SPOTLIGHT
(Tom McCarthy, 2015)
หนังเรียบๆนิ่งๆ ไม่มีฉากดราม่าตื่นเต้น ระทึกขวัญใดๆก็จริง แต่ดูแล้วเร้าใจ ชวนให้อยากติดตามต่อมากๆ พูดเลยว่าบทหนังเขียนได้ดีสุดๆ ทั้งในส่วนการให้ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมสามานย์ของคนในวงการศาสนาที่กระทำต่อเด็กน้อยผู้บริสุทธิ์อย่างเลือดเย็น ยิ่งดูก็ยิ่งตกตะลึง เศร้าสลดหดหู่ใจไปพร้อมๆกัน และในส่วนของการเผยถึงวิธีการทำงานของสื่อมวลชน-หนังสือพิมพ์ ที่อุทิศทุ่มเทตนให้กับการขุดคุ้ยความจริงเพื่อนำมาตีแผ่ให้สาธารณชนรับรู้ เพื่อให้สังคมช่วยกันตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น จนนำไปสู่การช่วยการเปลี่ยนแปลงแก้ไขสังคมให้ดีงามสืบไป #ฟังดูอุดมคติจุงเบย ^^
ไม่ต้องบอกหรอกเนาะ ว่าหนังเรื่องนี้ 'ดีงาม' แค่ไหน ชอบฉากหลังและบรรยากาศของเมืองบอสตันในหนังมากๆ คือแลดูเปนเมืองที่เงียบสงบ ร่มรื่น ห่างไกลจากความอึกทึกวุ่นวาย ผู้คนไม่มากมายพลุกพล่าน สภาพแวดล้อมดูสะอาดตา (แอบคิดในใจอยู่ว่าบรรยากาศเมืองช่างดูซึมๆ เหมือนหนังญี่ปุ่น ปรากฏว่าผู้กำกับภาพเรื่องนี้เปนคนญี่ปุ่นจ้าาาา ^_^ ชื่อ มาซาโนบุ ทากายานางิ เคยเปนตากล้องให้หนังฮอลลีวู้ดมาหลายเรื่อง เช่น The Grey. Silver Linings Playbook และ Black Mass) ไม่รู้ว่าของจริงจะแลดูเปน 'เมืองน่าอยู่' แบบในหนังอะป่าว แต่พูดแบบไม่อายเลยว่าอยากไปอยู่ในเมืองแบบนี้สุดๆ แม้ว่าจะมีปัญหาบาทหลวงชอบลวนลามเด็กก็เถอะ! หนึ่งคือน้องมอดไม่มีลูกน้อยให้ต้องคอยเฝ้าระวัง กลัวบาทหลวงชั่วจะล่อลวงไปทำมิดีมิร้าย สองคือน้องมอดเลยวัยที่จะมีบาทหลวงอยากมาลวนลามแล้ว T__T มีแต่จะเปนฝ่ายไปลวนลามคนอื่นแทนมากกว่า 555+ #กล้าพูด!
งั้นถ้าพูดแบบเห็นแก่ตัว ก็ต้องว่าปัญหาแบบในหนังมันออกจะอยู่ห่างไกลจากชีวิตอยู่พอสมควร ทำให้คิดว่าตราบใดที่พวกมันไม่มายุ่งกับเรา เราก็ไม่ยุ่งกับมันเท่านั้นเอง (เหตุผลลึกๆจริงๆคือ ลำพังตัวเราคนเดียวจะไปต่อกรอะไรกับความชั่วร้ายนรกแตกเหล่านั้นได้!)
การที่นักหนังสือพิมพ์ในหนังเรื่องนี้ ลุกขึ้นมาทำหน้าที่สืบค้นเจาะลึก เพื่อนำความจริงอันถูกซุกซ่อนไว้ใต้พรมมาเปิดโปงให้ประชาชนรับทราบ จึงเปนพฤติการณ์หาญกล้า สมควรแก่การได้รับคำยกย่องสรรเสริญเปนที่สุด แม้จะมีข้อครหาเล็กๆ ว่าที่พวกเขาเลือกทำข่าวนี้ก็เพราะต้องการ 'ขายข่าว' อันจะเปนการช่วยพยุงกิจการที่กำลังง่อนแง่นให้มั่นคงขึ้นก็ตาม กระนั้นก็ต้องถือว่าพวกเขามีสำนึกแห่งความรับผิดชอบต่อสังคมอยู่มากพอสมควร เพราะการนำเสนอข่าวที่มุ่งเป้าโจมตีไปยังสถาบันศาสนาอันเปนศูนย์รวมใจของคนเกือบทั้งประเทศนั้น ถือเปนเรื่องละเอียดอ่อนซึ่งผลลัพธ์ที่จะกลับคืนมาอาจส่งผลให้ทั้งองค์กรต้องประสบกับความพินาศก็เปนได้
แต่ในเมื่อคนเราเลือกที่จะยืนเคียงข้างความถูกต้องแล้ว จึงไม่จำเปนต้องเกรงกลัวต่อภัยมืดหรืออิทธิพลนานาที่จะเข้ามาคุกคาม ดังคติที่ว่า "หากคนดีท้อถอย คนถ่อยย่อมได้โอกาส" !!
ถึงส่วนตัวจะมองว่าหนังเรื่องนี้เปนหนังดี ไม่ใช่แค่ดีธรรมดา แต่ดีมากๆด้วย! (แต่ไม่เชียร์ให้มันได้ออสการ์เลยอะ ไม่รู้ทำไม หุหุ) นอกจากจะคู่ควรต่อการที่ครู-อาจารย์ผู้สอนวิชาสื่อสารมวลชนจะนำไปเปิดให้นักศึกษาดูกันแล้ว บรรดาสำนักข่าวทั้งหลายก็ควรต้องฉายหนังเรื่องนี้ให้คนข่าวของตนได้ดูเปนประจำทุกปีด้วย (จะฉายในวันนักข่าว/วันสื่อสารมวลชนแห่งชาติ 5 มีนาฯ หรือวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก 3 พฤษภาฯ ก็เลือกเอาสักวันเถอะ!) จะได้เปนการกระตุ้นต่อมจรรยาบรรณ-จริยธรรมสื่อมวลชน โดยเฉพาะในส่วนของสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคม (และการเคารพสิทธิส่วนบุคคล ไม่ว่าคนๆนั้นจะเปนใคร มีชีวิตอยู่หรือตายไปแล้ว) ให้เกิดความแข็งแรงขึ้นกว่าที่เปนอยู่ในขณะนี้ (ซึ่งค่อนข้างอ่อนแอเต็มที!)
แต่พอดูจบแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าหนังเรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นมาเมื่อสักสิบกว่าปีก่อน ก็คงจะพลอยรู้สึกตื่นเต้น ฮือฮา และมองว่าการเปนสื่อมวลชน เปนนักข่าว-นักหนังสือพิมพ์นั้น มันเปนอาชีพที่มีเกียรติ สูงส่ง และ 'โคตรเท่' แบบที่หนังพยายามวาดภาพให้เห็นเสียเปนแน่แท้! (เพราะมันถึงขั้นให้ทนายความยังพูดเลยว่า ตนไม่มีปัญญาจัดการพวกบาทหลวงชั่วได้ ถ้าสื่อฯไม่กระโดดลงมาเล่นด้วย! แต่ก็นั่นแหละนะ! กว่าที่สื่อฯจะยอมลงมาเล่นด้วย ก็ต้องรอจนกระทั่งมีคนมาจุดประเด็นให้เห็นว่ามันเปนข่าวที่ 'ขายได้' ซึ่งก็ผ่านเวลาไปเนิ่นนานเหลือเกินแล้ว #น่าเศร้าใจฝุดๆ Y__Y)
การได้ดูหนังเรื่องนี้ในยุคนี้ ยุคที่สิ่งพิมพ์ประกาศปิดตัวกันโครมคราม เพราะคนอ่านหนังสือพิมพ์น้อยลงฮวบฮาบ หันไปอ่านข่าวในสื่อออนไลน์ หรือดูข่าวทีวีมากขึ้นแทน เพราะเหมือนมีคนมานั่งอ่านหนังสือพิมพ์ให้ฟังทุกวัน! แถมหนังสือพิมพ์ยุคนี้ก็เล่นข่าวตามกระแสที่โด่งดังทางสื่อออนไลน์ด้วยซ้ำ พูดอีกแบบว่าหนังสือพิมพ์ไม่ได้เปน 'ลีดเดอร์' ในการชี้นำกระแสสังคมเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว
เพราะงั้น เลยอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้เหมือนต้องการสร้างขึ้นเพื่อให้คนรุ่นหลังได้มีโอกาสรับรู้รับทราบว่าครั้งหนึ่งสื่อมวลชนประเภท 'หนังสือพิมพ์' เคยยิ่งใหญ่และทรงอิทธิพลต่อสังคมอย่างมหาศาล แบบเดียวกับไดโนเสาร์ที่ครั้งหนึ่งเคยครองโลก แต่ปัจจุบันเหลือเพียงซากแห้งๆที่ถูกนำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ (รวมถึงนำมาสร้างเปนหนัง) นั่นแล... :'-P

No comments:
Post a Comment