POINT BREAK
(Ericson Core, 2015)
จำเวอร์ชั่นเก่าไม่ค่อยได้ละ เพราะมันก็นานโขอยู่เนาะ! จำได้อย่างเดียวคือตอนนั้น คีอานู รีฟส์ หล่อมากกกก-หน้าใส-วัวตายควายล้มสุดๆ แม้ว่าจะแอ็คติ้งแข็งเปนท่อนไม้เปนสากกระเบือไปหน่อยก็เถอะ ^^ ก็เลยจัดไปซะหลายรอบ สนองอารมณ์ตัวเอง 555+ อีกอย่างคือหนังก็ดูสนุกด้วยแหละ โดยเฉพาะฉากโต้คลื่นนั้น ถ่ายออกมาได้สวยงาม-น่าทึ่ง-ตะลึงลาน ดูแล้วตื่นตาสุดๆ แต่ก็ไม่เคยคิดนะว่าหนังมันจะมีความดีเด่อะไรถึงขนาดจะต้องนำมารีเมคใหม่ในอีก 20 กว่าปีต่อมา #ตกใจตัวเองมากว่ามีชีวิตอยู่มานานขนาดนี้เชียวนะ เหอๆ
สำหรับหนังเวอร์ชั่นรีเมคนี้ก็ดูสนุกตามสมควรนะฮะ พูดตรงๆคือไม่ได้คาดหวังก่อนจะเข้าไปดูว่ามันจะออกมาดีงามอะไรนักหนา นอกจากเปนแค่หนังฮอลลีวู้ดแอ็คชั่นธรรมดาเรื่องหนึ่ง ซึ่งพอดูจบ มันก็เปนไปตามที่คิดไว้นั่นแหละ หากจะมีอะไรที่ชวนให้รู้สึกพิเศษกว่าเรื่องอื่นๆขึ้นมาบ้าง ก็น่าจะเปนฉากการเล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีมทั้งหลาย ที่ถ่ายทำนำเสนอออกมาได้ตื่นเต้นระทึกใจ เพราะคราวนี้ไม่ได้มีแค่การโต้คลื่นกับดิ่งพสุธาแบบในเวอร์ชั่นเก่า แต่เพิ่มเติมเข้ามาอีกหลายประเภท ทั้งขี่มอเตอร์ไซค์วิบากไต่ไปตามแนวสันเขา, สกีหิมะลงมาจากยอด, การเหินเวหา และการไต่หน้าผาด้วยมือเปล่า ซึ่งแต่ละอย่างล้วนเปนกีฬาท้าตายที่มีความสูงมาเกี่ยวข้องด้วยทั้งสิ้น คนเปนโรคกลัวความสูงแบบข้าพเจ้าเลยนั่งดูไปก็เสียวปรี๊ดๆไปอย่างระงับไม่อยู่
ยอมรับเลยว่าฉากกีฬาเอ็กซ์ตรีมในเรื่องนี้ถ่ายออกมาได้สุดยอดจริงๆ ดูแล้วทำให้เข้าใจความคิดตัวละครเลยว่า คนเราลงว่าไม่กลัวตายเสียอย่าง มันก็ย่อมจะทำได้ทุกอย่าง โดยเฉพาะในสิ่งที่คนส่วนใหญ่มองว่าเปนไปไม่ได้
ไม่แน่ใจว่าในหนังเวอร์ชั่นเก่า พอโจรปล้นธนาคารแล้วเอาเงินไปโปรยทานคนจนแบบในเวอร์ชั่นรีเมคนี้หรือเปล่า เพราะดูแล้วก็ออกจะสงสัยอยู่ว่าการทำแบบนั้นในยุคนี้ เพราะดูแล้วออกจะสงสัยอยู่ว่าการทำแบบนั้นในยุคนี้ มันจะก่อประโยชน์ให้กับโลกนี้สักกี่มากน้อย เพราะมองไม่ออกเลยจริงๆว่าการปล้นคนรวยเพื่อเอาเงินมาแจกคนจน มันจะช่วยให้พวกเขาเกิดความอยู่ดีกินดี มีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนสักแค่ไหน หรือการระเบิดภูเขาให้ฟังลงมาทับเหมือนทองคำที่อยู่เชิงเขานั้น ดูๆไปแล้วก็ไม่น่าจะใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ 'ยั่งยืน' สักเท่าไหร่ นอกจากแค่ทำให้ธุรกิจหยุดชะงักชั่วคราว ซึ่งพอพวกนายทุนมันกลับมาทำธุรกิจได้ใหม่ ก็จะยิ่งตักตวงกอบโกยเพื่อให้ได้ชดเชยกับสิ่งที่เสียไปด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตาม ถึงจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับการกระทำของพวกโจรสักเท่าไหร่ (เพราะมันแลดูเปนการ 'แก้แค้นสังคม' มากกว่าจะช่วยกอบกู้โลกให้หลุดพ้นจากความชั่วร้าย ตามที่ตัวละครกล่าวอ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมให้การกระทำของตนเอง!) แต่ก็ออกจะชอบใจกับแนวคิดในการดำเนินชีวิตของเขาไม่น้อย มีความรู้สึกเหมือนกับว่าเขาเปนคนที่บรรลุธรรมขั้นสูงในชีวิตไปแล้ว นั่นคือ การปล่อยวางและไม่ยึดติดกับสิ่งใด เพราะขนาดเพื่อนร่วมก๊วนตายไปต่อหน้า เขาก็ไม่มีท่าทีโศกเศร้าเสียใจมากมาย เหมือนว่าได้เตรียมใจไว้แล้วว่าสักวันจะต้องเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น จึงไม่ค่อยอาลัยอาวรณ์ในการตายจากของเพื่อนมากนัก แต่มองว่าอีกฝ่ายก็แค่เดินทางไปก่อน อีกไม่นานเมื่อถึงคราวของตนก็ย่อมจะได้พบเจอกันใหม่
ความตายจึงเปนแค่เพียงการลาจากกันชั่วคราว ไม่จำเปนต้องคร่ำครวญหวนไห้ให้เสียเวลา... เอาเวลาไปปาร์ตี้กินเหล้าให้เมากลิ้งดีกว่า เพราะตายเมื่อไหร่ก็หมดโอกาสหาความสุขใส่ตัวเมื่อนั้น!
ที่สำคัญคือเน้นย้ำคนเราทุกคนย่อมต้องเปนคนรับผิดชอบเส้นทางชีวิตที่ตนเปนผู้เลือก ไม่ว่าเส้นทางนั้นมันจะนำความวิบัติหายนะมาสู่ตนก็ตาม เพราะทุกสิ่งอย่างที่เราลงมือทำ ล้วนเกิดขึ้นมาจากการตัดสินใจของเราโดยแท้ และไม่ว่ามันจะทำให้ชีวิตเหมือนเพลงบรรเลงผิดคีย์ ไม่เปนไปตามที่คาดหวังและตั้งใจอยากให้เปนสักเพียงใด ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะโทษใครได้นอกจากตัวเอง... :'-P

No comments:
Post a Comment