สิ่งเล็กเล็กที่น่าร็อก
(พุฒิพงษ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร,
พ.ศ. ๒๕๕๗)
หนังสนุกพอใช้ได้ แต่เฉพาะช่วงต้นๆเรื่องเท่านั้นนะฮะ คือช่วงที่ให้น้องตุ๊ดสามใบ(ไม่)เถา ออกมาเล่นมุกจิกกันด่าทอกันฉันเพื่อนรักนั่นน่ะ บอกตรงๆเลยว่าชอบมากกกกกก! นั่งฮาตลอด จนนึกอยากให้มีคนเอาเฉพาะน้องสามตุ๊ดนี้ไป spin off เปนหนังอีกเรื่องหนึ่ง จะใช้ชื่อว่า 'จิ๋มเล็กเล็กของตุ๊ดเด็ก' หรืออะไรก็ว่ากันไป เพราะเท่าที่ดูจากในหนัง ก็แลดูว่าแต่ละนางจะมีบุคลิกที่ต่างกันชัดเจน จนน่าจะนำมาขยาย-แตกไลน์กลายเปนหนังอีกเรื่องได้ แต่ขอไว้ก่อนเลยว่าต้องเปนหนังตลกเท่านั้นนะฮะ #จะรีบไปเข้าแถวรับบัตรรอบสื่อเปนคนแรกเลย 55555555...
อ่อ และขอไว้อีกอย่างด้วยนะ ว่าอย่าได้พยายามใส่ประเด็นความแตกต่างทางเพศ คนเราเกิดมาแตกต่างกัน ใครอยากเปนอะไรก็ปล่อยให้เปน บลาๆ อย่างที่นำเสนอไว้ในหนังเรื่องนี้เลย ถึงจะเข้าใจว่าเปนการพูดรวมๆกันระหว่างเรื่องความเปนตุ๊ด กับการเปนลูกที่ถูกพ่อบังคับ แต่เท่าที่เห็นในหนังมันแลดู 'ยัดเยียด' ไปหน่อย นั่งๆดูไปก็รู้สึกอึดอัดปนรำคาญว่าจะมาพร่ำๆคร่ำครวญอะไรกันนักหนาอะ #ฟังแล้วเพลียหู
เพราะงั้นตั้งแต่ช่วงกลางๆเรื่อง...ช่วงที่ตัวละครแห่กันเข้าบ้านนักล่าฝันของ ป้าปูเป้ ที่รับบทโดย พี่ปู แบล็คเฮด ซึ่งไม่รู้ว่าได้ค่าเหนื่อยเท่าไหร่ ถึงได้ยอมมาเล่นบทที่บุคลิกตรงข้ามกับภาพลักษณ์อันสร้างสมมานานนับสิบปีได้ถึงขนาดนี้!! แต่จะว่าไปพี่ปูก็เล่นดีมากๆเลยนะฮะ แบบว่าเปนตุ๊ดแก่ที่ไม่แรด เพราะทะนงตนว่าเปนผู้ดีเก่าราวกับเปน นอร์ม่า เดสมอนด์ #SunsetBoulevard กลับชาติมาเกิด! แต่มองบางมุม หน้าพี่ปูดันเหมือน มิสฮาวิแชม #GreatExpectations เวอร์ชั่น แอนน์ แบนครอฟฟ์ ไปซะได้ #สวยสะพรึงตึงโป๊ะมาก ^_^ ก็เลยออกจะเบื่อๆขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ เพราะหนังดูเหมือนจะทิ้งน้องตุ๊ดทั้งสามไปหน้าตาเฉย แล้วหันไปเล่าเรื่องความรักของพระเอกกับนางเอกแทน แถมยังเน้นเรื่องที่พระเอกขัดแย้งกับพ่อด้วย เลยรู้สึกเนือยๆ และไม่ชวนให้อยากติดตามเท่าไหร่
แถมประเด็นที่หนังนำเสนอก็ดูผิวเผิน ไม่ค่อยซีเรียสจริงจังเอาเสียเลย #ก็หนังตลกนี่จะหวังอะไรได้ล่ะ อย่างพระเอกที่ยอมลงทุนแอ๊บตุ๊ด ทั้งที่ตนเองเปนชายรักหญิง ด้วยเหตุผลที่ไม่ชวนให้รู้สึกเลยว่ามันเมคเซ้นส์ คือไม่อยากเปนทหาร แต่อยากเปนอะไรก็ไม่ยักบอก ดันบอกเปนตุ๊ด #เวรกรรมตรงที่ดันแอ๊บได้เนียนราวกับเกิดมาเพื่อเปนตุ๊ดยังไงยังงั้น ส่วนนางเอกนั้น อยู่ๆก็ดันหลงรักตุ๊ดขึ้นมาเสียดื้อๆ ดูแล้วไม่เชื่อเลยว่ามันจะเปนไปได้ ถ้าเปลี่ยนให้พระเอกแอ๊บเกย์ แล้วนางเอกไปชอบยังจะดูน่าเชื่อถือกว่า #ถ้างั้นก็ไปดูหนังเรื่องอื่นเถอะไป๊... :P
จะว่าไป การที่พ่ออยากให้ลูกชายเปนทหาร เพราะครอบครัวเปนทหารกันมาทุกรุ่นนั้น มันออกจะเปนเงื่อนไขเก่าแก่แต่โบราณของหนังไทยเมื่อยุคยี่สิบสามสิบปีก่อนโน่น แต่ก็เอาเถอะฮะ แพ็ทเทิร์นของคนเปนพ่อแม่ที่มีหัวคิดไดโนเสาร์ก็มีอยู่ไม่กี่แบบ ถ้าไม่ใช่กรณีอยากให้ลูกทำความฝันแทนตัวเอง ก็อยากให้ลูกเปนอย่างที่ตัวเองเปน บลาๆ ทว่าที่น่ากลุ้มใจกว่า คือ รีแอ็คชั่นของลูกชายที่ถูกพ่อตะบี้ตะบันบังคับข่มขืนจิตใจมาตั้งแต่เด็ก พูดให้ชัดเจนคือ คนดูไม่รู้เลยว่าทำไมลูกชายถึงไม่อยากเปนทหาร ถ้าให้เดาก็น่าจะเปนเพราะเบื่อหน่ายที่พ่อชอบวางอำนาจ ทำตัวเปนผู้บังคับบัญชามากกว่าจะทำตัวเปนพ่อกับลูก เลยทำให้ลูกต่อต้าน ซึ่งไปๆมาๆ น้องมอดว่าตัวพี่ชายพระเอกกลับจะดูมีท่าทีต่อต้านพ่ออย่างชัดเจนกว่า ตรงที่ประพฤติตัวตามใจพ่อทุกอย่าง ทั้งเรียนดี เล่นกีฬาเก่ง แต่ดันสอบเข้าทหารไม่ติด ทำให้พ่อต้องหันมาตั้งความหวังกับพระเอกซึ่งเปนลูกคนเล็กแทน (แอบลุ้นเหมือนกัันว่าตอนท้ายๆจะมีเฉลยให้รู้ว่าพี่ชายก็ต่อต้านการวางอำนาจของพ่อเหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ไม่มี #FAIL!)
ที่จริงก็นึกเสียดายอยู่หน่อยๆนะฮะ ว่าหนังน่าจะลงลึกเกี่ยวกับประเด็น 'ตัวตนทางเพศ' ให้ลึกกว่านี้อีกหน่อย ไหนๆก็เอาเรื่องผู้ชายแอ๊บตุ๊ดมาเล่นแล้ว น่าจะทำให้ดูดีมีประเด็นน่าสนใจขึ้นได้ เช่น อาจให้พระเอกได้เรียนรู้ว่าการเปนตุ๊ดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แค่นึกอยากเปนก็เปน นึกอยากเลิกก็เลิก เลิกแล้วก็กลับเปนแมนๆไปกินขี้-ปี้หญิงเหมือนเดิม #ฟังเหตุผลของมันแล้วอดคิดไม่ได้ว่าน่าจับไปให้ทหารลงแขก แต่ในเมื่อหนังวางตัวเองไว้ที่ความเปนหนังบันเทิงเบาสมอง ซึ่งปมปัญหาทุกอย่างที่ผูกไว้ย่อมถูกคลี่คลายโดยง่ายๆ เพื่อให้คนดูรู้สึกรื่นเริงใจหลังจากดูหนังจบ เพราะงั้นก็อย่าไปนึกเสียดายแทนหนังมันเลยฮะ นึกเสียดายเวลาของตัวเองดีก่าาาาา... :'-P


No comments:
Post a Comment