WOLF TOTEM
(Jean-Jacques Annaud, 2015)
สารภาพตรงๆละกันฮะ ว่าตอนต้นเรื่องเผลอหลับไปจึ๋งนึง แบบว่าเปิดเรื่องมาได้สัก 10 นาที จับเนื้อเรื่องได้ว่าพระเอกกับเพื่อนซึ่งต่างก็เปนนักศึกษาทั้งคู่ ตัดสินใจเดินทางไปอยู่ชนบท เพราะคิดว่ามันน่าจะดีกว่าการต้องมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบากในเมืองหลวง อันเปนช่วงเริ่มต้นยุคปฏิวัติวัฒนธรรมในจีน
ทั้งคู่เลยได้มาอยู่กับเร่ร่อนชาวมองโกลเร่ร่อนกลุ่มหนึ่ง มีหน้าที่ในการสอนหนังสือแก่เด็กๆ อะไรแนวๆนั้น ซึ่งต่อจากนี้ เหตุการณ์จะมีอะไรบ้างก็ไม่รู้ละ เพราะวูบไปซะดื้อๆงั้นเอง ต้องโทษว่าเปนความผิดของข้าพเจ้าที่ไม่เตรียมตัวให้พร้อม หาใช่เปนเพราะหนังไม่สนุกแต่อย่างใด (ขอเข้าใจตรงกันเนาะฮะ!) เพราะว่าพอตื่นขึ้น และได้นั่งดูไปจนจบ ก็พบว่าเปนหนังที่ดูสนุกดีอะ
อาจเปนเพราะตื่นตอนกำลังมีดราม่าคอนเฟล็ก เอ๊ย! conflict พอดี คือพระเอกแอบนำลูกหมาป่าไปเลี้ยง ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าบริเวณที่ชาวมองโกลอาศัยอยู่นั้น ทำอาชีพเลี้ยงสัตว์ซึ่งมีฝูงหมาป่าจ้องจะงาบเปนอาหารทุกขณะ แต่เปนเพราะเขาใจไม่แข็งพอจะสังหารลูกหมาป่าตาดำๆได้ลงคอเหมือนชาวมองโกลคนอื่นๆ แต่ครั้นจะทิ้งไว้ก็เท่ากับปล่อยให้มันตายอยู่ดี เลยต้องนำมันกลับมาเลี้ยง โดยไม่ยอมฟังคำทักท้วงจากเพื่อนที่บอกว่า ไม่ช้าก็เร็วจะต้องเกิดปัญหาขึ้นแน่ เพราะลูกหมาป่าย่อมจะไม่มีวันตัวเล็กจ้อยร่อยตลอดกาลแน่ๆ!
พอมีปมขัดแย้งแบบนี้ขึ้นมา เลยรู้สึกว่าหนังมีความน่าสนใจ ชวนอยากติดตามขึ้นมาทันที เพราะก็อยากรู้ (พูดอีกแบบคือ 'อยากเผือก' 55+) ว่ามนุษย์กับหมาป่าจะสามารถเปนเพื่อนกันได้จริงหรือ ในเมื่อใครๆต่างก็รู้กันดีว่า หมาป่าเปนสัตว์ที่มีนิสัยดุร้าย แถมยังแลดูว่าจะเลี้ยงให้เชื่อง ให้เชื่อฟังเจ้านายแบบหมาทั่วไปได้ค่อนข้างยากเสียด้วย
ทว่าเอาเข้าจริง หนังก็มิได้ 'โลกสวย' ถึงขนาดทำให้คนกับหมาป่ามีความรักและผูกพันกันตามขนบของหนังแนวคนรักสัตว์ทั่วไปแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้ คนดูจึงได้เห็นว่าเจ้าหมาป่าก็ไม่เคยที่จะมีท่าทีเชื่อฟัง หรือแสดงอาการผูกพันจงรักต่อพระเอกซึ่งเปนคนเลี้ยงมันมากับมือ ทั้งอุตส่าห์เสี่ยงตายจากการโดนชาวบ้านกระทืบ รวมถึงคอยหาอาหารซึ่งต้องเจียดจากส่วนของตนเองมาให้มันกิน จนกระทั่งมันเติบโตเปนหมาป่าหนุ่ม ซึ่งมันก็สนองบุญคุญด้วยการกัดจนเลือดสาดอีกต่างหาก (สมดังคำโบราณที่ว่า "อย่าไว้ใจสัตว์หน้าขน" โดยแท้!) อันแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ไม่มีทางที่คนกับหมาป่าจะผูกสัมพันธ์รักใคร่กันได้เด็ดขาด
แต่ถึงงั้น แม้ว่าคนกับหมาป่าจะไม่อาจมีความสัมพันธ์กันแบบเจ้านายกับสัตว์เลี้ยง แต่หนังก็ถ่ายทอดให้เห็นว่าสิ่งมีชีวิตทั้งสองสายพันธุ์ต่างก็อยู่ร่วมกันได้ในธรรมชาติ พูดให้ชัดเจนคือ ตราบใดที่มนุษย์มิได้เบียดเบียน เอาเปรียบ หรือฉกฉวยแหล่งอาหารของฝูงหมาป่าไปเปนของตนเพียงฝ่ายเดียว หมาป่าก็คงจะไม่ต้องดิ้นรนดำรงชีวิตให้รอดพ้นจากความอดอยาก ด้วยการมากินสัตว์ที่มนุษย์เลี้ยงไว้ จนกลายเปนวงจรแห่งการเข่นฆ่ากันอย่างต่อเนื่อง ไม่รู้จบรู้สิ้น ทั้งที่ทั้งสองฝ่ายสามารถอยู่กันโดยสันติในอาณาบริเวณเดียวกันได้ไม่ยาก
ความที่เปนหนังอันว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของมนุษย์กับธรรมชาติ เลยเปนเหตุผลสำคัญให้หนังเรื่องนี้นำเสนอภาพทิวทัศน์ของธรรมชาติออกมาได้อย่างยิ่งใหญ่ งดงาม อลังการ น่าทึ่ง โดยเฉพาะหมาป่าที่ถือได้ว่าเปนนักแสดงนำของหนังอย่างแท้จริงนั้น เปนอะไรที่น่าตะลึงลานมากๆ เพราะแต่ละซีนแต่ละช็อตที่หมาป่าปรากฏตัว ดูมีทั้งความงามสง่า น่าเกรงขาม และน่าสะพรึงกลัวไปพร้อมๆกัน ฉากที่ฝูงหมาป่าไล่ต้อนฝูงม้าในท่ามกลางพายุหิมะ จนพากันวิ่งหนีลงไปในทะเลสาบที่กำลังจะเปนน้ำแข็งจนแข็งตายไปตามๆกัน อันเปนเสมือน 'บทลงโทษ' เหล่ามนุษย์ผู้เห็นแก่ได้อย่างเจ็บแสบนั้น เห็นแววตาขมึงทึงของหมาป่าที่จ้องมองดูผลงานของพวกตนด้วยความสะใจแล้ว รู้สึกขนลุกมากมาย อดคิดไม่ได้ว่าในแววตานั้น เหมือนหมาป่าต้องการจะบอกว่า ในเมื่อคิดลองดีท้าทายอำนาจ ก็ต้องโดนลงโทษแบบนี้แล!
อย่างไรก็ตาม หนังให้เห็นว่าเอาเข้าจริง หมาป่าก็เปนแค่สัตว์โลกธรรมดาที่มีความรักตัวกลัวตายเปนสัญชาตญาณในการเอาตัวรอดเปนพื้นฐานเท่านั้น เห็นพวกมนุษย์แห่กันมาพร้อมอาวุธครบมือก็วิ่งหนีหางจุกตูดเหมือนกัน ส่วนการออกล่าคร่าชีวิตสัตว์อื่นก็เปนไปเพื่อจุดประสงค์แห่งการหล่อเลี้ยงบำรุงชีวิตเปนหลัก ไม่มีจุดประสงค์อื่นแอบแฝง แตกต่างจากมนุษย์ที่มีเหตุผลหลากหลายในการฆ่าสัตว์ นอกจากเพื่อเลี้ยงชีวิตแล้ว ยังเพื่อการค้าอีกด้วย ซึ่งฉากที่มนุษย์ออกไล่ล่าหมาป่าในฉากสำคัญของหนัง ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ต่อให้หมาป่ามีความดุร้ายกระหายเลือดเพียงใด ก็เทียบกับความโหดเหี้ยมทารุณที่ฝังลึกในกลมสันดานของมนุษย์ไม่ได้
จุดเด่นอีกอย่างของหนังที่ต้องกล่าวถึง คือดนตรีประกอบของ เจมส์ ฮอร์เนอร์ ผู้ล่วงลับ ซึ่งไพเราะและอลังการงานดนตรีอย่างมาก พูดง่ายๆคือ 'เล่นใหญ่' ทุกฉาก ช่วยเสริมสร้างบรรยากาศและอารมณ์ของหนังดี ยิ่งฉากตื่นเต้นนั้น ทำให้ดูเร้าระทึกใจสุดๆ น่าเสียดายที่เราคงจะไม่มีโอกาสได้ฟังเพลงของเขาอีกแล้ว T__T #ปีหน้ารอดูTheMagnificentSevenกันนะ... :'-P

No comments:
Post a Comment