Tuesday, January 20, 2015

AMERICAN SNIPER (2014)



AMERICAN SNIPER
(Clint Eastwood, 2014)

หนังก็ดีฮะ... ดูสนุกตามสไตล์ปู่ คลิ้นท์ อีสต์วู้ด คือเล่าเรื่องด้วยท่าทีเคร่งขรึม-จริงจัง-หนักแน่น-พุ่งเข้าประเด็นที่ต้องการนำเสนออย่างไม่วอกแวก #พูดราวกับดูหนังปู่มาทุกเรื่องทั้งที่ดูไม่กี่เรื่องเอง ^^ เรื่องนี้พูดถึงเรื่องราวชีวิตพลซุ่มยิงผู้ได้ชื่อว่าสังหารข้าศึกมากที่สุดในประวัติศาสตร์กองทัพสหรัฐฯ ซึ่งทำให้เขาได้รับการยกย่องเชิดชูในฐานะวีรบุรุษสงคราม เนื่องด้วยสิ่งที่เขากระทำนั้น แม้ว่าจะเปนการเข่นฆ่าผู้คน หรืออีกนัยหนึ่งคือ 'ฆาตกร' แต่มันกลับช่วยปกป้องชีวิตของทหารจำนวนนับไม่ถ้วนที่เข้าร่วมรบในสมรภูมิ ไม่รวมกับที่เขาช่วยแบบประชิดในท่ามกลางดงกระสุนอีกไม่รู้เท่าไหร่ เห็นได้ในฉากที่มีอดีตทหารผ่านศึกนายหนึ่งเข้ามากล่าวคำขอบคุณเขาที่ช่วยให้ตนมีชีวิตรอดกลับมาหาลูกเมียที่บ้าน แม้จะมาในสภาพในครบ 32 แต่ก็ยังดีกว่าไม่เหลือแม้กระทั่งลมหายใจ ซึ่งนั่นทำให้สถานะของเขาแลดูเปน 'ซูเปอร์ฮีโร่' ในโลกปัจจุบันได้อย่างน่าทึ่ง

กระนั้น หนังให้คนดูเห็นว่า คริส ไคล์ (แบรดลี่ย์ คูเปอร์) มิได้ปลื้มเปรมไปกับถ้อยคำสรรเสริญที่ได้รับมาสักเท่าไหร่ ด้วยว่ามีหลายครั้งหลายหนที่เขาต้องเหนี่ยวไกปล่อยกระสุนสังหารผู้หญิงและเด็กอย่างเหี้ยมเกรียม แม้จะเปนการทำตามหน้าที่ ทำเพื่อประเทศชาติ โดยรู้อยู่แก่ใจว่าคนพวกนั้นคือ 'ศัตรู' มิใช่ผู้บริสุทธิ์ที่ตกเปนเหยื่อเพราะผลพวงจากสงครามดังที่ชาวโลกเข้าใจ แต่นั่นก็มิได้ช่วยให้เขาเกิดความสบายใจขึ้นเลย

ไม่เพียงเท่านั้น ในอีกฉากที่เขาเล็งเป้าไปยังเด็กน้อย ซึ่งหยิบปืนยิงจรวดขึ้นประทับบ่า หลังจากที่เขาสอยมือยิงร่วงดับไปแล้ว โดยเขาก็ได้แต่เฝ้าภาวนา ขอให้เด็กน้อยผู้นั้นทิ้งปืนลง ไม่เช่นนั้นก็จำเปนที่เขาจะต้องฆ่าเด็กอีกครั้งอย่างเลี่ยงไม่ได้ แสดงให้เห็นว่าอย่างน้อยๆ สงครามแม้จะโหดร้ายบ้าคลั่งเพียงใด ก็ยังไม่ถึงกับเปลี่ยนเขาให้กลายเปนเครื่องจักรสังหารที่ไร้มนุษยธรรม รวมถึงอารมณ์และความรู้สึกเสียทีเดียว แม้ว่าจะเกือบๆอยู่เหมือนกัน คือฉากที่เขาเอาแต่นั่งนิ่งๆ ในหัวได้ยินแต่เสียงปืนและการสู้รบอยู่ตลอดเวลา และถึงขั้นจะทุบหัวหมา #แต่ไม่ด่าแม่เจ๊กเพราะไม่มีให้ด่า 5555+ ที่เล่นกับลูกชายของเราแรงไปหน่อย จนเมียต้องรีบโทร.ไปหาหมอให้ช่วยพาไปบำบัดอาการทางจิต โชคดีที่ช่วยทัน เลยทำให้เขากลับมาเปนผู้เปนคน ดำเนินชีวิตตามปรกติ และช่วยเหลือสังคม ก่อนจะพบจุดจบอันคาดไม่ถึงในเวลาต่อมา

ชอบตรงที่หนังนำเสนอตัวละครได้ค่อนข้างน่าสนใจมาก มีความซับซ้อนและลุ่มลึกไม่น้อย ตอนแรกๆดูแล้วก็เชื่อมั่นว่าที่เขาไปออกรบก็เพื่อประเทศชาติ เพราะถูกปลูกฝังมาจากครอบครัว แต่หลังๆชักเริ่มไม่แน่ใจว่าที่เขาดูกระเหี้ยนกระหือรือจะกลับเข้าสนามรบอีกครั้ง มันออกจะคลุมเครือว่าทำเพื่อชาติหรือเพราะต้องการแก้แค้นส่วนตัวกันแน่? รวมถึงการที่อุดมการณ์อันยึดมั่นถือมั่นในการทำเพื่อประเทศชาติของเขาต้องถูกสั่นคลอนจากคนรอบข้างไปทีละน้อย  โดยเฉพาะจากภรรยา (เซียนน่า มิลเลอร์) ที่จำต้องยอมทนรับสภาพความใจหายใจคว่ำ ทุกคราที่เขาไปสงคราม เพราะไม่มีสิ่งใดจะรับประกันได้เลยว่า เขาจะกลับมาเห็นหน้าลูกเมียอีก

ขอชมเลยว่าเซียนน่า เล่นบทนี้ได้ 'ดีงาม' มากๆ จนอดคิดไม่ได้ว่าถ้าแบรดลี่ย์ลอยไปเข้าชิงออสการ์ได้ เซียนน่าก็น่าจะได้เข้าชิงเช่นกันเนาะ #สาขาสมทบก็ยังดี เพราะถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกว้าวุ่น-หงุดหงิด-หวั่นไหว-คับข้อง-ขุ่นหมองใจในทุกๆการตัดสินใจและพฤติกรรมของสามีได้อย่างแจ่มแจ้ง ยิ่งฉากในงานศพ สีหน้าของเธอนั้นแสดงออกชัดเจนทีเดียว ว่าหวาดกลัวจะเห็นตัวเองเปนฝ่ายนั่งรับธงชาติสหรัฐฯ แบบเมียเพื่อนสามียังไงยังงั้น

ดูๆไปก็ให้นึกทึ่งในความอึดของเธอที่สู้อุตส่าห์อยู่เลี้ยงลูกอยู่กับบ้านตามลำพังตั้งหลายปี ยามเห็นผัวไปสงครามแต่ละที ก็ได้แต่ลุ้นว่าจะกลายเปนศพกลับมาหรือเปล่าหว่า อะไรทำนองนี้ #เปนน้องมอดหนีไปมีผัวใหม่นานละ อิอิ แล้วผัวมันนี่ก็...นะ! สันดานโคตรจะผู้ช้ายผู้ชายอะ คือลูกเมียไว้ทีหลัง ขอกูทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติก่อน (พูดออกมาได้ด้วยนะว่า "เวลาของเราเอาไว้ทีหลังก็ได้" #ฟังแล้วอยากถอดรองเท้าตบปาก ^o^) ราวกับลืมไปเสียสนิทว่าประเทศชาติไม่ได้เปนของเขาคนเดียว #เขาไม่ต้องออกไปปกป้องก็มีคนรักชาติอีกมากมายยินดีจะทำแทน แต่ครอบครัวที่สร้างเขามากับมือต่างหากที่เปน 'ของเขา' อย่างแท้จริง... :'-P


No comments: