROME รักโง่ๆ 
(พันธุ์ธัมม์ ทองสังข์, พ.ศ. ๒๕๕๖)


เมื่อวานไปดูมาอะ หนังก็สนุกดีนะฮะ แบบว่ามีตลกหลายฉากให้ขำต่อเนื่อง แถมเปนตลกที่ไม่พยายามจะให้ตลกเหมือนหนังลักษณะเดียวกันที่ผ่านๆมา พูดตรงๆคือพวก 'สวีทตี้' ทั้งหลาย! จนแทบพูดได้ด้วยซ้ำว่าเรื่องนี้ดีกว่าหนังสไตล์เดียวกันทุกเรื่องที่เคยได้ดูมา (นอกจากกลุ่มสวีทตี้ก็คือจัดหนักแลกระแทกจิ้น) แม้มันจะดูยาวยืดยาดไปหน่อยก็ตาม แต่รวมๆถือว่าพอทนได้ นักแสดงหน้าตาดีและเล่นดีแทบทุกคน แต่ละคนต่างก็ฉายเสน่ห์ออกมาบนจอได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยตามสมควร ที่โดดเด่นมากคือ โตโน่ กับ ยิปซี ที่เล่นฉากต่อปากต่อคำกันได้ลื่นไหล ดูแล้วฮาและรื่นรมย์ไม่น้อย (อยากเห็นทั้งคู่เล่นหนัง screwball comedy ด้วยกันทันทีเบย) ขณะที่พาร์ทดราม่าของทั้งสอง ต่างก็ถ่ายทอดอารมณ์รัก อกหัก ผิดหวัง เศร้าซึ้ง เสียใจ ออกมาได้แบบ 'เอาตาย' อยู่เหมือนกัน สรุปสั้นๆได้ว่าเล่นดีทั้งคู่ 


อีกคนที่แม้จะออกมาน้อย เป็นแค่ตัวประกอบ แต่ก็ดูเด่นอะ (ไม่รู้อุปาทานไปเองป่าว) คือน้อง แจ๊ค กิตติศักดิ์ ที่เล่นเรียบๆ นิ่งๆ แต่แหม่... อารมณ์ที่ส่งออกมามันใช่ทุกฉากเลยทีเดียว โดยส่วนตัวชอบมากกว่าตอนเล่น เกรียน ฟิคชั่น อีกนะฮะ ส่วนอีกคนที่พูดได้ว่ารักนางฝุดๆ แต่จำชื่อไม่ได้ จำได้แต่ชื่อในหนังว่า 'พริกแกง' ซึ่งเล่นเปนสาวออฟฟิศ แต่บุคลิกห่างไกลจากความเผ็ดร้อนจัดจ้านของชื่อตัวลิบลับ คือมาแนวโก๊ะๆ เวิ่นๆ ตลอดเรื่อง บุคลิกของนางบางมุมดูคล้าย จันทร์จิรา จูแจ้ง สมัยเล่น พริกขี้หนูกับหมูแฮม อะ แทบว่าจะโขกกันออกมาเลยทีเดียว เพียงแต่จันทร์จิราดูเข้มแข็งกว่า แต่แม่ 'พริกแกง' ในหนังออกจะแหยๆ จนอยากจับไปกดชักโครกให้ได้สติ แต่นางก็เล่นดีโคตรๆเบย ดูแล้วรู้สึกว่านี่แหละคือตัวแทนของสาวออฟฟิศส่วนใหญ่ ที่มีชีวิตแต่ละวันจ่อมจมอยู่กับงาน และละครหลังข่าว กับความเวิ่นว่าสักวันจะมีเจ้าชายรูปหล่อมาเยือนชีวิต และนำพาเธอไปขัดสีฉวีวรรณความงามที่ถูกขี้เถ้าบดบัง จนกลายเป็นเจ้าหญิงโฉมงาม และครองรักกันอย่างเปนสุขสืบไป


ทว่าชีวิตจริง ถ้าทุกอย่างเปนจริงอย่างที่ฝันได้ง่ายๆอย่างนั้น ก็ดีอะดิ!


อย่างที่ได้บอกในสเตตัสก่อนหน้า หลังเพิ่งดูหนังจบ แต่คงไม่มีใครเห็นเพราะมันดึกเกิน ก็ขอบอกอีกละกันว่า ดูหนังเรื่องนี้แล้วรู้สึกเหมือนโดนอบรมเรื่องการปฏิบัติตนของผู้ผิดหวังในความรัก เพราะมันเป็นหนังว่าด้วยเรื่องของคนอกหัก รักคุด ตุ๊ด-ทอมเมิน ไปซะทุกตอน ประกอบด้วยเรื่องของหนุ่มที่ผิดหวังเพราะแฟนสาวที่รักมานาน ไม่ยอมแต่งงานด้วยเสียที แถมยังหนีไปเมืองนอกอีกต่างหาก, หญิงที่ไม่เคยเชื่อถือเรื่องความรัก แต่ดันมารู้จักความรักครั้งแรกกับคนมีเจ้าของแล้ว, สาวออฟฟิศเปิ่นๆ เชยๆ ที่หลงรักชายรูปหล่อเพอร์เฟ็คท์ จนยอมทำทุกอย่างเพื่อเขา ก่อนจะรู้ความจริงว่าเขาแค่ต้องการเธอไปเปนเพื่อนช่วยเลือกรองพื้น (กระเบื้องปูหน้า! 5555) สุดท้ายคือหนุ่มน้อยมัธยมที่แอบหลงรักเพื่อนทอม และพยายามทำทุกวิถีทางให้เธอเปลี่ยนรสนิยมจากตีฉิ่งเปนเป่าปี่แทน!


ซึ่งชัดเจนว่าบทสรุปความรักของทุกคู่ที่กล่าวมา ล้วนลงเอยที่ความผิดหวัง กระทั่งคู่แรกที่น่าจะทำให้เปนสมหวังได้ แต่หนังก็ไม่ยอมทำเช่นนั้น อาจเพราะต้องการยั่วล้อเสียดสีสูตรหนังรักโรแมนติกทั้งหลายที่คนส่วนใหญ่ชอบดู ดูแล้วก็เวิ่นตามไปแบบมีสติบ้าง ไร้สติบ้าง แต่กระนั้น หนังก็พยายามชี้ชวนให้คนดูพยายามทำสิ่งดีๆเพื่อความรักกันต่อไป แม้ว่าความรักนั้นจะมีแต่นำมาซึ่งความเจ็บปวด โศกเศร้า ร้าวใจ กับความจริงที่ว่าคนที่เรารัก แม้จะรักเราแต่ก็ลังเลไม่อยากใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเรา แถมยังเอาแต่วิ่งหนีอยู่ตลอดเวลา กับความจริงที่ว่าถึงจะรักมากแค่ไหน แต่เราก็ทำได้แค่มองคนที่รักมีความสุขอยู่กับคนที่เขารัก (ส่วนตัวเราจะเปนอย่างไรก็ช่าง มันเรื่องของกู! T__T) และกับความจริงที่ว่า แม้ไม่ได้เปนแฟน แต่ขอเปนเพื่อนก็พอ (โอว...น้ำซึมออกตาซะมิมี!)


ที่จริง หนังก็มีโมเมนท์เด็ดๆ ซึ้งๆ ฮาๆ จี๊ดๆ อยู่หลายตอน นั่งดูไปก็เพลิดเพลินเหมือนดูซีรีส์ซิทคอมของฝรั่งๆ ที่แป็บๆก็ยิงมุกเก๋ๆออกมาให้คนดูสตั้นกันไป แต่โดยส่วนตัว ก็อย่างที่บอกแล้ว ว่ารู้สึกเหมือนกำลังโดนผู้ใหญ่แก่ๆ มาเทศนาสั่งสอนในเรื่องผิดหวังจากรัก ประมาณเปนเพลงได้ว่า "หากจะรักแล้ว รักใครก็จงรักเถิด ความรักบรรเจิดพริ้งเพริศหนักหนา..." คือแม้นว่าเขาจะไม่รักเราด้วยเหตุผลบลาๆล้านแปด ก็ช่างปะไร! ในเมื่อหัวใจแลความรู้สึกเปนของเรา ยังไงเราก็ยังรักเขาได้อยู่ดี เพราะความรักเปนเรื่องสมบูรณ์ในตัวของมันเอง ฯลฯ ซึ่งจะว่าไป ประเด็นนี้ก็พอจะรับได้อยู่ เพราะ Verb to be กับมันอยู่ทุกวัน!


แต่ที่ทนไม่ได้ฝุดๆ คือการที่หนังเหมือนจะบอกผ่านเคสเล็กๆเคสหนึ่ง ว่าถ้าจะให้ดียิ่งๆขึ้นไปอีก ก็ต้องช่วยคนที่เรารักให้แม่งมีความสุขด้วยนะ แม้ว่าเราจะต้องกระอักจนแอบไปนั่งกลืนเลือดตัวเองเพียงลำพังก็ต้องทำ! เพราะแค่ได้รักเขาก็เท่ากับเรามีความสุขแล้วไม่ใช่เหรอ!! ...สำหรับประเด็นนี้ขอบอกตรงๆเลยละกันว่า "ส้นตีนแน่ะ! กูยังเปนคนอยู่นะ" เลยยังจมอยู่กับ "รักโง่ๆ" เหมือนไม่รู้จักจบจักสิ้นเสียที :'-P

Wednesday, October 9, 2013

GRAVITY (2013)



GRAVITY (Alfonso Cuaron, 2013)


ดูจบละ! อย่างที่บอกอะ ว่าอยากดูเพราะ พี่แสงดาว 'แซนดร้า บุลล็อค' บุญล้อม (ว่าที่จริง นางเล่นเรื่องไหนก็อยากดูทุกเรื่องแหละ รักนางมั่กๆ เลิฟฝุดๆ บ่องตง!) ไม่ได้อยากดู ลุงจอร์จ คลูนีย์ (เพราะรู้สึกเบื่อๆโดยไม่มีสาเหตุ แถมเรื่องนี้ดูแล้วก็เห็นว่าลุงแกเล่นบุคลิกเดิมๆ ทำเปนโปรยเสน่ห์ใส่สาวจนน่ารำคาญ ถ้ายังเปนแบบเมื่อก่อนตอน One Fine Day ก็ถือว่าน่ารักดี แต่ตอนนี้ไม่ไหวละ แก่!) อีกหยั่งคือรู้สึกว่านางไม่ค่อยได้เล่นหนังลักษณะนี้เท่าใด คือแนวไซไฟ ส่วนเรื่องนี้น่าจะจัดให้เป็น Sci-Fi Disaster ...หายนะภัยในห้วงอวกาศ อะไรเทือกนั้นได้แบบไม่ขัดเขิน มีฉากถล่มทลายใหญ่โตโอฬารตระการตาเอามากๆ จนชักรู้สึกเสียดายขึ้นมาตะหงิดๆว่าน่าจะยอมเสียเงินแพงไปดู IMAX 3D เพราะงานด้านภาพเรื่องนี้มันสุดอลังการและงามโคตรๆ แบบว่าการจะได้เห็นโลกจากมุมมองในอวกาศแบบนั้น ใช่ว่าจะมีคนได้เห็นด้วยตาตนเองกันสักกี่คน เพราะงั้นก็ต้องอาศัยได้ดูกันจากหนังที่มีคนอื่นถ่ายมาให้ดูกันนี่แหละ (เกิดเปนคนดูหนังธรรมดา มันสบายแบบนี้แล!)

พูดถึงพี่แสงดาวดีกว่า... ได้ยินว่าตอนแรกผู้กำกับคัวรอง ติดต่อเจ๊โจลี่ให้มาเล่นบทนี้ แต่โดนปฏิเสธไปสองรอบ พี่แสงดาวเลยมาคว้าไปแทน ซึ่งต้องถือว่าเจ๊โจลี่ตัดสินใจได้ถูกต้องแล้ว เพราะแม้ว่ามาดเจ๊จะดูเหมาะกับบทแอ็คชั่น แต่บทในเรื่องนี้ดูไม่ค่อยเหมาะกับเจ๊เท่าไหร่อะ ดูเหมาะกับพี่แสงดาวของน้องมอดมากกว่า แบบว่ามันเข้าทางนางฝุดๆ (ไม่ค่อยออกนอกหน้าเลยเนาะ! เหอๆ) คือเปนบุคลิกของคนอ่อนนอกเปราะใน... ไม่ใช่ 'อ่อน' นะ แต่ 'เปราะ' แบบพร้อมจะแตกหักเสียหายได้เลย อันเนื่องมาจากการสูญเสียลูกสาวคนเดียวไปตลอดกาล ทำให้นางใช้งานเปนเหมือนเกราะป้องกันตน เปนดั่งกำแพงที่สร้างขึ้นล้อมตัวเอง มิให้ความทุกข์โศกศัลย์มากล้ำกราย และถึงขั้นต้องหนีไปแสวงหาความวิเวกเงียบงันในห้วงอวกาศน่ะ แบบว่าบ้าฝุดๆ! ทำราวกับว่าบนโลกนี้ไม่มีที่ให้ยืนอยู่อีกแล้วงั้นแหละ ทั้งที่โลกก็แสนกว้างใหญ่ไพศาล แต่ก็นะ! คนเราต่างมีวิธีหาทางออกของความทุกข์แตกต่างกันออกไป การได้ขึ้นไปทำงานบนสถานีอวกาศก็น่าจะดีแหละ เพราะคนร่วมงานน้อย ปลอดคนมากวนใจ ได้เปนใหญ่เพียงคนเดียวในหน้าที่ที่ทำ จะไปไหนก็ไม่ต้องเดินให้เมื่อย แถมยังได้ดูวิวสวยๆจากนอกโลกทุกวันอีกต่างหาก

แต่ก็นั่นแหละเนาะ! ถ้าไม่เกิดความผิดพลาดหรืออุบัติเหตุขึ้นมา ไหนเลยคนเราจึงจะตระหนักรู้ได้ว่า การมีที่อยู่ที่ยืนบนโลกใบนี้นั้น เป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว...

อย่างที่ได้ดูในหนังกันอะนะ ว่าทันทีที่เกิดเหตุร้ายแรงขึ้น ส่งผลให้ทุกสิ่งอย่างเสียหายเกินกว่าจะแก้ไข ตัวนางเองก็ลอยละลิ่วปลิวคว้างไปในความเวิ้งว้างว่างเปล่าของห้วงอวกาศ อันหาขอบเขตที่สิ้นสุดมิได้ ไม่มีอะไรให้ยึดเหนี่ยวเกาะกุมทรงตัว ไม่อาจช่วยเหลือตนเองได้ มองไปทางไหนก็ไม่เห็นใครจะมาให้ความช่วยเหลือ มีแต่ความมืดมิดเปนเพื่อน ดูฉากนี้แล้วก็ให้นึกถึงเวลาคนเราตกอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ ซึ่งมันคงไม่แตกต่างจากนี้หรอกกระมัง คือมองไปรอบตัวก็เห็นเพียงความมืดดำ มีแสงสว่างเปนเพียงจุดเล็กๆเลือนลางอยู่ห่างไกลลิบลับชนิดที่ว่าหมดโอกาสจะไปถึง ขณะที่ตนเองก็ไม่อาจควบคุมบังคับการเคลื่อนไหวใดๆได้เลย ทำได้เพียงปล่อยให้ตนเองลอยคว้าง รอคอยความตายอยู่เช่นนั้น

ทว่าในความเปนจริงของชีวิตคนเรา ซึ่งไม่มีโอกาสได้ขึ้นไปพลัดหลงปลิวเคว้งคว้างกลางอวกาศ การตกอยู่ในความทุกข์อาจเปรียบได้ภาวะหมุนติ้ว 360 องศา ไร้สิ่งยึดเหนี่ยวในความมืดมิดดังกล่าวแล้วก็จริง แต่จะเห็นได้ว่า นั่นเปนเพียงสภาวะชั่วคราวที่เกิดขึ้นในจิตใจเราเท่านั้น เพราะที่จริง เรายังคงมีชีวิตอยู่ในโลกซึ่งมีแรงโน้มถ่วงคอยดูดดึงยึดเกาะตัวเราไว้ให้สามารถทรงตัว ยืนขึ้น และก้าวเดินต่อไปข้างหน้าได้เสมอ ด้วยขาทั้งสองข้างของเราเอง ดังเช่นในฉากสุดท้ายที่พี่แสงดาวของน้องมอด ได้กลับลงมาสู่พื้นโลกโดยสวัสดิภาพ แม้ว่าจะมีสภาพสะบักสะบอมยับเยินอยู่ไม่น้อยก็ตาม แต่นางก็ยังคงมีชีวิตรอด! กล้องถ่ายจับภาพจากมุมต่ำเงยขึ้นให้เห็นร่างของพี่แสงดาวพยายามทรงตัวลุกขึ้นยืนให้มั่นคงด้วยสองเท้า ก่อนจะก้าวเดินห่างออกไปด้วยอาการโผเผเซซัด

ดูฉากนี้แล้วทำให้รู้สึกได้ว่าการที่คนเราสามารถยืนขึ้นได้ด้วยขาทั้งสองข้างของตนเองนั้น มัน 'ยิ่งใหญ่' ที่สุดแล้ว! และด้วยขาทั้งสองข้างของเรานี่แหละ ที่จะพาเราไปได้ทุกๆแห่งหนในโลก ตราบเท่าที่เราไม่ยอมแพ้...  :'-P

Saturday, October 5, 2013

ม.6/5 ปากหมา ท้าผี (พ.ศ. ๒๕๕๖)



ม.6/5 ปากหมา ท้าผี (พชร์ อภิรุจ, พ.ศ. ๒๕๕๖)

ดูจบละ! หนังก็ดูเพลินๆดีนะฮะ ถึงจะย่อหย่อนความตลกไปบ้างเมื่อเทียบกับหนังชุด "หอแต๋วแตก" แต่โดยรวมๆถือว่าพอใช้ได้ เนื้อเรื่องไม่มีอะไรซับซ้อน แค่เด็กนักเรียนมัธยมอยากลองดี เลยชวนกันบุกเข้าไปในอาคารร้างของโรงเรียน เพื่อพิสูจน์ว่าตำนานเก่าแก่ที่เคยได้ยินมานั้น มันเป็นจริงหรือเปล่า และผีมีจริงหรือไม่!

หนังเล่นสนุกกับเหตุการณ์ที่เด็กกลุ่มนี้เจอผีหลอก ต้องวิ่งพล่านไปๆมาๆทั่วตึกอยู่นาน ดูๆไปก็เริ่มเบื่อขึ้นมาหน่อยๆ เพราะหนังออกจะพยายามเร้าอารมณ์ โดยเฉพาะดนตรีประกอบตึงๆตังๆที่เปิดตลอด แถมเสียงเด็กเปรตพวกนี้ก็แหกปากกันเก่งโคตรๆ กว่าจะเข้าเรื่องที่หนังซ่อนไว้เปนความลับก็นานพอสมควร ซึ่งก็ถือว่าโอเค อย่างน้อยผู้กำกับก็กล้าพอจะบอกคนดูอย่างตรงไปตรงมาว่า คนเปน 'ครู' ผู้มีหน้าที่อบรมสั่งสอนนักเรียนนั้น เอาเข้าจริงก็ยังเปนปุถุชน มีกิเลสตัณหา มีรัก-โลภ-โกรธ-หลง แบบมนุษย์ธรรมดาๆทุกประการ ฉะนั้นเลิกคิดกันเสียเถอะ ว่าคนเปนครูจะต้องประพฤติปฏิบัติตนงามพร้อม ทำตัวเปนแบบอย่างควรค่าแก่การเอาเปนเยี่ยงอย่างเสมอไป แต่ถึงงั้น คนเปนนักเรียนก็ควรต้องให้ความเคารพครูบาอาจารย์ตามสมควร ถึงแม้ครูจะไม่ทำตัวดีพร้อมไปซะทุกอย่าง แต่การจะเอาครูมาเหยียบย่ำเห็นเปนของสนุกก็ถือเปนเรื่องไม่ควรทำอยู่ดี อย่างที่บอกแล้วว่าครูก็เปนคน ย่อมทำอะไรผิดพลาดได้บ้างเปนของธรรมดา

ดูเรื่องนี้แล้ว เห็นจริงที่ว่าคนเอเชีย ไม่ค่อยปฏิเสธการมีอยู่ของภูตผีวิญญาณ โดยเฉพาะบ้านเราและจีน นอกจากไม่ปฏิเสธยังให้ความเคารพบูชาในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยช่วยปกปักรักษาเราให้แคล้วคลาดภยันตรายด้วยซ้ำไป แต่ถ้าหากดันไปทำอะไรให้ไม่พอใจ ก็เตรียมตัวโดนจับหักคอได้เบยยยยย... อย่างไรก็ดี ผีไทยออกจะแตกต่างจากผีประเทศอื่นอยู่หน่อย ตรงที่เป็นผีขี้ใจอ่อน ต่อให้เคียดแค้นอาฆาตสังคมและโลกสักเพียงใด แต่พอโดนออดอ้อนวิงวอนขออภัยหนักๆเข้าก็ยอมใจอ่อนจนได้ สุดท้ายก็ยอมไปผุดไปเกิดแต่โดยดีทุกที! จะว่าไปก็ถือเปนคาแร็คเตอร์ของผีในหนังผีไทยแท้ๆแต่ดั้งเดิม ที่แลดูว่าจะห่างหายไปนานนับตั้งแต่การถือกำเนิดขึ้นของผีซาดาโกะ (The Ring) กับผีคายาโกะ (Ju-On) ที่ทำให้ผีไทยยุคหลังกลายเป็นผีโรคจิต บ้าเลือด ฆ่าทุกอย่างที่ขวางหน้า จนลืมไปแล้วว่าเอกลักษณ์อย่างหนึ่งที่ทำให้ผีไทยไม่เหมือนชาติใดในโลก คือรู้จักคำว่า 'อโหสิกรรม' ....  :'-P