Sunday, December 14, 2014

คิดต่ออีกนิดกับ 'ไอฟาย...แต๊งกิ้ว เลิฟยู้' (พ.ศ. ๒๕๕๗)



คิดต่ออีกนิดกับ
'ไอฟาย...แต๊งกิ้ว เลิฟยู้' (พ.ศ. ๒๕๕๗)

คือแบบว่าาาาา...คราวก่อนน้องมอดออกจะรีบร้อนเขียน รีบร้อนโพสต์ไปหน่อยอะฮะ ^^ เห็นชาวบ้านเค้ารีวิวกันโครมครามๆ เราจะมัวช้าเชื่องเอื้องหลวงอยู่หาได้ไม่! เลยตัดสินใจเอาความไวเข้าสู้ #ก็นี่มันยุค4Gแย้วน้ออออ เขียนได้แค่ไหนก็แค่นั้น เพราะเด๋วมันก็จะผ่านเลยไปเมื่อมีสเตตัสใหม่ๆ Feed เข้ามา... เลยยังไม่ได้พูดในสิ่งที่ตั้งใจจะพูด #นี่ๆเชื่อปะว่าที่พล่ามไปคราวก่อนน่ะมันเปนแค่ช่วงอินโทรเท่านั้นเอง ^o^ พอจะวกเข้าเรื่องที่อยากพูด มันดันเขียนต่อไม่ได้ดื้อๆซะละงต้องกดส่งไปเท่าที่เขียนออก ณ โมเม้นต์นั้น ทั้งที่ในใจยังมีอะไรค้างๆคาๆ เหมือนอาหารไม่ย่อย เลยต้องลุกขึ้นมานั่งคิดนั่งเขียนจนถึงบรรทัดนี้ ซึ่งก็แลดูว่าจะ 'อินโทร' นานจนหาทางวกเข้าเรื่องไม่ได้อีกตามเคย 55555

เอาละฮะ! ได้เกริ่นมาอย่างโยกโย้-โอ้เอ้-โก้เก๋พอสมควร ขอเข้าประเด็นที่อยากพูดถึงหนังเสียที แต่ บอกอีกทีละกัน ว่าชอบหนังมากๆ มิใช่เพราะว่ามันเปนหนังดีงาม แต่เพราะมันเปนหนังตลก! ที่ทำออกมาแล้วตลก!!


พูดง่ายๆคือ ฮาอย่างชนิดที่เรียกว่าเยี่ยวเล็ดเยี่ยวราด แม้มันจะอุดมด้วยมุกตลกหยาบโลน-ถ่อยโสโครก-สถุนระยำ-ต่ำช้าน่ากลุ้มเพียงใด น้องมอดก็ไม่ถือสาแลยังคงเสพความบันเทิงจากความตลกเหล่านั้นได้โดยไม่รู้สึกดัดจริต-ตะขิดตะขวง #อดคิดไม่ได้ว่าฤๅตัวเราจะเปนมนุษย์จำพวกชอบเสพอาจมทางอารมณ์แน่แท้ เห็นฉากพระเอกเหวี่ยงกางเกงในจนแทบจะฟาดหน้านางเอกก็ขำ เห็นพระเอกอมน้ำแล้วพ่นใส่หน้าคนเหมือนหมอผีก็ยิ่งขำ แต่ที่ฮาบ้าบอคอแตกสุดๆ คือฉากเอาพลุปักตูดแล้วจุดไฟ แม้จะอดรู้สึกไม่ได้ว่ามันทำให้แลดูเปนหนังตลกเจ็บตัวแบบ Jackass มากไปหน่อย แต่ข้าพเจ้าก็ยังอุตส่าห์ขำ!

ไม่รู้ว่าความสำเร็จด้านรายได้อันมหาศาล จะดลจิตดลใจให้มีหนังตลกสไตล์เดียวกันแห่ตามออกมาหรือไม่ เพราะได้ยินคนพูดว่ารายได้หนังไทยค่อนข้างซบเซามาตั้งแต่ต้นปี พูดให้ชัดๆ คือทยอยเจ๊งกันถ้วนหน้า เพิ่งมีเรื่องนี้แหละที่เข้าฉายไม่กี่วันก็โกยไปแล้วเกือบร้อยล้าน #บ้าคลั่งมาก แต่ไม่แน่หรอกเนาะ ขนาด พี่มากฯ ได้ตั้งพันล้าน ยังมีคนทำตามแค่ไม่กี่เรื่อง แสดงว่าคนทำหนังไทยยุคนี้มีความหยิ่งทะยงในตัวตนมากขึ้นละมัง คือไม่ยอมก้าวตามรอยเท้าใครเด็ดขาด แม้ว่าทำออกมาแล้วจะได้เงินก็ตาม (อย่างที่รู้กันว่า คนไทยทุกวันนี้เครียดจนจะเปนบ้าตายไปทั้งประเทศละ! ถ้าหากมันจะมีหนังบ้าบอคอแตกที่ช่วยไม่ให้สติแตก-แอบไปนั่งร้องไห้-คิดฆ่าตัวตายเสียก่อน ก็ต้องถึงว่าเปนบุญกุศลนะฮะ #นี่พูดจากประสบการณ์ส่วนตัวเลยละ :P )

สิ่งที่ดีที่สุดของหนังเรื่องนี้ (คหสต. นะเธอว์ ^^) คือการผสานอารมณ์ตลกขบขัน-โปกฮา-กวนบาทาเข้ากับอารมณ์โรแมนติก-ชวนฝัน-เวิ่นเว๊อเพ้อรักได้ลงตัว อันเปนสิ่งที่ขาดแคลนอย่างหนักเมื่อครั้ง ATM เออรักเออเร่อ ซึ่งปนหนังดูสนุกที่ไม่น่าประทับใจ ต่างจาก ไอฟายฯ ที่ดูสนุกและมีความน่าประทับใจแทรกซ่านซึมเปื้อนอยู่เต็มเปี่ยม ทำให้เรื่องราวความรักในหนังดูมีประเด็นที่จับต้องได้มากขึ้น แทนการปล่อยให้คนดูนั่งหัวเราะขำๆ ไปกับมุกตลกที่ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทว่าดูจบแล้วก็ลืมๆ กันไป ไม่มีสิ่งใดตกค้างไว้ให้ครุ่นคำนึง

อย่างหนึ่งที่รู้สึกทึ่งมากๆ คือการสร้างคาแร็กเตอร์พระเอกออกมาได้สุดยอด คือโคตรจะเปนผู้ชายแข็งกระด้าง-ปากหมา-หยาบคาย หลายฉากถึงขั้น 'ถ่อย'  ซึ่งก็เปนคาแร็กเตอร์ผู้ชายที่พบเห็นได้ทั่วไปแหละ #เท่าที่เคยเห็นๆมามันกากยิ่งกว่าในหนังด้วยซ้ำ แต่นี่อาจเปนครั้งแรกที่ได้เห็นผู้ชายบุคลิกต่ำๆ หยาบช้าแบบนี้กลับมาเปนพระเอกในหนังไทยอีกครั้ง (วงเล็บไว้หน่อยว่า...นับตั้งแต่สิ้นสุดยุค อาเปี๊ยก-พิศาล อัครเศรณี กันเลยทีเดียว ^_^) ถ้าเทียบกับพระเอกใน กวนมึนโฮ รายนั้นก็แทบจะเปนเด็กมารยาทงามไปเลยละ

อาจเปนเพราะ ซันนี่ สุวรรณฯ เล่นบทนี้ได้ดีมาก #ไม่รู้ว่าอินเนอร์แรงหรือตัวจริงเปนยังงั้น 5555 แต่สีหน้าสีตา-ท่าทาง-การพูดการจาที่ออกมา ดูแล้วต้องบอกเลยว่า "มันใช่อะ!!" นี่ยังนึกไม่ออกเลยนะ ว่าถ้าไม่ได้ซันนี่มาเล่น ใครจะเล่นได้ 'น่าเชื่อถือ' แบบนี้ เพราะมันมิใช่แค่บุคลิกกากๆ-ก่อกวนอวัยวะเบื้องต่ำเท่านั้นหรอกที่เขาแสดงได้สุดยอด แต่ในส่วนของอารมณ์รักโรแมนติก เขาก็ถ่ายทอดออกมาได้น่าเชื่อเช่นกัน ว่าผู้ชายถ่อยๆคนนี้ มันรักนางเอกจริงอะไรจริง! #ขนาดผู้หญิงแรดๆสำส่อนๆมันยังคิดจะไปง้อขอคืนดีอะ ไม่ใช่คิดแค่ฟันแล้วทิ้ง-ดิงดองอย่างเดียว แถมนางเอกก็ดันไปหลงรักเขาเข้าให้เต็มเปา หนังเลยจบลงอย่างแฮ็ปปี้ดีพร้อมไปตามฟอร์ม GTH ^-^

แต่พูดก็พูดเถอะเนาะ! น้องมอดดูหนังจบแล้ว กลับไม่รู้สึกว่าผู้หญิงดูแล้วจะเกิดอารมณ์เพ้อฝันคล้อยตามความโรแมนติกของหนังสักเท่าไหร่ อาจเปนเพราะหนังเลือกที่จะให้นางเอก (ไอซ์ ปรีชญา) ไม่ยอมลงเอยกับนายปริ๊นซ์ชาร์มมิ่ง (ตู่ ภพธร) ที่นำรองเท้าแก้วมาให้ลองสวม รวมถึงขอเสนอตัวเปนแฟน แต่นางเอกกลับเลือกจะเดินไปตามความรู้สึกของตนเองล้วนๆ ซึ่งก็ถูกอะนะ ที่คนเราควรเลือกทำอะไรตามใจตนเองมากกว่าทำไปเพราะสถานการณ์บังคับ

แต่ก็นั่นแหละ อาจถือเปนความแสนกลของคนเขียนบทก็ได้ ที่ทำให้คนดูเห็นข้อดีของพระเอกถ่อยมากกว่าเห็นข้อเสียของนายปริ๊นซ์ชาร์มมิ่ง กล่าวคือ ถึงแม้พระเอกจะหยาบ-กาก-กุ๊ย-เต่าถุยมากมาย แต่เขาก็ 'แมน' พอที่จะออกโรงปกป้องดูแลนางเอกอย่างเต็มที่ ไม่เคยฉวยโอกาสเลย ทั้งที่มีโอกาส(ปล้ำ)ตั้งมากตั้งมาย เปนผู้ชายโง่ๆ ทึ่มๆ ที่แสนจริงใจ และที่ชวนให้ได้ใจเอามากๆ คือเขาเปนคนมั่นคงซื่อตรงกับความรักอย่างหาตัวจับยาก ขณะที่ข้อเสีย ของนายปริ๊นซ์ชาร์มมิ่งกลับไม่ค่อยมีอะไรมากมาย รวยเกินไป #งั้นเหรอ! นิยมการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เช่นซื้อรองเท้ามาตั้งมากมายมาเอาใจผู้หญิงเนี่ยนะ+ ชอบฟังเพลงเพื่อชีวิตซึ่งดูขัดกับบุคลิกสุดๆ รวมถึงชอบเล่นมุกตลกเชยๆ ทำเอาขำไม่ทัน #ไม่รู้ว่ามุกหรืออะไร เอาเปนว่าเท่าที่ดูๆ นายปริ๊นซ์ฯ ก็ไม่มีข้อเสียอะไรที่ใหญ่โตคอขาดบาดตายถึงขนาดที่นางเอกสมควรจะขอเลิก แล้วหันไปคว้านายกระจอกมาเปนแฟน โดยให้เหตุผลว่าผู้หญิงก็ไม่ได้อยากมีชีวิตแบบในเทพนิยาย บลาๆ นั้น ฟังแล้วก็รู้สึกว่ามันคำพูดที่สวยหรูดูดีอะนะ

แต่อดคิดไม่ได้จริงๆ ว่าการเหตุผลดังนั้น มันน่าจะเปนความคิดของผู้หญิงยุค 'แผ่นดินของเรา /เรียมเอง' อะปะ คือเปนพวกเลือกที่จะบูชาความรักและความปรารถนาของตนเหนือสิ่งอื่นใด ต่อให้ผู้ชายจะยากจน-เลว-ห่วยแตกสักแค่ไหน แต่หากเขาเปนชายหนุ่มที่หล่อนรัก ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟหรือก้าวลงสู่โลกันต์นรกขุมไหน หล่อนก็ยินดีจะตามไปกับเขาอย่างไม่หวั่นพรั่นเกรงสิ่งใดเลย...อะไรเทือกนั้น!!

ขอถามหน่อยเหอะ...ว่าจะมีผู้หญิงยุคนี้สักกี่คน จะตัดสินใจแบบเดียวกับนางเอก หากว่าต้องตกอยู่ใน 'รองเท้าเบอร์เดียวกัน'

(ตอบตามประสาคนไม่มีมดลูกอย่างน้องมอด ก็ต้องโอเคกับนายปริ๊นซ์ฯ ไปก่อนแหละ ถึงแม้จะแลดูน่าเบื่อและไม่เร้าใจอะไรเลย แต่ 'ความรวย' ก็น่าจะช่วยบันดาลหลายสิ่งอย่างให้ได้ราวกับมีแก้วสารพัดนึกในมือ #ใครจะว่าเห็นแก่เงินก็ยอมละยุคนี้เกลือแพงจะตาย #ไหนใครไม่อยากมีผัวรวยยกมือขึ้น! ส่วนการจะเลือกลงเอยกับพระเอกกระจอกๆ บุคลิกเถื่อนถ่อย ก็น่าจะเปนด้วยเหตุผลเดียว คือเพราะมันเปนผู้ชายหน้าตาดี และมีเซ็กส์ที่เร้าใจ #ตามคำบรรยายสรรพคุณของเมียเก่า นอกนั้นก็ธรรมดาไม่มีอะไรน่าสนใจเลยสักนิด!)

หากมองในแง่สิทธิสตรี การที่นางเอกเลือกร่วมหัวจมท้ายเปนแฟนกับนายกระจอก แทนที่จะตกลงปลงใจกับนายปริ๊นซ์ชาร์มมิ่ง ก็แลดูเปนการลิขิตเส้นทางเดินในชีวิตที่น่าชื่นชม เพราะนางเอกนั้นก็ทั้งสวยทั้งฉลาดทั้งสามารถหาเลี้ยงตนเองได้ การจะมีสามีรวยจึงสู้การมีสามีหล่อๆ แมนๆ ไม่ได้ ด้วยประการฉะนี้

พูดกันตรงๆ คือ เงินทองหาเองได้ แต่เซ็กส์เริ่ดๆ นั้น เมื่อลอยมาก็ต้องรีบคว้าไว้ อะไรทำนองนั้น ^^ ส่วนต่อไปจะเกิดอะไรตามมา เช่น จะกลายเปนกระสอบทรายให้ซ้อมมือแทนข้าวหรือเปล่า ปล่อยให้เปนเรื่องของอนาคตเหอะ! 5555

คิดไปคิดมา กลายเปนว่าน้องมอดดูหนังแล้ว กลับคิดว่าผู้ชายต่างหากที่น่าจะเพ้อไปกับหนังได้มากกว่าผู้หญิง เอาง่ายๆ คือหนังให้เห็นว่าพระเอกนั้นช่างมีบุคลิกเถื่อน-ถ่อย-สามหาว ทั้งกิริยาแลวาจา แต่นางเอกก็ยังหลวมตัวไปหลงรักได้อะ! เพราะถ้าให้พูดแบบถึงที่สุดจริงๆ น้องมอดก็มีความรู้สึกว่าหนังออกจะมองผู้หญิงอย่างค่อนข้างคับแคบอยู่มาก คือมีแค่สองแบบ หนึ่งคือสาวเรียบร้อย ไม่ประสีประสาเรื่องเพศ เห็นแค่ขนหน้าท้องพระเอกแพล็มๆ ก็สะดุ้งเหมือนกุ้งถูกลวกแบบนางเอก ออกแนว 'อินโนเซนส์เรื่องเซ็กส์' กับสองคือสาวไวไฟ-ร้อนแรง-ทะลักจุดแตกทุกองศาแบบแฟนเก่าพระเอก พูดง่ายๆคือ 'เห็นเซ็กส์เปนอาหาร'

จะว่าไป ผู้หญิงสองประเภทดังกล่าว ก็คือภาพของผู้หญิงที่มักปรากฏในความคิดของผู้ชายที่ชอบถือ(เอาเอง)ว่าตนเปนใหญ่ในสังคมนั่นแล... :'-P

No comments: