Monday, December 28, 2015

สัปดาห์อาถรรพณ์! (BAD DAYS OF WRITE!)



เพลียตัวเองสุดๆละฮะ!! ...สัปดาห์ก่อนดูหนังไปสองเรื่องคือ Goosebumps กับ Star Wars: The Force Awakens ดูแล้วก็พยายามจะเขียนรีวิวลงเฟซ อันเปนกิจวัตรที่ทำมาตลอดปีที่ผ่านมา แต่ปรากฎว่า 'เขียนไม่ได้!!!' T___T คือเขียนไปได้สักพักดันเกิด 'รู้สึก' ขึ้นว่าที่เขียนนั้น มันไม่ใช่อะ...มันไม่น่าจะเปนแบบนี้...มันควรจะต้องใช้คำอื่นอะปะ! ก็เลยลบที่เขียนไปแล้ว ไม่ว่าจะเปนคำเดียว ประโยคเดียว หรือย่อหน้าเดียวนั้นทิ้งไป! (แต่ที่หนักสุดเท่าที่เคยทำ ‪#‎และยังคงทำ‬! คือโยนทิ้งที่เขียนแล้วทั้งหมด ‪#‎ไม่ว่าจะกี่หน้าก็ตาม‬ เพราะคิดว่าถ้ามัน 'ไม่ใช่' ก็อย่าพยายามทู่ซี้-ดันทุรัง-เอาหัวชนกำแพงเพื่อเข็นมันให้จบ เพราะมีความเชื่อส่วนตัวว่า ต่อให้งานออกมาห่วยระยำตำบอนขนาดไหน แต่ถ้าตอนทำ เรารู้สึก 'สนุก' ก็ดีกว่าทำๆไปด้วยความทรมาน พูดให้ชัดเจนคือ ถ้าทำแล้วมีความสุขก็ทำ แต่ถ้าทำแล้วไม่มีความสุขก็ไม่ทำเท่านั้นเอง ^^)


เหตุนี้ เวลาเขียนถ้อยคำหรือประโยคใดแล้ว 'รู้สึก' ว่ามันไม่ใช่-มันไม่สวย-มันไม่งาม ก็จะลบทิ้งตลอด เพราะไม่รู้จะเก็บไว้ทำไม ในเมื่อคำไทยมีให้เลือกใช้เปนร้อย เลยออกจะฮามากเปนพิเศษ ตอนเห็นฉากที่ แจ็ค แบล็ค ซึ่งเล่นเปนนักเขียนใน Goosebumps กระชากกระดาษออกจากเครื่องพิมพ์ดีด พร้อมกับพูดว่าคำว่า 'หนาวเหน็บ' ควรจะเปลี่ยนเปน 'เหน็บหนาว' มากกว่า! ดูแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า 'ทำไมนิสัยสันดานเหมือนกูจังเลยวะ!' เพราะน้องมอดก็เปนแบบในหนังนั่นแหละ คนทั่วไปอาจคิดว่ากะอีแค่สลับที่นิดเดียว มันไม่ทำให้ความหมายผิดไปไกลลิบนักหรอก เผลอๆอาจให้ความหมายเท่ากันด้วยซ้ำ แต่ก็อย่างว่า...การเขียนหนังสือคือ 'งานการแห่งความรู้สึก' จึงไม่น่าแปลกใจที่คนอื่นซึ่งไม่ใช่คนเขียนหนังสือจะไม่เข้าใจ เพราะขนาดตัวคนเขียนหนังสือเองก็ยังไม่ค่อยจะเข้าใจตัวเองสักเท่าไหร่เล้ยยยย... T^T

ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ชะตาชีวิตเกิดอาเพศหรือดวงอาถรรพณ์อันใดขึ้นหนอ (เมื่อต้นปีเคยเจอภาวะแบบนี้มาก่อนแล้ว อ่านรายละเอียดได้ที่ >> http://movieslightupnongmodslife.blogspot.com/…/blog-post.h… <<) แต่ละครั้งที่จรดดินสอลงบนกระดาษ จะรู้สึกเสมอว่าที่เขียนไปนั้นมัน 'ไม่ใช่' อยู่นั่นเอง! จนเกิดอาการทดท้อ-ละห้อยละเหี่ยจิตขึ้นมาฉับพลัน เพราะมันไม่ใช่แค่ลบทิ้งแล้วเขียนใหม่แบบธรรมดา แต่มันถึงขั้นโยนทิ้งทั้งกระบิแล้วเขียนใหม่เลยแหละ! เลยยิ่งเบื่อหน่าย-เพลียใจ-หงุดหงิดตัวเองมากยิ่งขึ้นว่า 'แม่งมันอะไรกันวะ!' ก็ไหนบอกกับตัวเองมาตลอดไม่ใช่รึ! ว่าเขียนรีวิวลงเฟซบุ๊ค ไม่ต้องจริงจัง-เอาเปนเอาตายอะไรกับมัน คิดอะไรได้ก็เขียนๆไป ไม่ต้องเคร่งเครียด-ซีเรียสเกินเหตุ เพราะเงินก็ไม่ได้ ชื่อเสียงยิ่งไม่ต้องพูดถึง...เขียนวิจารณ์หนังมายี่สิบกว่าจวนจะสามสิบปี ไม่เคยมีแฟนคลับอะไรกับเค้าเล้ย! แถมโปรไฟล์ที่จะมาห้อยต่องแต่งต่อท้ายชื่อ เพิ่มความเปน 'เซเล็บฯ' ให้ตัวเองก็ไม่มี เช่นเปนอาจารย์สอนหนังที่นั่นที่นี่ เปนกรรมการตัดสินรางวัลนี่นู่นที่โน่น บลาๆๆๆ... 'แล้วมึงจะซีเครียดกับมันไปทำไมวะ!' ทำไมไม่รีบเขียนให้มันเสร็จๆ จะได้จบๆ แล้วเอาเวลาไปทำงานอย่างอื่น ‪#‎งานอันเปรียบเหมือนต้นไม้ที่อยากปีน‬ ^^ แทนการมัวมานั่งประดิดประดอย เรียงร้อยงานที่มัน 'ไม่ช่วยสร้างอนาคต' ใดๆ ให้แก่ตนเองอยู่เยี่ยงนี้!!

(อันนี้กล้าพูดเลยนะ!! ว่าการเขียนวิจารณ์หนังในเมืองไทย แม่งเปนงานที่โคตรจะ 'ไร้อนาคต' สุดๆละ! เพราะเอาไปต่อยอดเพื่อให้เกิดความงอกเงยในด้านอื่นใดไม่ได้เลย พูดให้เว่อร์ๆคือ 'ฐานันดร' ของงานเขียนประเภทบทวิจารณ์ 'ต่ำตม' ยิ่งกว่าบทความขายครีมขายสมุนไพรในเน็ตอีกนะ! เพราะพวกนั้นอย่างน้อยมันก็เปนความรู้ อ่านแล้วก็พอจะได้ประโยชน์เรื่องการดูแลสุขภาพร่างกาย ‪#‎ถึงมันจะCopy‬&Pasteจากชาวบ้านมาก็เหอะ! หรืออย่างบทความแนวกำลังใจอะไรพวกนั้น ต่อให้เขียนออกมาน่าเบื่อ อ่านแล้วง่วงชวนนิพพานขนาดไหน พอเอามารวมเล่มแล้วก็ยังแลดูมีจุดขายแข็งแกร่ง ชวนให้คนอ่านซื้อไปอ่านบ้างแหละ แต่ถ้าเปนรวมเล่มบทวิจารณ์หนังน่ะเหรอ ต่อให้มีคอนเซ็ปต์เล่มเปนหนังรัก หนังโป๊ หนังตุ๊ด-เกย์-เก้งกวาง-เลสเบี้ยน ฯลฯ ยังไม่รู้เลยว่าจะขายได้ป่าว ยิ่งยุคนี้ใครมันจะอยากซื้อหนังสือรวมบทวิจารณ์หนังไปอ่าน ในเมื่อมีให้อ่านฟรีในเน็ตจนตาแฉะ อีกอย่างคือเรามาถึงยุคที่ใครๆก็เปนนักวิจารณ์กันได้แล้ว ต่อให้ไม่มีใครเคลมว่าเปน ก็เคลมตัวเองกันได้ไม่ต้องเหนียมต้องอายกันอีกละ ‪#‎ไม่งั้นอดได้บัตรดูหนังรอบสื่อนะเธอว์‬ หุหุ ...เอาเถอะ! พูดมากก็จะยิ่งออกทะเลไปไกล เพราะย่อหน้านี้แค่ต้องการจะพูดว่า ในทัศนะของข้าพเจ้า งานวิจารณ์หนังในเมืองไทย ทำแล้วแม่ง 'ไร้อนาคต' แต่ถ้าใครจะทำให้มันมีอนาคตขึ้นได้ ก็ขอโมทนาสาธุให้ละกัน!)

แต่ก็นั่นแหละ! ถึงจะคิด(เองเออเอง!)แบบนั้น ทว่าพอลงมือเขียนทีไร ก็อดไม่ได้ที่อยากจะให้งานออกมาสวยๆทุกที จะสวยด้วยอะไรก็ว่ากันไป ขอให้คนเขียนพอใช้เปนใช้ได้ ส่วนใครจะว่าไม่สวยก็ช่าง! 'กูว่าของกูสวย คือจบ!!' เพราะทุกวันนี้ ได้คำตอบ ได้ข้อสรุปกับตัวเองแล้วว่า เขียนหนังสือเพื่อ PLEASE ตัวเองเปนหลัก! มิมีจุดประสงค์หรือเจตนา please คนอื่น ด้วยไม่รู้จะทำไปทำเพื่อ!! ทำแล้วได้เงินก็ว่าไปอย่าง! แต่ในเมื่อเงินก็ไม่ได้ แถมก็มิใช่ต้นไม้ที่เราอยากปีนอีกต่อไปแล้ว เพราะปีนมาเปนสิบๆปี ไม่เห็นจะทำให้ชีวิตกูดีขึ้น-เจริญขึ้น-สูงส่งขึ้นเลยสักอย่าง ‪#‎ใครจะว่าดูถูกงานที่ตัวเองทำมาตลอดก็ยอมละ‬! ‪#‎รู้สึกยังไงก็พูดยังงั้น‬ ‪#‎ไม่อยากตอแหลสร้างภาพ‬ ^o^ ยิ่งพอมองย้อนกลับไปก็มีแต่งานที่เอาไปทำประโยชน์อันใดไม่ได้ ‪#‎ถ้ารวมเล่มออกมาขายจะมีใครซื้อบ้าง‬ ‪#‎ตอบ‬!! ‪#‎เกินห้าคนมั้ยยังสงสัย‬ :'-P หันไปมองเบื้องหน้าก็แลเห็นแต่ความสิ้นหวังมืดมนรออยู่ตรงปลายทาง ‪#‎ดราม่าสัส‬! เลยบอกกับตัวเองเสมอว่า 'กูเขียนเพื่อ PLEASE ตัวกูเอง!' ...ลืมไปว่า การเอาใจตัวเองนี่แหละโคตรยาก! เพราะว่าข้าพเจ้าเปนคน 'เยอะ' ประมาณว่าเขียนๆไป...ใช้คำนั้นก็ไม่ดี ใช้คำนี้ก็ไม่ได้ วุ่นวะวุ่นวายอยู่กับการคิดหาถ้อยคำอยู่แบบนี้เรื่อยมาจนไม่มีเวลาไปทำมาหาแดก ด้วยการไปปีนต้นไม้ต้นอื่นเสียที!!

อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ ‪#‎ถ้ามีคนทนอ่านอะนะ‬ *_* ก็คงจะเกิดคำถามในใจกันละมังว่า "อ้าว! ก็ถ้าทำแล้วไม่มีอะไรดีขึ้นสักอย่าง มีแต่สียเวลา เสียน้ำตา เสียอนาคตอยู่เยี่ยงนี้ งั้นจะทู่ซี้ทำไปทำไม!!" ‪#‎พี่เกดไม่เข้าใจอะ‬... เอ๊ย! ‪#‎น้องมอดไม่เข้าใจฮะ‬ ^^

น้องมอดคิดว่า มันคงจะเปนอย่างที่ พี่แขก - คำ ผกา พูดในรายการ Diva Cafe เมื่อสัปดาห์ก่อน เกี่ยวกับวิธีคิดของคนจนละมังฮะ รายละเอียดจะเปนอย่างไร ขอเชิญไปฟังในคลิปกันเอาเอง แต่บอกตามตรงว่าน้องมอดฟังแล้วรู้สึก 'สะเทือนใจ' มากมาย (ทำให้เชื่อว่าน่าจะเปนสาเหตุให้เขียนหนังสือไม่ได้ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ‪#‎ส่วนสัปดาห์นี้จะออกหัวหรือก้อยก็สุดจะเดา‬ ToT) อดคิดไม่ได้เลยว่า ไอ้ที่เรากำลังทำอยู่ทุกวันนี้ มันช่างเปนตรรกะหรือวิธีคิดแบบคนจนที่พี่แขกพูดในรายการเปี๊ยบ! คือแทนที่เราจะเสียเวลาไปกับการ 'ปีนต้นไม้ต้นที่เราอยากปีน' เพราะเล็งแล้วว่ามันน่าจะแผ้วถางสร้างอนาคตให้แก่เราได้มากกว่า ก็กลับเอาเวลา (อันมีอยู่จำกัดจำเขี่ย) นั้นไปทุ่มเทให้กับการเขียนรีวิวหนัง ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าทำไปก็มิได้ทำให้ชีวิตดีขึ้นเท่าไหร่ นอกจากความสุขเพียงชั่วครู่ยาม เพียงเพื่อจะได้ปลอบใจตัวเองไปวันๆ ว่าอย่างน้อยเราก็ยังเขียนอะไรออกมาบ้าง มิได้ปล่อยให้เวลาล่วงผ่านไปเฉยๆ โดยไม่ทำอะไรเลย

ด้วยว่าการเขียนถึงหนัง (เรียกให้หรูคือการวิจารณ์ แต่ถ้าเรียกแบบบ้านๆคือการรีวิว) นั้น น้องมอดยอมรับตามตรงว่าเปนงานที่ค่อนข้างถนัด เพราะทำมานานจนพอจะพูดได้ว่า มันมิได้ยากเย็นแสนเข็ญ-เหลือบ่ากว่าแรงใดๆ เทียบกับ 'ต้นไม้ที่อยากปีน' อันเปนความฝันมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งไม่เคยลองทำอย่าง 'จริงจัง' สักที! เพราะไม่แน่ใจเลยว่าจะทำไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ (หมายถึงเขียนเสร็จจนจบเรื่องอะเนาะ ‪#‎ตอนนี้หวังไว้แค่นี้แหละ‬ ^_^) ในเมื่อทุกวันนี้ เขียนไปได้หน่อยหนึ่ง พอรู้สึกว่ามัน 'ไม่ใช่' ก็โยนทิ้งตลอด! จนแลดูว่าจะไม่มีวันทำเสร็จเลยในชาตินี้ไปจนถึงชาติหน้า!!! ต่างจากการเขียนรีวิวหนัง ความที่ทำมานาน เลยพอจะมีทักษะในการแก้ปัญหา-ขายผ้าเอาหน้ารอดได้ตามสมควร แม้จะต้องโยนทิ้งแล้วเขียนใหม่อยู่เนืองๆ สุดท้ายก็ยังพอจะเขียนให้เสร็จออกมาจนได้

อย่างที่พี่แขกพูดไว้ในรายการนั่นแหละฮะ ว่าถ้าเรารู้แน่นอนว่าอีกครึ่ง ชม. รถไฟจะมา เราก็ย่อมจะมีกำลังใจที่จะรอต่อไป แต่ถ้าเรามองไม่เห็นวี่แววเลย ว่าอีกกี่นานรถไฟจึงจะมา ใครหน้าไหนมันจะทนรอ! ซึ่งพอได้ยินคำพูดนี้แล้ว ทำให้อดที่จะย้อนคิดถึงตัวเองขึ้นมามิได้ และพบว่าการที่ทุกวันนี้น้องมอดยังคงทู่ซี้-ดันทุรังเขียนรีวิวหนังลงเฟซ-ลงเพจโดยที่ไม่มีใครบังคับ เปนเพราะน้องมอดรู้สึก 'ชัวร์' ว่าตัวเองสามารถทำมันออกมาได้สำเร็จแน่ๆ เลยทำให้มีเรี่ยวแรง-มีกำลังที่จะทำเขียนรีวิวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพูดก็พูดเถอะฮะ! ว่ามันคือการสร้างความสุขเล็กๆน้อยๆใส่ตัวนั่นเอง เพราะเขียนเสร็จทีไรก็ให้รู้สึกภูมิใจ พอเอามาโพสต์แล้วมีคนมากดไลค์เกินสิบเปอร์เซ็นต์ของเฟรนด์ลิสต์ที่มี ก็แทบจะโหยหวนกรีดร้องออกมาด้วยอากัปกิริยา 'ปังเว่อร์' แล้ว!

แต่กับ 'ต้นไม้แห่งความฝัน' น้องมอดกลับไม่ชัวร์เลยสักนิด เพราะเพียงแค่เริ่มเขียนบทแรกก็เกิดอาการ 'เกร็ง' จนแทบจะกลายเปนกล้ามเนื้ออักเสบโดยไม่ต้องออกกำลังเสียให้ได้! ทำออกมาแล้วก็รู้สึกว่าเปนงานที่ไม่ relax เอาเสียเลย เขียนเองอ่านเองยังเบื่อ! พาลถอดใจเอาดื้อๆ ต้องขอพักไว้ไปตั้งศูนย์ถ่วงอารมณ์ใหม่อยู่เนืองๆ ตั้งใจว่ามีโอกาสเหมาะเมื่อใดค่อยมาเขียนต่อ แต่เอาเข้าจริง โอกาสนั้นก็ไม่เคยมาถึง ToT ด้วยว่าพอหยิบที่เขียนแล้วขึ้นมาอ่านทวน ก็มีความรู้สึกว่าโยนทิ้งแล้วเขียนใหม่ดีกว่า ‪#‎สันดานเสียสุดๆ‬ ‪#‎เสียใจ‬ T__T จนออกจะกังวลว่า ถ้าขืนปล่อยให้เปนแบบนี้เรื่อยไป ชาตินี้คงจะมิได้เขียนอะไรออกมาเลยเปนแน่แท้! ยิ่งถ้าเราดันตายดับไปในวันในพรุ่ง จะมีคนจดจำได้ฤๅว่าเราเปนนัก(อยาก)เขียน!... อย่ากระนั้นเลย(วะ!) อะไรที่ชัวร์ว่าทำได้ก็ทำๆมันออกมาก่อน ถือเสียว่าเปิดโอกาสให้ตัวเองได้รู้สึก 'ภูมิใจ' ที่ได้เขียนงานทำอะไรออกมาบ้าง แม้ว่ามันจะเปนงานที่ไม่มีคุณค่าในสายตาใครเลยก็ตาม ถึงจะไม่มีใครอ่านก็ยังเก็บไว้อ่านคนเดียวได้ และถึงแม้จะไม่ได้เงินก็ไม่เปนไร เพราะความสุขที่เกิดขึ้นจากการได้เขียนงานเสร็จด้วยมือด้วยสมองของเราเองนั้น เงินเท่าไหร่ก็ซื้อไม่ได้!

ส่วนไอ้ที่มันยังไม่ชัวร์ก็ปล่อยไปก่อน ค่อยๆงมเข็มขมโข่งหาทางกันต่อไป ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะหาเจอมั้ย 555+ ‪#‎เปนบ้า‬

ทว่าตราบใดที่ชีวิตยังไม่ดิ้น ก็ต้องดิ้นกันไป ไม่ใช่หรือฮะ...

ออกจะพูดยาวยือเยื้อเกินไปแล้วเนาะฮะ...ว่าปะ! จริงๆที่มาเขียนนี้ก็แค่พยายามจะหาสาเหตุที่เกิดกับตัวเองในช่วงนี้ ว่าทำไมถึงเขียนรีวิวหนังที่เพิ่งดูมาไม่ได้ ทั้งที่หนังก็ดูสนุกดี ถือว่าเปนหนังที่ 'ชอบ' เลยแหละ แต่ดันเขียนออกมาไม่ได้! อาจเปนเพราะเรื่องหนึ่ง เห็นพฤติกรรมตัวละครแล้วสะท้อนใจว่าสันดานเหมือนตัวเองไปหน่อยละมัง ส่วนอีกเรื่องก็เปนหนังที่ไม่อินกับมันเลย เห็นใครๆพากันตื่นเต้น-ดี๊ด๊า-ฮือฮาที่จะได้ดู ก็ให้สงสัยว่าเรานี่ถ้าจะเปนตัวประหลาดแน่แท้! เพราะเฉยกับมันสุดๆ ไม่หือไม่อือ-ไม่กระตือรือร้นที่จะดูเอาเสียเลย แต่พอได้ดูก็รู้สึกสนุกไปกับมันตามสมควร ซึ่งก็แค่นั้นแหละที่พอจะพูดถึงมันได้ เลยมานั่งเขียนบ่นบ้าเรื่อยเปื่อยนี้แทน กลายเปนว่าดันเขียนได้ยาวยืดย้วยกว่าเขียนรีวิวหนังสองเรื่องรวมกันเสียอีกเนาะ ‪#‎OMG‬!

แต่ถามว่า แล้ว 'มีความสุข' มั้ย? ... ตอบเลยว่า 'มากกกกกกกกก...' !!!

คงต้องจบกันเสียทีนะฮะ... ท้ายนี้ขอออกตัวไว้หน่อยนุง ว่าที่พล่ามมาทั้งหมดนั้น มิได้ประสงค์จะเรียกร้องความเห็นใจหรือสนใจไยดีจากใคร แต่หากผู้ใดคิดว่ามีคำแนะนำอะไรดีๆที่พอจะเปนประโยชน์ให้แก่กันได้ จะหลังไมค์มาคุยกันก็จะขอบพระคุณอย่างสุดซึ้งฮะ ‪#‎ตอนนี้อยากได้WritingCoachสุดๆอะ‬ ‪#‎พูดเลย‬! ส่วนใครอ่านแล้วเกิดความรู้สึกสมเพชเวทนาแลประณามหยามเหยียด ก็แล้วแต่จะว่ากันไปนะฮะ...ห้ามกันไม่ได้ ‪#‎เอาที่สบายใจละกัน‬ ‪#‎ใจคอทำด้วยอะไรล่ะนั่น‬! เพราะใจจริงคือแค่ต้องการบันทึกอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้เก็บไว้ให้เปนหลักฐานเท่านั้น เนื่องจากปล่อยให้มันตบตียุ่งเหยิงอลหม่านในหัวสมองมาหลายวันละ จึงจำเปนต้องระบายมันออกมาเพื่อให้สมองโล่งบ้างอะไรบ้าง ซึ่งสำหรับคนเขียนหนังสือ มันจะมีวิธีใดดีไปกว่าการเขียนมันออกมาอีกหรือ...

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้! ...:'-P



วันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2558
เวลา 01.09 น.




No comments: