BARCELONA CHRISTMAS NIGHT
(Dani de la Orden, 2015)
เปนหนังเรื่องแรกที่ได้ดูในปีนี้ฮะ #แต่เขียนเสร็จเปนเรื่องที่สาม :-P ที่สำคัญคือไปเสียตังค์ดูเองด้วย #ภูมิใจจุงเบย ^_^ เพราะปรกติถ้าไม่ได้ไปดูฟรีตามคำชวน ก็แทบจะไม่ได้ดูหนังแล้ว! เนื่องจากติดภารกิจลดพุง ทำให้ในปีที่ผ่านมาอดดูหนังที่อยากดูเยอะมาก อาทิ The Man From U.N.C.L.E., Fifty Shades of Gray, Magic Mike XXL, Crimson Peak, In the Heart of the Sea, มอญซ่อนผี, Spotlight #เฮ้ยยังไม่เข้า #ไม่มีใครชวนก็ไปตีตั๋วดูเองดิ๊ ^o^ และอีกมากมาย
แต่กับเรื่องนี้ จริงๆก็ไม่ได้ตั้งใจอยากดูเท่าไหร่ แต่พอดีว่าง เห็นในเว็บไซต์ระบุว่ากำลังเข้าฉายอยู่ก็เลยไปดู #พูดจาน่าถอดรองเท้าตบหน้าจุง...
พอดูแล้วก็...เออแฮะ! ตัดสินใจไม่ผิดจริงๆด้วยแหละ เพราะหนังดูสนุก น่ารักดี เหมาะแก่การดูในช่วงเทศกาลปีใหม่เปนที่สุด นี่ถ้าสมัยนี้ยังมีการฉายหนังโต้รุ่งในคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่อยู่ละก็ เรื่องนี้จะต้องเปนหนึ่งในสามเรื่องที่น้องมอดเลือกมาประเดิมในคืนแรกของปีใหม่แน่นอน นึกภาพตอนพอดูจบ ออกจากโรง ได้สัมผัสสายลมเย็นโชยยามดึกของฤดูหนาว มันจะยิ่งทำให้หัวใจรู้สึกอ่อนไหวโรแมนติกยิ่งขึ้นสักเพียงไหนหนอ #เพ้อเจ้อ! แต่ที่เจอจริงๆคือ พอก้าวเท้าออกจากโรงก็เจอกับไอร้อนระอุพุ่งกระแทกหน้าและเนื้อตัว แถมระหว่างเดินไปขึ้นรถขนส่งสาธารณะเพื่อกลับบ้าน ก็ต้องเบียดเสียดกับผู้คนที่เดินนวยนาดเลือกชมสินค้าบนฟุตบาทจนแทบไม่เหลือที่ให้เดิน (จนต้องลงไปเดินบนถนนเสี่ยงให้รถชนตูดแทน!) กว่าจะถึงบ้านได้ก็เล่นเอาเหงื่อโชกราวกับไปเล่น(แอฟ)สงกรานต์มา ความโรแมนติกทั้งปวงอันพึงเกิดขึ้นขณะดูหนัง เลยมีอันต้องถูกทิ้งไว้ในโรงนั่นแหละ กลายเปนเหตุให้เขียนรีวิวช้าด้วยประการฉะนี้ #หาข้ออ้าง ^.^
ก่อนจะไปดู ได้เปิดดูตัวอย่างหนัง แล้วก็ชอบคำพูดของตัวละครตัวหนึ่งที่พูดว่า "Trying to forget someone is the best thing to remember them." ซึ่งใน ตย. แปลว่า "วิธีจดจำใครสักคนไปชั่วชีวิต คือพยายามลืมเขาซะ" แต่จำได้ว่าในหนังแปลอีกแบบ ซึ่งให้ความรู้สึกเด็ดขาด บาดอารมณ์กว่าหลายเท่า! คือแปลว่า "การพยายามลืมใครสักคน คือการฝังเขาไว้ในในตลอดกาล" อ่านแล้วคือ...อึ้ง! อึ้งมาก!! อึ้งที่สุด!!! สตั๊นท์ไปสามวิ ในใจพูดเลยว่าแม่ง 'โคตร...ใช่' เห็นด้วยแบบวายป่วงมากว่า ยิ่งเราพยายามลืมมากเท่าไหร่ กลับจะยิ่งทำให้จดจำ ยิ่งคิดถึง คนๆนั้นมากกว่าเดิม! โดยหนทางเดียวที่จะทำให้ลืมคนที่เราอยากลืม แม้ไม่ถึงขั้นเด็ดขาด แต่ก็มากกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์แหละ #น้องมอดคอนเฟิร์ม ^^ คือหากิจกรรมแปลกๆใหม่ๆในชีวิตทำซะ! จะได้เลิกหมกมุ่นวุ่นวายใจอยู่กับเรื่องที่ค้างคาใจวุ่นวายซ้ำซาก ส่วนมันจะคืออะไรนั้นก็ต้องไปแสวงหากันเอาเองเน้อ... เพราะว่าข้าพเจ้าจะหาเจอและยอมลงทุนลงแรงไปกันมัน ก็แทบจะเปนบ้าฆ่าตัวตายเสียหลายหน กว่าจะรอดพ้นมานั่งเขียนอะไรบ้าๆบอๆให้ได้อ่านกันอย่างทุกวันนี้ (เสียดายกันล่ะสิ! ว่าไม่น่ารอดมาได้เล้ยยยย... 555+)
แต่เอาเข้าจริง พอดูหนังแล้ว กลับรู้สึกชอบคำพูดของตัวละครอีกตัวหนึ่งมากกว่า และพอมาคิดทบทวนแล้ว ก็อดที่จะรู้สึกไม่ได้ว่ามันเปนประโยคที่สรุปสาระสำคัญของทุกเรื่องราวความรักที่นำเสนอในหนังเรื่องนี้อย่างแท้จริง คือคำพูดที่ว่า "ต่อให้ฉันต้องทำผิดพลาดเปนร้อยหน ก็ยังดีกว่าที่ฉันไม่ได้เปนตัวฉันเอง"
เพราะไม่ว่าจะเปนเรื่องราวของเจ้าของคำพูดประโยคนี้ คือหนุ่มอกหักที่ริอ่านทำตัวเปนเสือผู้หญิง ฟันสาวแล้วทิ้งตามคำยุยงของเพื่อน แต่กลับไม่อาจต้านทานเสียงร้องเรียกจากหัวใจตน หรือเรื่องของคู่สามีภรรยาที่มีลูกอ่อน ซึ่งกำลังเผชิญปัญหาด้านความสัมพันธ์อันเนื่องมาจากการปรับตัวให้เข้ากับการใช้ชีวิตครอบครัว แต่เรื่องที่น้องมอดชอบสุด! และมองว่าเข้ากับคำพูดที่ยกมานั้นมากสุด คือเรื่องที่คุณยายวัยดึกตัดสินใจเปิดเผย 'ตัวตน' อันแท้จริงและความสัมพันธ์อันล้ำลึกต่อคู่รักที่เก็บไว้เปนความลับคับอกมานานนับสิบปีให้ลูกหลานรับรู้ โดยไม่สนใจว่าจะได้รับการยอมรับหรือคัดค้าน พูดง่ายๆคือแค่แจ้งให้ทราบ มิได้ขออนุญาต! ทั้งนี้ก็ด้วยเหตุผลว่า คุณยายได้อุทิศตนเพื่อครอบครัวมาโดยตลอด จนลูกๆทุกคนก็เติบใหญ่เปนฝั่งเปนฝากันหมดแล้ว (ส่วนจะล้มเหลวหรือดีงามก็เปนเรื่องของแต่ละคนจะใช้ชีวิตกันไป) จึงสมควรแก่เวลาที่จะได้ทำตามใจปรารถนาของตนเสียที
เล่าเรื่องแค่นี้ละกัน เพราะหนังก็คงจะยังเข้าฉายอยู่ให้ไปดูกันเองได้ อย่างที่บอกแล้วว่าเปนหนังที่เหมาะแก่การดูในช่วงปีใหม่ การได้ดูเปนเรื่องแรกของปี น้องมอดเลยถือว่าเปนการมอบของขวัญปีใหม่ให้แก่ตัวเองไปโดยปริยาย เพราะนอกจากความสุขและประทับใจที่หนังมีให้ ยังได้ข้อคิดดีๆมาไว้เตือนใจตัวเองอีกด้วย (อย่างที่เคยบอกไปหลายครั้งว่า "แก่แล้ว ไม่มีใครคอยเตือนคอยสอน ก็ต้องดูหนังดูละครอ่านหนังสือ แล้วเลือกสิ่งดีๆมาไว้สอนตัวเอง" นั่นแล)
คือคนเราอะนะ! ไม่ว่าจะคิดหรือจะทำอะไรก็ตาม จงคิดและทำด้วยความที่เราเปนตัวของเราเอง อย่ายอมให้ผู้ใดมีอิทธิพลอำนาจมาชี้นิ้วบงการให้เราต้องทำตามโดยเด็ดขาด ไม่ว่าอีกฝ่ายจะอ้างว่า 'หวังดีและเปนห่วง' สักเพียงใดก็ตาม เพราะเส้นทางชีวิตของแต่ละคนนั้นย่อมแตกต่างกัน ต่อให้เปนเส้นทางเดียวกัน ทว่าแต่ละคนย่อมมีวิถีทางในการก้าวเดินไปข้างหน้าที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือนได้อย่างอย่างแท้จริง
เพราะงั้น ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม "Find the Courage to be Yourself" เถอะฮะ #คำโปรยบนใบปิดหนังTheDanishGirl #อยากดูจุง ^__^ เพราะการที่เราได้เปนตัวของเราเอง ได้ทำอะไรตามใจตัวเอง ได้ใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองพอใจนั้น มันคือ 'เลอค่า ที่สุดแล้ว... :'-P

No comments:
Post a Comment