THE DANISH GIRL
(Tom Hooper, 2015)
ขอยืมคำพูด 'แหลๆ' ที่เพื่อนนางเอกพูดกับ ลิลี่ ตอนเจอกันในงานปาร์ตี้มาใช้ขึ้นต้นรีวิวนี้ละกัน ว่าเรื่องนี้ เอ็ดดี้ เรดเมย์น 'EXQUISITE' ที่สุด! นอกจากแต่งหญิงได้ดูสวยสง่า เจิดจ้า น่าอิจฉาสุดๆแล้ว แอ็กติ้งของนาง เอ๊ย! ของเขาก็ยัง 'EXCELLENCE' อีกต่างหาก! นี่ถ้าไม่ติดว่าปีก่อน เขาเพิ่งได้ออสการ์ไปแล้ว และปีนี้น้องมอดอยากให้ ลีโอฯ ได้กับเค้าเสียที ก็คงจะตั้งหน้าตั้งตาเชียร์ให้เอ็ดดี้ได้ออสการ์จากเรื่องนี้แหละ (เพราะปีที่แล้วไม่ได้เชียร์เขา เชียร์ ไมเคิล คีตัน จาก Birdman แทน)
มีความรู้สึกว่าเอ็ดดี้เล่นบทหญิงข้ามเพศได้โดดเด่นเก่งกาจกว่าบท สตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง ใน The Theory of Everything อีกอะ (เรื่องนั้น น้องมอดชอบ เฟลิซิตี้ โจนส์ มากกว่า) ไม่รู้ว่าเปน 'GIFTED' ทางการแสดง หรือเพราะมันเปน 'ตัวตนแท้จริง' ของเขากันแน่เนาะ 555+ คือก็เห็นออกลายฉายแววตุ๊ตแต๋วมาตั้งแต่ตอน Jupiter Ascending แล้ว
รู้มาว่าเขาได้ที่ปรึกษา 'ความเปนตุ๊ด' เอ๊ย! 'ความเปนหญิงข้ามเพศ' จากหนึ่งในผู้กำกับเรื่องนี้ด้วยนะ มิน่า! ท่วงทีกิริยา การเดินเหิน พูดจา การชำเลืองแลชะม้ายชายตาถึงได้ออกมาดูเปนธรรมชาติ น่าทึ่งตะลึงลานมากมาย เพราะรายละเอียดในการแสดงของเขานั้นแบบว่าดู 'เป๊ะ' มากๆ พูดได้ว่า "โป๊ะแตก" ด้วยซ้ำ! คือดูแล้วเชื่อทุกฉากว่า ตัวละครที่เขาแสดงคือ 'หญิงที่เกิดมาในร่างชาย' อันถือเปนความบกพร่องทางเพศโดยกำเนิด จำต้องเปนต้องได้รับการแก้ไขด้วยวการผ่าตัดเปลี่ยนเพศ เพื่อให้ร่างกายและจิตใจสอดคล้องไปด้วยกัน
อย่างที่รู้กันว่าในยุคนั้น การผ่าตัดแบบนี้ถือเปนเรื่องใหม่มาก และค่อนข้างอันตรายมากๆด้วย ไม่เหมือนยุคนี้ที่แค่นอนหลับตาบนเตียงผ่าตัดไม่กี่ชั่ว ลืมตาตื่นขึ้นมาก็กลายเปนคนข้ามเพศโดยสมบูรณ์แล้ว แถมยังไม่ต้องเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปผ่าตัดยังต่างประเทศอีกด้วย เคยได้ยินมาว่าประเทศไทยกลายเปน HUB ของการผ่าตัดเปลี่ยนเพศของเอเชียหรือของโลกด้วยซ้ำไป มีเงินเมื่อไหร่ไปยันฮีสิจ๊ะ...ถถถถถถถ
นอกเรื่องอีกนิด คือนึกขึ้นได้ว่าบ้านเราก็คือมีนิยายเกี่ยวกับคนข้ามเพศเหมือนกันนะ คือเรื่อง ทางสายที่สาม ของ กีรตี ชนา ถือเปนนิยายที่ถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตและความรู้สึกนึกคิดของคนข้ามเพศที่ดีที่สุดของเมืองไทยเลยก็ว่าได้ เพราะผู้เขียนได้นำประสบการณ์ตรงจากการผ่าตัดเปลี่ยนเพศมาถ่ายทอดเปนตัวอักษรได้อย่างงดงาม อ่านแล้วอยากผ่าตัดเปลี่ยนเพศ... ไม่ใช่! อยากเปนนักเขียนที่เขียนหนังสือสวยๆ ดีงามขึ้นมาประดับในวงการวรรณกรรมของบ้านเราบ้างจุง ^^
อีกคนที่คงจะไม่พูดถึงถือว่าผิด!! คือ อลิเซีย วิกันเดอร์ ที่เล่นเปนภรรยาของ ไอนาร์ จิตรกรชื่อดัง โดยเธอมีส่วนผลักดันแบบไม่ตั้งใจให้สามีค้นพบตัวตนแท้จริงที่เร้นอยู่ในร่างกายของเขามาเนิ่นนาน หรือพูดอีกแบบคือเธอได้เผอิญ 'ปลุกความเปนหญิง' ของสามีให้ลุกโพลงขึ้นจนยากจะระงับยับยั้งให้คืนสู่สภาพเดิม
อาจพูดได้ว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้เอ็ดดี้ เรดเมย์น เล่นเรื่องนี้ได้เลอค่า น่าจะเปนเพราะการส่งอารมณ์และถ่ายทอดความรู้สึกอันเยี่ยมยอดของอลิเซียนี่แหละ เธอแสดงออกถึงความรู้สึกเจ็บปวด งุนงงสับสน ว้าวุ่นใจจนทำอะไรไม่ถูก ไม่เข้าใจในความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับสามีสุดที่รักซึ่งพลิกผันเขาจากหน้ามือเปนหลังมือ ทำเอาเธอถึงกับตั้งตัวไม่ติดไม่พักใหญ่ ด้วยความคาดไม่ถึงว่าอยู่ๆสามีที่เคยเล่นจ้ำจี้ด้วยกันมาก็หายตัวไปดื้อๆ ส่ง 'เพื่อนสาว' มาแทนที่หน้าตาเฉย!
กลายเปนความอกไหม้ไส้ขมที่เธอจำต้องกล้ำกลืนไว้ในอกเพียงลำพัง ก่อนจะค่อยๆคลี่คลายกลายเปนการยอมรับความจริงในที่สุดว่า สามีของเธอไม่มีตัวตนอีกต่อไปแล้ว (พูดให้เจ็บปวดกว่านั้นคือ ไม่เคยมีตัวตนบนโลกด้วยซ้ำ!)
พูดเลยว่าอลิเซียเล่นเรื่องนี้ได้สุดยอดมาก น่าทึ่งไม่แพ้การแต่งหญิงของเอ็ดดี้ เรดเมย์นเลยก็ว่าได้! ไม่แน่ว่าเธออาจจะคว้าออสการ์ติดมือกลับบ้านไปในปีนี้ เพราะบทเด่นจริงอะไรจริง #เตรียมร้องไห้ให้เจนนิเฟอร์เจสันลีห์กันเถอะ Y___Y
หนังออกจะเรื่อยๆ เนือยๆ จนอาจทำให้รู้สึกน่าเบื่อไปสักหน่อย แต่ก็เข้าใจได้ว่าเพราะมันเปนหนังดราม่าที่พูดถึงความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์และความรู้สึกของมนุษย์ จึงจำเปนต้องค่อยๆดำเนินเรื่องไปโดยไม่เร่งร้อน เพราะความ 'STRONG' ของหนัง อยู่ที่การแสดงของสองนักแสดงดังที่ได้กล่าวแล้ว อีกอย่างที่ทำให้ชอบ คือความเปนหนังย้อนยุคไปไกลถึงยุค 20 ทำให้มีโอกาสได้สัมผัสบรรยากาศของฉากหลังอันงดงามวิจิตรอย่างเต็มที่ พูดให้ชัดๆ คือเปนหนังที่สวยมากในแทบทุกองค์ประกอบ แถมยังนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับคนข้ามเพศคนแรกของโลกที่สร้างแรงบันดาลให้แก่คนข้ามเพศในยุคต่อๆมา
แต่น้องมอดดูแล้วไม่ค่อยตื่นเต้นเรื่องความพยายามในการข้ามเพศของผู้ที่รู้ตัวเองว่าเกิดมาในร่างกายที่ไม่ใช่ เพราะคิดว่าการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่ง 'ตัวตนอันแท้จริง' หรือ 'เพศที่ถูกต้อง' นั้น สำหรับยุคนี้ไม่ใช่เรื่องยากเย็นปานเข็นครกขึ้นภูเขาเหมือนในยุคก่อนอีกแล้ว แต่สิ่งที่ยากเย็นแสนเข็ญยิ่งกว่าคือ เมื่อได้ตัวตนแท้จริงมาแล้วจะดำเนินชีวิตอยู่ต่อไปในสังคมให้เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าและศักดิ์ศรีแห่งความเปนคนได้อย่างไรต่างหาก... :'-P

No comments:
Post a Comment