Monday, December 28, 2015

SNAP แค่...ได้คิดถึง (พ.ศ. ๒๕๕๘)


SNAP แค่...ได้คิดถึง
(คงเดช จาตุรันต์รัศมี, พ.ศ. ๒๕๕๘)

หนัง 'ก็ดี' อะนะ! แต่ได้ดูแล้วไม่ค่อยชอบ ไม่ใช่เพราะว่าหนังมันค่อนข้างนิ่ง ไม่มีฉากดราม่าแรงๆ ให้รู้สึกตื่นเต้นเลย และมิใช่เปนเพราะเข้าไม่ถึงประเด็นทางการเมืองที่หนังสอดแทรกเข้ามาเปนบรรยากาศของหนัง


คือถึงแม้จะรู้ว่าเหตุการณ์การเมืองช่วงนั้นมันเกิดอะไรขึ้นก็จริง แต่ก็คิดไม่ออกว่าจะเอามาเชื่อมโยงกับเรื่องราวเพื่อที่จะ 'มอง' หนังให้ลุ่มลึกขึ้นได้อย่างไร เพราะเชื่อว่านักทำหนังอย่างคุณคงเดช ซึ่งเปนผู้กำกับ/ผู้เขียนบท 'ขวัญใจนักวิจารณ์' อย่างแท้จริง (โดยเฉพาะรางวัลชมรมวิจารณ์บันเทิงซึ่งน่าจะได้รับไปแล้วหลายตัวซึ่งน่าจะมากที่สุดในบรรดาคนทำหนังไทยยุคเดียวกันเลยก็ว่าได้ ^^) น่าจะสอดแทรกการเมืองในหนังเพื่อสื่อสารไอเดียบางอย่างที่ลึกซึ้งและชวนให้ขบคิดมากกว่าแค่ประเด็น 'การเมืองเปนตัวการทำให้เพื่อนต้องแตกแยกบาดหมาง เพียงเพราะสวมเสื้อคนละสี'

บอกตามตรงเลยว่า มันออกจะเปนประเด็นที่แลดูธรรมด๊าธรรมดาในความรู้สึก (มิได้หมายความว่าข้าพเจ้าจะไม่สลดหดหู่ใจกับเรื่องนี้นะ พูดตรงๆ คือรู้สึกว่ามันเปนอะไรที่ไร้สาระยิ่งกว่าเพื่อนรักแตกคอกันเพราะทำธุรกิจร่วมกันเสียอีก!) เพราะได้ยินคนโน้นคนนี้พูดมาจนเกร่อแล้ว เลยไม่นึกว่าระดับคุณคงเดชแล้ว น่าจะพูดอะไรที่ไม่ธรรมดา แตกต่างจากคนส่วนใหญ่ก็คิดๆกันได้  แต่ควรจะต้องพูดหรือนำเสนออะไรที่มันลุ่มลึก-เด็ดขาด-เฉียบคมกว่าที่นี้อะปะ? 

ดังที่กล่าวมานี้แหละ เลยทำให้พยายามคิดว่า การที่นางเอกไม่มีรูปในหนังสือรุ่น มันจะเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับการชุมนุมทางการเมือง จนนำมาสู่สภาวะแห่งการ 'คืนความสุขแก่คนในชาติ' เช่นที่เปนอยู่สืบเนื่องมาจากถึงปัจจุบัน #ไม่แน่ว่าอาจเปนอยู่ตลอดไปชั่วนิจนิรันดร T___T แต่ก็คิดหาเหตุผลมาอธิบายไม่ได้จริงๆ เพราะน้องมอดเปนคนโง่เง่าเรื่องการเมืองที่สุด!

แต่นั่นก็มิใช่เหตุผลที่ทำให้ไม่ค่อยชอบหนังเรื่องนี้หรอกนะฮะ

สิ่งที่ทำให้รู้สึก 'ไม่ปลื้ม' หนังสักเท่าไหร่ คือนางเอกเรื่องนี้ (หมายถึงตัวละครในหนังนะ ไม่ใช่ตัวจริงนอกจอ เพราะว่ากันตามเนื้อผ้า น้องเค้าก็เล่นได้โอเค) ซึ่งมีความรู้สึกว่านิสัยของนางออกจะ 'เยอะ' จนน่ารำคาญ โดยเฉพาะนิสัยจุ๊กจิ๊ก (ไม่ใช่จุกจิก) นี่นั่นโน่น เห็นแล้วป่วยใจมาก อย่างการที่นางยังคงฝังใจไม่รู้ลืมกับคนรักเก่าที่ร้างราห่างเหินกันไปนานเกือบสิบปี ทว่ามาได้พบกันโดยบังเอิญ และมีเหตุให้ต้องปฏิสัมพันธ์กันใหม่ในสถานที่เดิม อันทำให้ความหลังครั้งเก่าหวนกลับคืนมาอีกครั้งอย่างเลี่ยงไม่ได้

ก็ไม่รู้สินะ! คือดูแล้วไม่รู้สึก 'เชื่อ' เลยว่านางเอกกับคนรักเก่า #พระเอก จะรักใครไยดีอะไรกันลึกซึ้งนักหนา #กะอีแค่เลี้ยงปลาตัวเดียวกันเนี่ยเหรอ! คงเพราะเหตุนี้ เลยออกจะรำคาญใจเวลาเห็นนางทำท่าเหมือนโหยหาอดีตเสียเหลือเกิน! แบบว่า...ต้องพยายามไปขวนขวายหาม้านั่งตัวเก่าที่เคยนั่ง หรือถามหาปลาตัวเก่าที่เคยให้อาหารมันทุกวัน ไปจนถึงพาแฟนใหม่ไปร้านทำผมซึ่งเคยเปนบ้านเก่าที่นางเคยอาศัยก่อนย้ายไปอยู่เมืองหลวง แล้วก็คุยจุ๊กจิ๊กหงุงหงิงให้แฟนฟังว่าตรงมุมนั้นเคยวางเก้าอี้ ตรงมุมนี้เคยว่าโซฟาวางโทรทัศน์ บลาๆ #ดูแล้วรู้สึกว่าอีนี่ดัดจริตมากๆ #พูดเลย!

อาจเปนเพราะว่าเราดูแล้วไม่รู้สึกเลย ว่านางเอกจะรักแฟนคนปัจจุบันมากมายจนอยากจะแชร์เรื่องราวชีวิตตนในอดีตให้เขาฟังก็เปนได้ ยิ่งเปนอดีตในช่วงที่กำลังมีรักฝังใจกับผู้ชายคน ซึ่งกำลังหวนกลับเข้ามาทำให้เกิดความสับสนทางอารมณ์อยู่พอดี! ก็เลยไม่ค่อยเข้าใจ ว่าในเมื่อนางเอกก็ดูไม่ค่อยรักแฟนใหม่เท่าไหร่ แล้วจะทู่ซี้แต่งงานกับเขาทำไม ทั้งที่คิดเห็นอะไรก็ไม่ตรงกันเลยสักอย่าง แถมตอนแต่งงาน นางก็ดันทำหน้าเหมือนโดนบังคับ มิหนำซ้ำยังร้องไห้ออกมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย (รู้นะว่าคิดถึงแฟนเก่า!) จนแฟนใหม่ต้องรีบรี่เข้าปลอบ #เห็นแล้วสงสารผู้ชายมากที่โดนสวมเขาตั้งแต่วันแต่งงาน T^T

ว่าที่จริง โดยพล็อตเรื่องมันก็เปนหนังโรแมนติกนี่แหละฮะ แต่ดูแล้วกลับหาความโรแมนติกไม่เจอเลย อดคิดไม่ได้ว่าถ้าทำให้มันดูฟูมฟายดราม่าขึ้นมาอีกนิด #แต่ไม่ต้องถึงขั้นTheLetterจดหมายรัก ดูแล้วก็อาจชอบและอินกับหนังมากกว่านี้ก็ได้ เพราะที่เปนอยู่คือ นอกจากไม่ค่อยชอบ-ไม่อินแล้วยังรำคาญอีกต่างหาก!

แต่มันก็ยังคงเปน 'หนังที่ดี' นะฮะ อันนี้ขอยืนยัน!!

ไม่มีอะไรจะบ่นอีกละ เด๋วจะกลายเปนตั้งหน้าตั้งตาโจมตี งั้นพูดถึงอะไรที่ชอบบ้าง หนึ่งคือชอบฉากที่เพื่อนเก่ามาชุมนุมกัน ดูแล้วรู้สึกว่าเวลาพูดคุยมีความเปนธรรมชาติดี ช่วยให้หนังดูมีชีวิตชีวาขึ้นเยอะ อีกอย่างที่ชอบมากคือบทแฟนพระเอกที่ออกมาแค่ฉากเดียว แถมยังไม่ให้คนดูเห็นหน้าอีกต่างหาก แต่กลับรู้สึกว่าเธอเหมาะที่จะอยู่กับพระเอกมากกว่านางเอกเสียอีก ฟังจากคำพูดคำจาแล้ว คิดว่าเธอน่าจะเปนคนดึงสติของเขาให้ออกห่างจากโลกแห่งความเวิ่นเว๊อเพ้อฝัน หันมาอยู่กับความจริงเพื่อก้าวต่อไปข้างหน้า ปล่อยให้คนบางคนจมปลักดักดานอยู่กับความทรงจำเก่าๆ และการโหยหาอดีตที่ไม่มีวันหวนคืนตามลำพัง... :'-P

No comments: