Monday, January 19, 2015

FOXCATCHER (2014)



FOXCATCHER
(Bennett Miller, 2014)

ดีงาม! ดีงาม! ดีงาม! พูดเลยว่าดูหนังจบปุ๊บ นึกถึงคำอื่นไม่ออกนอกจากคำนี้ ทั้งที่หนังก็นิ่งๆ-เรื่อยๆ-เนิบเนือย-เฉื่อยแฉะแบบสาหัสสากรรจ์เอาการอยู่นะ แต่ดูแล้วน้องมอดกลับชอบเอามากๆ อาจเปนเพราะว่าดูตั้งแต่ต้นจนจบโดยไม่ง่วงหงุบหงับหลับลึกไปเสียก่อน #อ่านเพิ่มเติมในรีวิวBlackhatจ้ะ ^^ ต่างจากสองหนุ่มที่ไปดูด้วยกันซึ่งหลับระเนระนาดทั้งคู่ #แต่ดันตื่นมาทันดูฉากตุ๋ยตุ่ยพอดีราวกับจงใจตื่นเพื่อฉากนี้! คงเปนเพราะอัดกาแฟเข้าไปสองแก้ว ผลลัพธ์คือตาสว่างไปตลอด แถมยังช่วยให้มีสมาธิในการดูมากขึ้นอีกต่างหาก #คาเฟอีนจงเจริญ เย้! ^_^

ที่ต้องขอชมก่อนเลยคือการแสดงของ สตีฟ คาร์เรลล์ ซึ่งเล่นเก่งโคตรๆอะ! แบบว่าเก่งระยำหมา-น่าด่าพ่อล่อแม่มากๆ #นี่เปนคำชมนะฮะ :-D ดูแล้วแทบว่าจะเปลี่ยนใจจากเชียร์ลุง ไมเคิล คีตัน (Birdman) มาเชียร์เฮียสตีฟจากเรื่องนี้แทน เพราะน่าตื่นตะลึงมาก มิใช่ในแง่ที่เฮียพลิกคาแร็คเตอร์บ้าๆบวมๆที่เคยเล่นในหนังปัญญาอ่อน มาเล่นบทดราม่าลุ่มลึก น่าค้นหาได้อย่างเฉียบขาด ราวกับพลิกหน้ามือเปนหลังตีน! แต่เปนเพราะว่าพอเห็นเฮียโผล่ออกมา น้องมอดกลับจำไม่ได้เลยว่าคือสตีฟ คาร์เรลล์ ที่เคยเล่น  The 40 Years Old Virgin กับ Date Night เล่นบทนี้!! ถ้าไม่ติดตามข่าวสารข้อมูลมาก่อน หรือสมมติว่าไม่ได้ตามข่าวเลยแล้วไม่มีใครบอก ก็จะไม่นึกว่าเปนนักแสดงคนเดียวกัน เพราะทั้งเสื้อผ้า-หน้า-ผม-หุ่นเหิ่น บลาๆ มันไม่เหลือรูปเค้าเดิมให้จดจำได้เลย

ทว่าสิ่งใดในตัวเฮีย ก็ดูจะไม่ดีงามหนักหนาสาหัสเทียบเท่ากับฝีมือการแสดงที่อยู่ในขั้น 'เลอค่าอมตะ' ฝุดๆ! ทั้งที่เฮียก็ไม่ได้แอ็คติ้งใหญ่โตอลังการ แต่ดูแล้วกลับรู้สึกว่าเฮียทำให้ตัวละคร จอห์น ดู ปองท์ ในหนังมีพลังแสงเฮ้ากวงเจิดจ้า-น่าเกรงขามเหลือหลาย พูดได้เลยว่าทุกฉากที่เฮียโผล่มา แค่ยืนนิ่งๆ หรือนั่งเฉยๆ ก็ดึงสายตาและความสนใจของเราไปรวมอยู่ที่เฮียคนเดียวได้เหนียวแน่น พูดให้ชัดๆ คือเฮียสร้างบุคลิกของมหาเศรษฐีดู ปองท์ ให้ดูเปนคนไม่ค่อยน่าไว้ใจ ไม่รู้ว่าอยู่ๆ มันจะเกิดบ้า ลุกขึ้นมาอาละวาดกราดเกรี้ยวเมื่อไหร่ เห็นทำท่าเฉยๆ-เซื่องๆ-เอ๋อเหรอๆ เหมือนปัญญาอ่อนตลอดเวลาอย่างนั้นก็เถอะ น่ากลัวชะมัดยาด เห็นแล้วนึกถึงระเบิดที่พร้อมจะทำลายทุกอย่างในรัศมีตลอดเวลา จำเปนจะคอยต้องจับตาดูมันไว้ให้ดีๆ

จะว่าไป บทแบบนี้ก็น่าจะเล่นยากเอาการอยู่นะ เพราะต้องเล่นให้คนดูรู้สึก...จะรักก็เต็มกลืน ด้วยบุคลิกมันดูเย็นชา ไม่น่าคบหา แต่จะให้เกลียดชังไปเลยก็กระอักกระอ่วน เพราะมีหลายฉากที่หนังทำให้รู้ว่า เขาเปนคนขาดแคลนบางอย่างในจิตใจอย่างรุนแรง และแสวงหาหนทางที่จะเติมมันให้เติมอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จเลยสักครั้ง แม้ว่าเขาจะมีเงินทองกองล้นฟ้าเพียงใดก็ตาม #เงินซื้อทุกอย่างไม่ได้อะ #เบะปาก :'-/

เทียบกับบทที่ แชนนิ่ง เททั่ม หรือ มาร์ค รัฟฟาโล่ ได้ไป บทของทั้งคู่ยังดูจะเล่นง่ายกว่า เพราะเปนบทตัวละครที่ต้องแสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกออกมาให้ชัดๆ อย่างตอน มาร์ค ชูลท์ซ (เททั่ม) อาละวาดในห้องพัก ทั้งชกทั้งเอาหัวโขกกระจกแตกนี่ เล่นโคตรดีเลยอะ น่าหวาดเสียวซะ! เปนซีนที่แสดงให้เห็นว่าเขากำลังตกอยู่ในภาวะบอกช้ำยับเยินทางจิตใจและอารมณ์ขนาดหนัก ทั้งร้องไห้และทั้งแดกๆๆๆ #ทำตัวเหมือนสิ้นแล้วทุกสิ่งร่างที่ไร้วิญญาเหมือนหุ่นไล่กา เลยทีเดียว จนพี่ชาย เดฟ ชูลท์ซ (รัฟฟาโล่) #ซึ่งก็เล่นดีวายป่วงพอๆกัน ต้องเข้ามา 'ตบเรียกสติ' จนยอมกลับมาเปนผู้เปนคนอีกรอบ และยอมอยู่ใน 'โอวาท' พี่ชายตามเดิม

อาจเพราะมาร์คสำนึกได้ว่าให้ตายอย่างไร เขาก็ไม่มีทางหลุดพ้นอุ้งปีกแห่งการปกป้องคุ้มกันภัยของพี่ชาย รวมถึงสำนึกได้ว่าตนเองนั้นไม่มีวันที่จะเปนสุดยอดนักกีฬามวยปล้ำ โดยปราศจากพี่ชายคอยเปนไกด์นำทาง เปนแรงผลักดันอยู่เบื้องหลังอย่างเด็ดขาด ซึ่งถ้ามาร์คคิดได้แบบนี้ตั้งแต่แรก เขาก็คงไม่ทะเยอทะยานคิดจะชิงดีชิงเด่นกับพี่ชาย ด้วยการจนกระเสือกกระสนพาตนเข้าไปตกอยู่ใต้อำนาจและอิทธิพลเงินตราของมหาเศรษฐีผู้หลงใหลในกีฬามวยปล้ำ #แต่ก็ไม่มีปัญญาได้เปนนักมวยปล้ำจริงๆ แห่งค่ายฟ็อกซ์แคชเชอร์เปนแน่

ดูๆไปแล้วทั้งมาร์ค ชูลท์ซและจอห์น ดู ปองท์ ต่างก็ตกที่นั่งเดียวกันอยู่กลายๆ คือเปนคนไม่มีความสามารถในสิ่งที่ตนเองรัก แต่ก็ยังดันทุรัง โดยมีความทุกข์ทรมานรออยู่ที่ปลายทาง ในกรณีของดู ปองท์ คือการที่เขาพยายามจะพิสูจน์ตนเองต่อแม่ (วาเนสซ่า เรดเกรฟส์) ผู้ให้ค่ากับกีฬาขี่ม้าว่าเปนเรื่องสูงส่งสง่างาม และเหยียดหยามกีฬามวยปล้ำว่าเปนเรื่องต่ำช้าน่ารังเกียจ ใครก็ตามที่เข้าไปเปนผู้เล่นในกีฬาประเภทนี้ก็เท่ากับทำตัวต่ำตมตามไปด้วย!

เพราะงี้ การที่ดู ปองท์ทุ่มเทเงินทองและการสนับสนุนนานาให้แก่กีฬามวยปล้ำ นอกจากจะเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเองที่อยากจะเปนนักกีฬามวยปล้ำผู้เก่งกาจ แต่ไม่อาจเปนได้ เลยใช้วิธีตั้งทีมของตัวเองขึ้นพร้อมกับอุปโลกน์ตนเองเปนโค้ชซะเลย #ซึ่งทำได้ไม่ยากเพราะมีเงินช่วยเนรมิต คือการพิสูจน์ตนเองให้เปนที่ยอมรับในสายตาของแม่ ว่าเขาสามารถเล่นกีฬามวยปล้ำได้ ฉากที่เขานำถ้วยรางวัลไปอวดแม่ และบอกว่าจะนำไปตั้งโชว์ในตู้ที่น่าจะสำคัญไม่น้อย แต่กลับได้รับเพียงความเฉยเมยเย็นชา ตามด้วยถ้อยคำเสียดเย้ยว่าทำตัวต่ำเพราะไปเล่นมวยปล้ำ #เหมือนนางก็รู้ว่าถ้วยนั้นได้มาเพราะการจัดปาหี่ล้วนๆ กับอีกฉากที่ดู ปองท์พยายามสาธิตท่ามวยปล้ำให้นักกีฬาในทีมดู เมื่อเห็นแม่เข้ามาในห้องซ้อม ซึ่งนางก็ทนดูอยู่ได้แวบเดียวก่อนจะผละไปดื้อๆอย่างไม่ไยดี แต่เคสนี้ก็เข้าใจนางนะ เพราะน้องมอดเองก็รู้สึกทนดูไม่ได้เหมือนกัน ^^ คือมันทุเรศอะ! จะมีอะไรน่าอายเท่ากับการสอนหนังสือสังฆราชอีกเหรอฮะ

แต่ก็อย่างว่า... การมีเงินทองกองเปนภูเขาเลากา มันช่วยให้ไม่มีใครกล้าเปิดปากพูดมาก วิพากษ์วิจารณ์ออกมาให้แสลงหูได้เหมือนกัน #อิจฉาคนรวยโว้ยยยยย 55555555+

คิดไปคิดมา ก็อดที่จะนึกสงสารดู ปองท์ขึ้นไม่ได้ เพราะมันเห็นชัดเจนว่า เขามีชีวิตที่ไม่มีความสุขเลย แม้จะมีสมบัติให้ผลาญเล่นชั่วชีวิตก็ตาม ด้วยว่าสิ่งที่เขาอยากได้-ต้องการ-ปรารถนา (want-need-desire เอามันทั้งสามคำเลยฮะ ใช้คำเดียวความหมายมันไม่แรง!) คือสิ่งที่เงินไม่อาจบันดาลให้ได้ ไม่ว่าจะคือการเปนนักมวยปล้ำผู้ยิ่งใหญ่ ได้ชื่นชมถ้วยกับเหรียญรางวัลที่ได้มาด้วยความสามารถของตนเอง มิใช่ให้คนอื่นไปแข่งแล้วยึดมาใส่ตู้ นั่งชื่นชมตามลำพังอย่างที่เปนอยู่ ทว่าที่ยิ่งไปกว่านั้น คือการได้รับการยอมรับจากแม่บังเกิดเกล้าด้วยน้ำใสใจจริง รวมถึงการได้เข้าใกล้ชิดสนิทสนมกับคนที่เขาอยากชิดใกล้ด้วย ซึ่งก็น่าจะคือเดฟ ชูลท์ซ พี่ชายของมาร์ค ผู้เปนเป้าหมายที่จอห์น ดู ปองท์ต้องการตัวมาอยู่ด้วยตั้งแต่ต้น เพราะงั้นที่เขาลงทุนติดต่อมาร์ค ก็แค่จะใช้เปนสะพานทอดไปสู่เดฟนั่นเอง

ส่วนการที่เขาลงมือสังหารเดฟอย่างเลือดเย็น หากมองอย่างตื้นๆ ก็น่าจะเปนเพราะเดฟได้เข้ามากางปีกปกป้องมาร์คให้รอดพ้นจากอิทธิพลครอบงำของจอห์นได้สำเร็จ แต่หากมองให้ลึกๆ มันอาจเปนได้ที่จอห์นซึ่งมีท่าทีเปนโฮโมเซ็กส์ช่วล เกิดความรู้สึกไม่สมหวังอย่างรุนแรง แบบว่า 'อยากได้' แต่ก็ไม่ได้ เพราะเดฟนอกจากจะมิใช่ชายรักชาย เขายังมีเมียมีลูก และมีท่าทีไม่ต้อนรับจอห์นเข้ามายุ่มย่ามในกิจกรรมครอบครัวของตนอีกต่างหาก รวมถึงการที่เดฟหาทางให้มาร์คออกไปอยู่ที่อื่น ทำให้จะเรียกมาซ้อมมวย #หรือพูดอีกแบบคือตุ๋ยโดยไม่รู้ตัว ^o^ ตอนกลางดึกแบบเมื่อก่อนก็ไม่ได้ 5555+ #บอกเลยว่านี่เปนการมโนไปเองของข้าพเจ้าจากที่เห็นในหนัง (จริงๆอาจไม่เปนเช่นนั้นก็ได้เนาะ!) และยิ่งมาผนวกกับการไม่ได้เหรียญโอลิมปิกปี 88 ติดมือกลับมา จึงน่าจะเปนตัวช่วยเร่งปฏิกิริยาแห่งความรุนแรงได้ง่ายขึ้น ซึ่งก็อย่างที่บอกไปตอนต้นว่า จอห์นดูเปนคนเหมือนพร้อมจะระเบิดได้ตลอดเวลา หนังถึงขนาดสร้างซีนให้เขาอยากได้ปืนกลติดรถถังเอามากๆ ทั้งที่ตนเองก็ไม่ได้จะไปออกรบกับใคร นอกจากซื้อมาไว้ประดับบารมี รวมถึงฉากที่เขาถือปืนเข้าไปยิงในห้องซ้อมโดยไม่มีเหตุผล

กลายเปนว่าคนอย่างจอห์น ดู ปองท์นั้น คำจำกัดความสั้นๆที่เหมาะควรกับเขาคือ "อะไรก็เกิดขึ้นได้" ตามประสาคนรวยที่มักจะมีพฤติกรรมแปลกๆ ความตายของเดฟจึงกลายเปนกรณีศึกษาของ "คนจะซวยช่วยไม่ได้" อย่างแท้จริง

มีข้อน่าเสียดายอยู่นิดหน่อย ว่าหนังน่าจะเน้นเรื่องราวของจอห์น ดู ปองท์ให้ลึกกว่านี้ คือเอาให้ชัดๆ ไปเลยว่าอะไรยังไง เช่นตั้งค่ายมวยปล้ำเพราะอยากกินนักกีฬา หรืออะไรก็ว่าไป เพราะเท่าที่ทำออกมามันดูแตะๆ เฉี่ยวไปเฉี่ยวมา ไม่พุ่งเข้าเป้าเสียที ต่างจากเรื่องของสองพี่น้อง เดฟ กับ มาร์ค ชูลท์ซ ซึ่งทำออกมาชัดเจนไปซะทุกอย่าง ว่าพี่ชายโคตรจะรักน้องชายอิ๊บอ๋าย ดูแลทุกสิ่งทำให้ทุกอย่าง แบบ unconditional love ขนานแท้ ไม่ว่าน้องชายมีปัญหาอะไรก็คอยตามเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวให้ตลอดตั้งแต่เด็กจนโต แต่ก็โดนน้องชาย ungrateful เข้าให้จนได้ ซึ่งออกจะดูเปนพล็อต 'พี่ชายที่แสนดี' อันสุดจะ cliche ไปหน่อย นอกนั้นก็ไม่มีอะไรให้ตำหนิ ข้อดีอีกอย่างคือหนังค่อนข้างเล่นกับจินตนาการของคนดูอยู่พอสมควร คือไม่บอกอะไรชัดๆ ให้กล้องทำหน้าที่บันทึกภาพอย่างซื่อตรง ส่งมาให้คนดูเห็นและตีความพฤติกรรมนานาด้วยสติปัญญาของตนเอง

โดยรวมถือเปนหนัง 'ดีงาม' มากๆฮะ ไม่นึกเสียใจที่อัดคาเฟอีนเข้าไปตั้งสองแก้วเพื่อดูหนังเรื่องนี้เลย เพราะการได้ดูหนังดีๆ แต่ต้องเสียสุขภาพนิดๆหน่อยๆ น้องมอดถือว่าเปนการแลกกันที่คุ้มค่าจริงๆ... :'-P

ป.ล. ชอบ 10 นาทีแรกของหนังมาก ดูแล้วเจ็บปวดหัวใจสุดๆ /จบ!


No comments: