STEVE JOBS
(Danny Boyle, 2015)
เข้าใจว่ามีคนชอบหนังเรื่องนี้เยอะอยู่นะฮะ ไม่รู้ว่าเปนเพราะอิทธิพลจากการได้รางวัลลูกโลกทองคำอะป่าว แต่คิดว่าคงไม่ใช่หรอก เพราะน้องมอดเองขนาดเฉยๆกับหนัง พูดให้ตรงกว่านั้นคือ ก็ไม่ได้ปลื้มปริ่มริงอะดิงกับมันเท่าไหร่! แต่ก็ไม่คิดว่าการได้รางวัลไปทั้งสองสาขานั้น (บทภาพยนตร์กับนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม) จะเปนอะไรที่น่ารังเกียจหรือค้านสายตา โดยเฉพาะในสาขาหลัง แม้จะรู้สึกเสียดายแทน เจนนิเฟอร์ เจสัน ลีห์ (The Hateful Eight) ก็จริง แต่พอได้ดู เคท วินสเล็ต เล่นเรื่องนี้แล้วก็ต้องยอมให้เธอเหมือนกัน เพราะเล่นได้ดีมาก ออกมาทีไรดูเด่นทุกฉาก เพราะต้องประกบกับ ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ ตลอด (แต่ถึงงั้นก็ยังเด่นสู้ไม่ได้อยู่ดี #โลกนี้ชายเปนใหญ่ 55+) เพราะงั้นได้ไปเข้าชิงสาขาสมทบก็น่าจะมีสิทธิ์ลุ้นรางวัลได้มากกว่า ไม่แน่ว่าเราอาจได้เห็นเคทขึ้นไปรับออสการ์ตัวที่สองในปีนี้ก็ได้ ^^
ในบรรดาผู้เข้าชิงลูกโลกทองคำสาขาบทหนังยอดเยี่ยมปีนี้ ยังไม่ได้ดู Room กับ Spotlight ฮะ แต่เท่าที่ได้ดูแล้วคือ เรื่องนี้, The Hateful Eight และ The Big Short อย่างหนึ่งที่รู้สึกได้ชัดเจนเลยคือ มันช่างเปนหนังที่พูดม้ากกกกก...มาก! พูดกันเปนต่อยหอย-ลิงหลับ-น้ำไหลไฟดับกันเลยทีเดียว อ่านซับฯ จนตาแฉะแล้วแฉะอีกก็ยังอ่านไม่ทันอยู่ดี (นี่ก็ได้ยินคนดู Spotlight แล้ว ก็ว่าเปนหนังที่พูดมากเหมือนกัน T^T) นึกถึงที่นักเขียนบทหนังคนไทยท่านหนึ่ง เคยพูดในคลาสประมาณว่า "อย่าให้ตัวละครพูดมาก เพราะมันจะน่าเบื่อ ให้หาวิธีนำเสนอออกมาเปนภาพแทน" ก็ไม่รู้เหมือนกันว่านักเขียนบทท่านนั้น ถ้าได้ดูทั้งสามเรื่องนี้แล้วจะยังคงคิดแบบเดิม สอนคนอื่นๆแบบเดิมหรือเปล่านะฮะ
จะว่าไป การทำหนังพูดมากๆแบบนี้ ในแง่หนึ่งก็ถือเปนหนังที่พิสูจน์ความสามารถของคนทำหนัง ว่าจะสามารถทำให้คนดูจอจ่อไปกับเรื่องราวที่นำเสนอบทจอได้จนตลอดรอดฝั่ง ไม่เผลอหลับหรือมือถือมาจิ้มเล่นแทนดีกว่า อีกอย่างคือคนดูก็มีโอกาสได้เห็นแอ็คติ้งแบบ Strong! ของนักแสดงอีกต่างหาก ซึ่งอีกข้อที่รู้สึกจากการดูทั้งสามเรื่องคือ มันแลดูเหมือนละครเวทีม้ากกกกก....มาก! อย่างเรื่องนี้ก็จับเฉพาะช่วงเวลาก่อนสตีฟ จ๊อบส์ขึ้นเวทีเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัท ซึ่งเต็มไปด้วยความวุ่นวายปั่นป่วนจนออกจะเชื่อว่าน่าจะเปนการ set scene ขึ้นมาเพื่อให้ดูสนุกเปนสำคัญ
ที่จริง ก็รู้สึกโอเคกับหนัง ตรงที่มันมิได้ทำออกมาในแบบหนังชีวประวัติทั่วไป คือเริ่มตั้งแต่สตีฟ จ๊อบส์ยังเปน Nobody แล้วเล่าเรื่อยเปื่อยมาจนกลายเปน Influencer และตายด้วย Cancer ทว่าเลือกเฉพาะช่วงเวลาสำคัญๆในชีวิตของจ๊อบส์มานำเสนอ พูดอีกแบบว่าระยะเวลาในหนังเรื่องนี้มีแค่สามวัน แต่สามารถเล่าเรื่องราวทั้งชีวิตของสตีฟ จ๊อบส์ออกมาได้อย่างครบถ้วน
ต้องถือเปนความอัจฉริยะของ แอรอน ซอร์กิ้นส์ ผู้เขียนบทหนังเรื่องนี้อย่างมาก (เสียดายแทนจุงที่อดเข้าชิงออสการ์ Y__Y) ที่ย่อยหนังสือประวัติชีวิตของสตีฟ จ๊อบส์ เล่มหนาเท่าเขียง! ออกมาเปนบทหนังได้อย่างน่าทึ่ง ถึงตัวละครจะพูดมากและดูเปนละครเวทีไปหน่อย แต่โดยรวมๆก็ดูได้เรื่อยๆ (เพราะมิได้พูดเรื่องเข้าใจยาก ชวนเงิบตลอดเวลาแบบ The Big Short) แต่พูดถึงเรื่องราวชีวิตส่วนตัว ครอบครัว หน้าที่การงาน ความฝันใฝ่บันดาลใจ และความปรารถนาที่เขามีต่อโลกใบนี้
แต่ ถึงอย่างไรหนังก็คงให้เห็นภาพรวมๆในชีวิตของจ๊อบส์ได้ประมาณหนึ่งเท่านั้นแหละ ถ้าอยากรู้ละเอียดๆคงต้องไปหาหนังสือเล่มหนาเท่าเขียงนั้นมาอ่าน จะได้รู้กันให้ชัดๆไปเลยว่า บุคลิกของสตีฟ จ๊อบส์ตัวจริง จะเปนแบบที่นำเสนอในหนังหรือเปล่า เพราะอดรู้สึกไม่ได้ว่า แม้ว่าสตีฟ จ๊อบส์ ในหนังจะมีบุคลิกเย็นชาจนแลดูไร้หัวจิตหัวใจ หมกมุ่นอยู่แต่ในโลกของตนเอง กลายเปนคนเอาแต่ใจ อยากได้อะไรต้องเอาให้ได้ โดย "ไม่สนใจว่าใครจะเกลียดสักแค่ไหน" ดังที่เขาพูดกับเพื่อนร่วมงานด้วยท่าทีไม่แยแส อันทำให้เขาดูเปนคนไม่น่าคบหา น่าถอยหนีไปให้ไกล! แต่ถึงงั้น ในแง่มุมของความเปนคนขี้เล่น ดูมีอารมณ์ขัน กลับกลายเปนเสน่ห์ดึงดูดใจให้อยากเข้าใกล้เอามาก ซึ่งตรงนี้ไม่รู้ว่าเปนภาพลวงตา (ลวงใจ ^_^) อันเกิดจากการได้ ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ มาเล่นบทนี้หรือเปล่า... :'-P

No comments:
Post a Comment