Saturday, January 3, 2015

THE ONE TICKET ตัวพ่อเรียกพ่อ (พ.ศ. ๒๕๕๗)



THE ONE TICKET ตัวพ่อเรียกพ่อ
(ณภัทร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา, พ.ศ. ๒๕๕๗)

ขอชมก่อนดีกว่า ว่า แดน วรเวช กับ น้องยูเค-ณัฐธยาน์ องค์ศรีตระกูล เล่นดีทั้งคู่ เคมีเข้ากันมากๆ ดูเข้าขาและกลมกลืนกันดี #แต่ดูเปนพี่น้องมากกว่าจะเปนพ่อลูกนะ ^^ น้องยูเคเล่นเก่งมากๆ แม้จะดูมีบุคลิกเปนผู้ใหญ่เกินวัยมากไปหน่อยก็เถอะ แต่ความน่ารักก็ช่วยผ่อนคลายความเคร่งเครียดในสีหน้าท่าทางไปได้เยอะ ส่วนแดนก็เล่นเปนผู้ใหญ่นิสัยเด็กได้เก่งไม่แพ้กัน แม้ว่าพฤติกรรมในหนังจะน่าเบิ้ดกะโหลด เพราะทำอะไรลงไปเหมือนคนไม่มีความคิดเอาเลย แต่หน้าตาและบุคลิกก็ช่วยลดทอนความน่ารังเกียจไปได้ตามสมควร

คราวนี้ก็มาถึงเรื่องที่ 'ชมไม่ลง' บ้าง อย่างแรกคือมุกตลกนานาสารพันที่ระดมโถมใส่เข้ามานั้น ส่วนใหญ่ดูแล้วไม่รู้สึกตลกตามไปด้วยเลย กลายเปนตัวอย่างชั้นดีของหนังที่ 'พยายาม' จะให้คนดูตลกอยู่ตลอดเวลา แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับได้เพียงเสียงหัวเราะหึๆจากข้าพเจ้าแทน แต่ก็นั่นแหละ อย่างที่เคยบอกไปว่าอันความตลกหรือไม่ตลกนั้น มันเปนอัตวิสัย เปนเรื่องตัวใครตัวมันว่างั้นเถอะ! ว่ากันไม่ได้ #เราดันเกิดมาเส้นตื้นเองนี่หว่า

ข้อถัดมาที่ดูจะสาหัสยิ่งกว่า คือการเล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกสาว ซึ่งดูแล้วไม่น่าเชื่อถือ และไม่ชวนให้เกิดความรู้สึกคล้อยตาม ในความรักและความผูกพันใดๆเลย อาจเปนเพราะเริ่มต้นเรื่องขึ้นมา หนังก็ใส่เหตุการณ์ที่ไม่น่าเชื่อถือมาให้ดูเสียแล้ว คือการที่พ่อเอาเงินของลูกสาวที่ฝากซื้อบัตรคอนเสิร์ตไปซื้อโมเดลกะโหลกกะลาในเน็ต เพื่อมาขายต่อหวังฟันกำไร ก่อนจะรู้ว่าอะไรๆมันไม่ง่ายดายอย่างที่คิด ทำให้เขาต้องทำทุกวิถีทางเพื่อหาบัตรคอนเสิร์ตมาให้ลูกให้ได้ อันเปนการแสดงให้เห็นถึงความรักและความทุ่มเทที่เขามาต่อลูกสาวคนเดียวอย่างสุดหัวใจ ยอมทำได้ทุกอย่างแม้แต่การไปเต้นโคฟเวอร์หย็องแหย็งย็อกแย็กให้เปนที่น่าเวทนา

มันทำให้อดคิดไม่ได้จริงๆ ว่าถ้าพ่อรักลูกจริง ก็น่าจะ 'คิดได้' ตั้งแต่แรกเลยอะปะ ว่าไม่ควรเอาเงินลูกไปทำอะไรไร้สาระแบบนั้น ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการซื้อของมาเพื่อขายต่อหวังฟันกำไร ก็ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนคิดอะไรได้ไร้เดียงสาแลโง่เง่าเบาปัญญาได้ถึงขนาดนั้น อีกทั้งตัวละครก็น่าจะ 'รู้จักคิด' ว่าทางออกของปัญหาเงินขาดมือภายในครอบครัวที่ดีที่สุด คือต้องขยันทำงานให้มากขึ้น อย่างน้อยก็ต้องส่งงานให้ตรงเวลา เพราะหนังก็มีฉากให้คนดูเห็นว่าเขายอมอดหลับอดนอน ทำงานหามรุ่งหามค่ำจนเสร็จ ไปกดเงินมาใช้ได้นี่เนาะ!

แต่เพราะหนังทำให้ทุกเหตุการณ์ในหนังดูเปนเรื่องเล่นๆ ไม่ซีเรียสจริงจังเอาเสียเลย พอตอนท้ายที่ย้อนอดีตกลับไปให้เห็นว่า พ่อยอมละทิ้งความสุขส่วนตัว รวมถึงนิสัยเสเพลของตนเพื่อลูกได้นั้น กลายเปนเรื่องที่ดูแล้วไม่เกิดความคล้อยตามไปกับเรื่องราวเลยสักนิด ยิ่งฉากให้เพื่อนมาพล่ามพูดเรื่องที่พระเอกการกลับตัวเปนคนใหม่ได้ บลาๆๆ น่ะ ฟังแล้วขนลุกมาก! สงสัยว่ามันไม่มีวิธีที่ดีกว่า ในการทำให้คนดูเชื่อโดยไม่ต้องเขียนบทพูดมายัดใส่ปากตัวละครเลยหรือ...

อีกอย่างคือมีความรู้สึกว่าเรื่องราวระหว่างพ่อกับลูก น่าจะเปนพ่อวัยกลางคนกับลูกสาววัยรุ่น มากกว่าจะเปนพ่อวัยรุ่นกับลูกสาววัยประถมแบบที่ในหนังนำเสนอนะฮะ เพราะพ่อก็เหมือนติดอยู่ในใจว่าลูกสาวไม่รักอยู่ตลอดเวลา ส่วนลูกสาวก็ออกแนวรักนะแต่ไม่แสดงออก แถมยังแก่แดดแก่ลมถึงขนาดจะหาเมียใหม่ให้พ่อได้น่ะ มันควรจะเปนเด็กอายุเท่าที่เห็นในหนังหรือเปล่า!!! #ใครก็ได้ช่วยตอบที

ก็เข้าใจอะนะฮะ ว่าอยากทำหนังตลกปนน่ารัก-ซาบซึ้ง-ประทับใจ แต่มีความรู้สึกเหมือนคนทำหนังคิดแต่จะทำให้มันดูตลกอย่างเดียว ส่วนอื่นๆก็เลยถูกกลบล่มจมหายไปในความโปกฮา เลยทำให้หนังขาดความสมจริงและความน่าเชื่อถือไปอย่างช่วยไม่ได้... :'-P



No comments: