Monday, December 28, 2015

GOOSEBUMPS (2015)



GOOSEBUMPS
(Rob Letterman, 2015)

ได้ดูตั้งแต่สองสัปดาห์ก่อน แต่เพิ่งเขียนเสร็จสัปดาห์นี้ เพราะหนังเพิ่งเข้าเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา 555+ (สาเหตุคือช่วงนั้นเจออาถรรพณ์ ทำให้เขียนไม่ได้! อ่านรายละเอียดได้ที่ >> https://goo.gl/lmuujV << ^^) พอผ่านมาได้แล้ว เลยต้องพยายามลองดูอีกสักตั้ง (ก็อย่างใน Quote ที่ยกมานั่นแหละฮะ "อย่าหยุดเพราะเราท้อ แต่หยุดเมื่อเราทำสำเร็จ" ^_^)


จำได้ว่าตอนดู มีความรู้สึกว่าไม่ได้ดูหนังที่ แจ๊ค นิโคลสัน เล่นมานานมาก! เรื่องล่าสุดที่ดูน่าจะเปน The Departed เมื่อปี 2006 นั่นละมัง ก็เกือบสิบปีมาแล้วเนาะ พอดูเรื่องนี้เลยรู้สึกตกใจว่าทำไมปู่แจ๊คถึงดูหนุ่มขึ้น หน้าเด้งขึ้น ทั้งที่อายุก็น่าจะเจ็ดสิบเกือบแปดสิบแล้ว แต่หน้ายังดูอ๊อนอ่อนเหมือนยังไม่เกินห้าสิบ! นั่งดูไปสักพักถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่านั่นมัน แจ๊ค แบล็ค ต่างหากเล่า! #ทำเปนแกล้งโง่ไปด้ายยยย... :-P ซึ่งก็เปนอีกหนึ่งคนที่รู้สึกว่าไม่ได้เห็นหน้าค่าตา ได้ดูหนังที่เขาเล่นมานานเหมือนกัน เรื่องล่าสุดที่ดูก็น่าจะเปน The Holiday (2006) ที่เล่นคู่ เคท วินสเล็ต นั่นแหละ #ก็เกือบสิบปีเหมือนกัน! จนนึกว่าเลิกเล่นหนังไปแล้วเสียอีก (เอาเข้าจริง คือเปนเพราะข้าพเจ้าไม่ค่อยได้ดูหนังเสียมากกว่า ถถถถถถถถ...)

พอได้เห็นเขาในเรื่องนี้ก็ถือว่าโอเคนะฮะ พูดได้ว่าฝีมือการแสดงยังไม่ตก แม้ว่าดาราเด่นของหนังคือวิช่วลเอฟเฟคท์เหล่าอสุรกายและสัตว์ประหลาดนานาชนิดก็ตาม แต่การที่เขาสามารถแอ็คติ้งออกมาให้นึกถึงนักแสดงสามออสการ์ ปู่แจ๊ค นิโคลสัน ในเรื่อง The Shining ได้เนี่ย ต้องถือว่าฝีมือใช่ย่อยเลยนะ เพราะปู่แจ๊คเปนนักแสดงระดับตำนานของฮอลลีวู้ด เจ้าของบทบาทเด่นๆที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของคอหนังนับไม่ถ้วน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ The Shining ของ สแตนลี่ย์ คูบริค นี่แหละ และจนป่านนี้ น้องมอดก็ยังไม่เคยดูหนัง The Shining แบบเต็มเรื่องเสียที เคยดูแค่คลิปสั้นๆ ตัดมาเฉพาะฉากเด่นๆ ในยูทูปแค่นั้น!! แต่ถึงงั้นก็ทำให้กล้าพูดว่าแจ๊ค แบล็คน่าจะจงใจเลียนแบบแอ๊คติ้งของปู่แจ๊คจากเรื่องนั้นมาเต็มๆ โดยเฉพาะเวลาทำหน้าแสยะ ถลึงตา เบะปาก ดูเหมือนกันราวโขกออกมายังไงยังงั้น

ก็ไม่รู้ว่า อาร์.แอล.สไตน์ ตัวจริงนั้นจะแลดูเพี้ยนๆ บ้าๆ ประสาทๆ แบบที่แจ๊ค แบล็คแสดงในหนังเรื่องนี้รึเปล่านะฮะ แต่เท่าที่เห็นแวบๆ โผล่มาเปนดารารับเชิญเดินผ่านจอตอนท้ายเรื่อง ก็แลดูหัวฟูๆ ไม่ค่อยมีสง่าราศี ดูเนี้ยบตั้งแต่หัวจรดเท้าแบบในหนังสักเท่าไหร่ อีกอย่างคือไม่รู้เลยว่า สไตน์ กับ สตีเฟ่น คิง นั้น จริงๆแล้ว 'รักใคร่ปรองดอง' กันสักแค่ไหน ในหนังถึงได้มีการนำข้อมูลมาเกทับบลั๊ฟแหลกเปนที่สนุกสนาน โดยเฉพาะเรื่องยอดขายหนังสือที่สไตน์คุยว่าตนขายได้ถึงสี่ร้อยล้านเล่มทั่วโลก แต่กลับไม่ค่อยมีใครพูดถึง และออกอาการเปนฟืนเปนไฟขึ้นมาทันทีที่ได้ยินคนดูว่า เขาเขียนสไตล์เดียวกับสตีเฟ่น คิง ซึ่งถือเปนคำสบประมาทรุนแรง เพราะสไตน์เชื่อมั่นว่าสตีเฟ่น คิงต่างหากที่เขียนตามสไตล์เดียวกับเขา! ฟังแล้วก็ไม่รู้จะเชื่อใครดี ได้แต่ฮาๆกันไป 

ถือว่าหนังสนุกพอใช้ได้นะฮะ เนื้อเรื่องก็อย่างที่ดูในหนังตัวอย่าง คือมีเด็กวัยรุ่นเผลอไปเปิดล็อคหนังสือ ทำให้ตัวละครอสุรกายและสัตว์ประหลาดนานาพากันหลุดออกมาสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายไปทั่วเมืองเล็กๆอันเงียบสงบ การจะปราบพวกมันเพื่อนำความสงบสุขกลับคืนมาสู่ชุมชน คือต้องทำให้พวกมันกลับเข้าไปอยู่ในหนังสือเหมือนเดิมให้จงได้ ซึ่งมิใช่เรื่องง่าย เพราะแต่ละตัวล้วนมีฤทธิ์เดชไม่ธรรมดาแตกต่างกันไป บางตัวมีขนาดใหญ่โต เปี่ยมพละกำลังมหาศาล แค่เห็นก็เกิดความสะพรึงพลุ่งพล่าน เช่น ตั๊กแตนยักษ์ที่เห็นแล้วขยะแขยงน่าหวาดผวาเปนที่สุด! บางตัวถึงจะมีขนาดเล็กจิ๋ว แต่พออยู่รวมกันเปนฝูงก็แสนจะดุร้ายจนยากจะต่อกร ซึ่งดาราเด่นของหนังก็คือทีมวิช่วลเอฟเฟคท์ที่ทำหน้าที่เนรมิตอสุรกายและสัตว์ประหลาดต่างๆในนิทานหลอกเด็กของสไตน์ ให้ออกมาโลดแล่นบนจอได้อย่างน่าทึ่งตะลึงลานฝุดๆ ทำให้อยากหาวรรณกรรมชุดนี้มาอ่านบ้างจัง อยากรู้ว่าตอนที่พูดถึงหุ่นกระบอกซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาเปนตัวร้ายในหนัง จะมีความร้ายกาจน่ากลัวเท่าเทียมกันหรือไม่

เอาเปนว่าหนังดูได้เพลินๆฮะ มีความรู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปดูหนังผจญภัยวัยรุ่นที่เคยชอบเมื่อตอนเด็กๆ คือ The Goonies (แปลกใจตัวเองมาก! ที่คิดถึงเรื่องนี้ ทั้งที่ไม่มีอะไรเชื่อมโยงให้นึกถึงได้เลย ขณะที่คนอื่นคงจะนึกถึง Jumanji มากกว่า อาจเปนเพราะหนังพูดถึงการที่เด็กวัยรุ่นต้องเผชิญหน้ากับบททดสอบหนักหน่วง จนสามารถก้าวพ้นผ่านความทุกข์ตรมในอดีตได้อย่างงดงามละมัง) อีกสิ่งที่ทำให้รู้สึกชอบ คือการที่หนังให้เห็นถึงความเพี้ยนบางอย่างอันเปนอุปนิสัยเฉพาะตัวของคนมีอาชีพนักเขียน

เลยทำให้คิดได้ว่า การที่นักเขียนพยายามเลือกใช้ถ้อยคำอย่างประณีตบรรจง แม้ว่าจะต้องลบแล้วลบอีกเปนร้อยครั้งก็ตาม เพื่อสื่อความหมายที่ต้องการถ่ายทอดบอกเล่าอย่างแจ่มชัด คือหนทางเดียวที่จะทำให้จินตนาการของนักเขียนกลายเปนความจริงขึ้นมาได้ในใจของนักอ่านอย่างแท้จริง เหมือนดังที่มีคนเคยกล่าวไว้ว่า "การอ่านหนังสือคือการหลับฝันทั้งที่ยังลืมตา"... :'-P

No comments: