Monday, January 4, 2016

พันท้ายนรสิงห์ (พ.ศ ๒๕๕๘)


พันท้ายนรสิงห์
(หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล, พ.ศ. ๒๕๕๘)

ตาย! ตาย!! ตาย!!! #คำอุทาน ^^ ไม่รู้ว่าเพราะต้นกำเนินของหนังเรื่องนี้ คือสร้างขึ้นเพื่อฉายโทรทัศน์ และน้องมอดก็ดั๊นนนนน! เปนคนชอบดูละครโทรทัศน์อยู่เปนทุนเดิม #ชอบดูดาราและการแสดงใหญ่ๆเว่อร์ๆ คริคริ... เลยทำให้นั่งดูเรื่องนี้ด้วยความรู้สึกเพลิดเพลินบันเทิงใจเปนล้นพ้น ใช่คำว่า 'ดูสนุก' ได้เลย! 


แม้ว่าตอนต้นเรื่องที่เปนการปูพื้นเรื่องราวและความสัมพันธ์ของตัวละคร โดยเฉพาะความรักระหว่าง สิน (เต้ย พงศกร) กับ นวล (มัดหมี่ พิมดาว) เรื่อยไปจนถึงตอน พระเจ้าเสือ (ผู้พันเบิร์ด วันชนะ) ปลอมองค์เปนสามัญชนเพื่อสืบหาความจริงเกี่ยวกับกรณีที่มีคนทำพระนามของพระองค์ไปแอบอ้าง สร้างความเดือดร้อนแก่พสกนิกรไปทุกหย่อมหญ้า จนกระทั่งได้มาเปนเพื่อนรักร่วมน้ำสาบานกับสินในที่สุดนั้น จะแลดูเปนช่วงที่ค่อนข้างยืดยาด น่าเบื่อๆอยู่บ้าง พูดอีกแบบคือมีอะไรที่ดูน่ารำคาญเยอะมาก จนเชื่อว่าถ้านั่งดูอยู่ที่บ้านก็คงลุกขึ้นไปทำอย่างอื่นเพื่อเปลี่ยนอิริยาบถ แล้วใช้วิธีฟังแต่เสียงแทน #ความต่างระหว่างการดูทีวีกับดูหนังโรงคือแบบนี้แล ^o^

แต่ในเมื่อทำไม่ได้เพราะโรงหนังไม่ใช่บ้าน หนทางเดียวที่ทำได้คือนั่งดูไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็สามารถทำใจให้คุ้นเคยกับหนังไปได้เอง จนไม่รู้สึกรำคาญแต่อย่างใด แถมยังอดที่จะรู้สึกขึ้นมาเสียมิได้ว่า เหมือนได้ย้อนเวลากลับไปดูหนังไทยเมื่อสมัยที่ข้าพเจ้ายังเปนเด็กน้อยอยู่ซะมิมี! กล่าวคือเปนหนังที่ดูง่าย เข้าใจง่าย มีครบทุกอารมณ์ ทั้งรัก-ตลก-บู๊แอ็คชั่น-ซาบซึ้ง-สะเทือนอารมณ์-มีคติสอนใจชัดเจนแจ่มแจ้ง ไม่ต้องคิดตีความมาก บลาๆ ตามขนบของหนังไทยสมัยก่อนเปี๊ยบ! ตัวละครแบ่งข้างเปนฝ่ายร้ายฝ่ายดีอย่างชัดเจน เห็นหน้าตาก็บอกยี่ห้อชัดเจนเลยว่าเปนคนดีหรือคนชั่ว ทำให้ไม่สับสนว่าควรจะสะใจหรือเศร้าใจ เมื่อเห็นตัวละครตัวใดอยู่ๆก็มีอันต้องล้มตายลงไปเสียดื้อๆ

จะว่าไป การเอาหนังมาฉายจอใหญ่อาจมองเปนข้อดีก็ได้นะฮะ เพราะทำให้คนดูได้เห็นฉากหลัง ได้เห็นโปรดักชั่นงานสร้างอันใหญ่โต ดูวิจิตรงดงามตระการตามากๆ ซึ่งอะไรแบบนี้เราคงจะมิได้เห็นจากจอเล็กๆเปนเด็ดขาด เพราะงั้น การฉายเรื่องนี้บนจอใหญ่จึงน่าจะเปนการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะเวลาเบื่อๆ ไม่อยากดูแอ็คติ้งเว่อร์ๆ จงใจเล่นเสียจนขาดความเปนธรรมชาติ ก็หันไปดูเครื่องประดับตกแต่งฉากแทนได้ (ทว่าในทางเดียวกัน จุดอ่อนสุดๆของหนังก็คือ เทคนิคพิเศษด้านภาพ  ซึ่งดูจากจอใหญ่แล้วรู้สึกว่าเข้าขั้นโคม่าเลยก็ว่าได้ ดีที่มีไม่เยอะ!)

อีกประการที่ทำให้น้องมอดรู้สึกตื่นเต้นกับหนังเรื่องนี้เปนพิเศษ หนีไม่พ้นการได้เห็นเหล่านักแสดงรุ่นเก่าที่มาปรากฏตัวในหนังเรื่องนี้ หลายคนก็หายหน้าหายตากันไปนาน จนแทบจะลืมชื่อลืมหน้าตาของพวกเขาไปแล้ว ไม่ว่าจะเปน ต่อลาภ กำพุศิริ, ชาติ อรรถจินดา ซึ่งทั้งสองท่านนี้มักผูกขาดบทจิ๊กโก๋อันธพาลในหนังไทยสมัยก่อนหลายเรื่อง จนกลายเปนภาพจำไปโดยปริยาย, ถัดมาคือ จิรวดี อิสรางกูร ณ อยุธยา ก็เปนอีกท่านที่รู้สึกว่าหายจากวงการไปพอสมควร มาเล่นเรื่องนี้ในคาแร็คเตอร์ที่ไม่ต่างจากตอน สุริโยทัย เท่าใดนัก นอกจากนี้ก็มี รณ ฤทธิชัย, ไกรลาส เกรียงไกร ดีใจมากที่ได้เห็นสองท่านนี้มาแสดงหนังอีก #ไม่รู้ดีใจทำไมเหมือนกัน ^.^ อีกคนคือ วิชชุดา มงคลเขต ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะหายไปจากวงการนานกว่าทุกท่านที่เอ่ยนามมา จำได้ว่าเธอเล่นเปนนางเอกหนังท่านมุ้ยอยู่ไม่กี่เรื่อง (ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเล่นเรื่อง อิสรภาพของทองพูน, มือปืน 2 สาละวิน) ยอมรับตามตรงว่าเห็นเธอบนจอคราวนี้แล้วจำไม่ได้อะ อาการเดียวกับตอนเห็น พรพรรณ เกษมมัสสุ ใน รุ่นพี่ เบยยยย Y__Y 

ทว่าคนที่ต้องยกนิ้วให้เลยในเรื่องฝีมือการแสดงคือ อาหนิง นิรุตติ์ ศิริจรรยา ซึ่งมีฉากหนึ่งที่เขาต้องแสดงสีหน้าแววตาอันเปี่ยมความชั่วร้ายออกมาได้อย่างน่าสะพรึงมากๆ เปนแอ็คติ้งที่เลอค่าสุดๆของหนังเรื่องนี้อย่างแท้จริง คู่ควรแก่การมีชื่อได้เข้าชิงรางวัลด้านการแสดงจากเวทีต่างๆที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้เปนที่สุด... :'-P

No comments: