สตรีเหล็ก ตบโลกแตก
(พจน์ อานนท์, พ.ศ. ๒๕๕๗)
ก็ไม่รู้สินะฮะ แต่ถ้าเทียบกับเรื่องที่แล้ว 'ว้ายเป้งง เก้งกระหึ่มโลก' เรายังรู้สึกว่าเพลินกับหนังได้มากกว่า แบบว่าเรื่องนี้มันออกจะเอะอะมะเทิ่งมากๆ พูดให้ชัดๆคือ เสียงดังหนวกแทบทุกนาที เพราะตัวละครกะเทยทั้งหลายคอยแต่จะกรี๊ดกร๊าดใส่กันตลอดเวลา ไม่เข้าใจว่ามันจะแหกปากใส่กันทำไม พูดแบบคนธรรมดาๆพูดกันไม่ได้หรือไร ถึงต้องมี 'ดราม่า' ใส่กันตลอด
แต่คิดอีกที มันคงเปนธรรมชาติของคนกลุ่มนี้ที่มองจากสายตาของผู้กำกับละมัง (ตรงนี้คงปฏิเสธไม่ได้ ว่าคนสร้างงานมองโลกและสิ่งต่างๆรอบตัวด้วยสายตา ด้วยความคิด มุมมอง และทัศนคติแบบใด เรื่องพวกนั้นก็ย่อมสะท้อนออกมาในผลงานที่เขาทำนั่นแหละ ^^) แบบว่ามันเปนวัฒนธรรมเฉพาะกลุ่ม เจอหน้ากันต้องมีกรีดเสียง ต้องจิกตา จิกกัดด่าทอกันก่อน เพื่อแสดงความเปนพวกเดียวกัน เหมือนคนไทยเจอกันก็ต้องยกมือสวัสดี อะไรเทือกนั้น ซึ่งถ้ามีแค่คนสองคนก็ยังพอทนไหว แต่นี่มันตั้งหกเจ็ดคน เลยออกจากเวียนหัวเวียนหูอยู่สักหน่อย แต่นี่ก็เปนสิ่งที่ปรากฏในหนังกะเทยของพจน์ อานนท์ทุกเรื่องอยู่แล้วนี่เนาะ คือตัวมีตัวละครกะเทยเยอะๆมาแย่งกันพูด ให้ฟังแล้วรู้สึกวุ่นวายเอะอะเอ็ดตะโรอยู่ตลอดเวลา
แต่พ้นจากเรื่องน่ารำคาญหูพวกนี้ไปแล้ว หนังก็พอดูได้อยู่นะฮะ แต่ก็พอดูได้ภายใต้ความเปน 'หนังกะเทยของพจน์ อานนท์' อะเนาะ คือต้องทำใจไว้เลยว่า เมื่อเข้าไปดูก็จะต้องได้เห็นฉากแต่งตัวที่ดูหลุดโลกมากๆ ได้เห็นฉากเหตุการณ์ที่ชวนให้รู้สึกว่ามันออกจะเพี้ยนๆ ไม่ค่อยมีตรรกะหนักแน่นรองรับอยู่ตลอด ซึ่งถ้าดูโดยไม่ต้องคิดตามอะไรเลย คือดูผ่านๆเหมือนเวลาดูอะไรที่ไม่ต้องเอาเปนเอาตายกับมัน แม้จะไม่ช่วยให้ดูหนังสนุกมากขึ้น แต่ก็ทำให้รู้สึกทุกข์ทรมานน้อยลงอย่างได้ผล คิดเสียว่าได้ดูอะไรแปลกๆที่ไม่ค่อยมีผู้กำกับหนังไทยคนใดทำให้ดูก็แล้วกัน ถึงมันจะดู 'อี๋' บ้างอะไรบ้างก็ช่างเถอะ โดยเฉพาะความ 'เมโลดราม่า' ในระดับโลกแตก คือหนักหน่วงรุนแรงและจัดเต็มทุกซีน อะไรก็ตามที่เว่อร์ได้ในระดับ 4 หรือ 5 ก็เต็มทีละ! ถ้ามาอยู่ในมือพี่พจน์ มันจะกลายเปนเว่อร์ระดับ 8-9-10 ได้ในทันที ซึ่งก็ถือเปนเอกลักษณ์เฉพาะตัวในหนังของผู้กำกับท่านนี้เช่นกัน #สมควรอนุรักษ์ไว้เพราะไม่มีใครทำกันแล้วววว 5555
อย่างหนึ่งที่คิดว่าน่าสนใจไม่น้อยในสตรีเหล็กเวอร์ชั่นนี้ คือการนำเสนอถึงพฤติกรรมทางเพศอันหลากหลายของตุ๊ด-เกย์-กะเทย ซึ่งมิได้จำกัดอยู่แค่เรื่องกะเทยที่ต้องผิดหวังเพราะไปแอบรักผู้ชายอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ในเรื่องนี้เราได้เห็นว่า แม้แต่กะเทยแต่งหญิงด้วยกันเอง ก็ยังหันมา 'กินกันเอง' ได้ แม้จะโดนอิทธิฤทธิ์ของความเมาเข้าครอบงำก็ตาม แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือพอปรับความเข้าใจกันได้ ทั้งคู่ก็ยอมรับถึงสถานภาพระหว่างกันที่เปลี่ยนจากเพื่อนสนิทกลายมาเปนผัว-เมียได้อย่างไม่ขัดเขิน
แต่ที่ทำให้รู้สึกว่าเปนความกล้าหาญและน่าทึ่งมากๆในหนังเรื่องนี้ คือการที่พี่พจน์มีฉากกะเทยแต่งหญิงเปนฝ่าย 'บุกประตูหลัง' ผู้ชายแมนๆ โดยที่ฝ่ายชายก็เต็มอกเต็มใจเสียด้วย ซึ่งเข้าใจว่าพฤติกรรมทางเพศแบบนี้ออกจะเปนเรื่องที่ขัดต่อความเข้าใจของคนส่วนใหญ่อยู่มาก #และอาจถึงขั้นทำความเข้าใจไม่ได้เลย ว่าเหตุใดผู้ชายแมนๆ ถึงยอมตนให้กะเทยแต่งหญิงเปนฝ่าย 'รุก' ในเมื่อบทบาทนี้ควรจะเปนของผู้ชาย ส่วนกะเทยแต่งหญิงก็ควรจะต้องเปนฝ่าย 'รับ' หรือ 'โดนผู้ชายรุก' สถานเดียวหรือมิใช่? แม้ว่าหนังจะถ่ายทอดฉากนี้ออกมาให้ดูเปนเรื่องตลก แต่มันก็สะท้อนให้เห็นว่าบทบาทและพฤติกรรมทางเพศของมนุษย์เรานั้นเปนสิ่งที่ลื่นไหลได้ ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์บงการ... :'-P

No comments:
Post a Comment