11.12.13 รักกันจะตาย
(สราวุธ วิเชียรสาร, พ.ศ. ๒๕๕๙)
สงสัยเพราะ 'คาดหวัง' มาตั้งแต่เห็นชื่อผู้กำกับละมัง ยังคุยกับเพื่อนเลยว่าผู้กำกับคนนี้ทำหนังเก่ง ยิ่งหนังผีด้วยแล้วทำออกมาน่ากลัวมากๆ โดยเฉพาะ Ghost Game ที่เอาเอเอฟ 1 มาเล่นเกมเรียลลิตี้ล่า-ท้า-ผีในค่ายกักกันนักโทษ ก่อนจะหายไปเปนสิบปีและกลับมาทำหนังผีอีกครั้งคือเรื่องนี้ ยิ่งเปนหนังผีตลกด้วยยิ่งอยากดูมากๆ แต่พอดูจบแล้วดันรู้สึก 'ผิดหวัง' ซะนี่!
ก่อนจะสาธยายว่าหนังน่าผิดหวังสำหรับข้าพเจ้าตรงไหนบ้าง ขอบอกก่อนว่าที่จริง หนังก็พอดูได้เรื่อยๆแหละ เพราะทำออกมาเปนหนังสั้น 3 ตอน ดูป็อปแป็บไม่ทันไรก็จบแล้ว แต่ที่มันแย่คือสองตอนหลังคือ "12" กับ "13" ดันทำออกมาคล้ายๆกัน คือมีตัวละครประสาทแดก บ้าๆบอๆ ตามสไตล์หนังผีที่พยายามทำให้ตลก มีแค่เรื่องเดียวคือ "11" ที่ เวียร์ ศุกลวัฒน์ เล่นเท่านั้นที่ทำออกมาในแนวซีเรียสจริงจัง ไม่มีมุกตลกฝืดๆแบบอีกสองตอนที่เหลือ จึงกลายเปนตอนที่ข้าพเจ้าปลื้มที่สุด แม้ว่าเนื้อเรื่องจะงั้นๆ เดาได้ ไม่มีอะไรใหม่ให้รู้สึกตื่นเต้น มีแต่งงๆ #ไม่ไหวจะเคลียร์ ว่ามันอะไรยังไง! ตกลงชะนีมันโดดตึกตาย หรือยิงตัวตาย หรือเชือดข้อมือตายกันแน่ แต่ที่แน่ๆคือไอ้ผู้ชายมันเมายาแหงมๆ เพราะหนังเน้นให้เห็นตอนมันซื้ดยาชัดๆหลายช็อต เหมือนกลัวคนดูจะไม่รู้
ส่วนอีกสองตอนหลัง ก็อย่างที่บอก คือเต็มไปด้วยตัวละครบ้าบอคอแตก วันๆไม่ทำอะไรนอกจากเอาแต่วิ่งหนีผี ส่งกรี๊ดๆๆๆ ยิ่งกว่าชะนีร้องหาผัว ฟังแล้วปวดรูหู และพานให้รู้สึกว่า แ ม่ ง น่ า ร ำ ค า ญ โ ค ต ร !! อยากกระโดดเข้าไปในจอ ถอดรองเท้าตบปากให้กินชาบูไม่ได้ไปหลายชั่วโคตร!! ไม่เข้าใจเลยว่า หนังผีไทยทำไมต้องให้มีตัวละครออกมาชุมนุมสุมหัว ทำท่ากลัวผีจนขี้หดตดหาย ส่งเสียงเอะอะโวยวายราวกับกำลังตีเกราะเคาะไม้ไล่ราหู #เปนบ้า! ไม่รู้เหรอว่านอกจากจะดูไม่สมจริงแล้ว มันยังไม่ตลก แถมดูน่าสมเพชอีกต่างหาก! โดยเฉพาะตอน "13" เปนตอนที่ดูแล้วอยากกลั้นใจตายคาโรงจริงๆ เพราะตัวละครทั้งสองตัวมัน 'เยอะ' สัสๆ! ตัวตุ๊ดอ้วนก็พูดมาก...ทำตัวดัดจริตดีดดิ้นตลอดเว ส่วนชะนีก็เรื่องเยอะ...โน่นนี่นี่นั่นวุ่นวายไม่เลิกไม่รา เห็นแล้วอยากจับยัดลงท่อน้ำทิ้งให้หมด! คือเข้าใจว่าบุคลิกตัวละครก็คงจะน่ารำคาญอยู่แหละ แต่พอบวกแอ็คติ้งแบบเว่อร์ๆของนักแสดงไทยเข้าไปอีก ผลลัพธ์คือหายนะทางอารมณ์ของคนดูตาดำๆที่นั่งดูในโรงนั่นเอง แต่เท่าที่ดูก็รู้สึกว่านักแสดงทั้งคู่ (รวมถึงทุกคนในหนังตอนอื่นๆ) ก็ตั้งใจเล่นกันเต็มที่อะนะ ประมาณว่า 'จ้างร้อยแต่เล่นล้าน' คือบทเขียนมาเท่านี้ก็ใส่เพิ่มเข้าไปอีกหลายสเต็ปเพื่อเปนการสมนาคุณผู้จ้าง อะไรทำนองนั้น พาลให้รู้สึกกระอักกระอ่วนชวนกลุ้มใจมากๆเวลาดูหนังไทยแล้วเจอนักแสดง 'เล่นใหญ่' แบบนี้!! #ถึงจะรักหนังไทยแค่ไหน #แต่หนังไทยไม่ได้ดีงามสำหรับข้าพเจ้าทุกเรื่อง #จบนะ
จุดร่วมอีกอย่างหนึ่งของหนังทั้งสามตอน นอกเหนือจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดในช่วงสงกรานต์ คือการที่ตัวละครไม่รู้ว่าตัวเองตายไปแล้ว ซึ่งถือเปนพล็อตเรื่องผีที่ถูกนำมาใช้บ่อยมากๆ จนเรียกได้ว่าซ้ำซากน่าเบื่อที่สุดพล็อตหนึ่งในโลก แทบพูดได้ว่าถ้าคิดอะไรไม่ออกก็เล่นมุกให้ตัวละครไม่รู้ว่าตัวเองตายไปละกัน ง่ายดี! ว่าที่จริงโดยส่วนตัว ข้าพเจ้าก็ไม่มีปัญหานะฮะ จะเอาพล็อตอะไรแบบไหนมาทำหนังให้ดูกันก็ทำมาเถอะ แต่ขอให้มันมีแง่มุมหรือมีประเด็นอะไรที่ทำให้พล็อตเชยๆแบบนี้มันกลายเปนหนังที่ดูดี ดูน่าสนใจเพิ่มเข้ามาด้วยก็น่าจะดี คือให้คนดูมีความรู้สึกว่า เออ! ถึงจะเอาพล็อตเก่าเหลาเย่ ซ้ำซากคลีเช่ หาความแปลกใหม่ไม่ได้มาทำ แต่ก็ยังมีแง่มีมุมที่ทำให้ดูแล้วรู้สึกคาดไม่ถึง เปนมุมที่ไม่ได้คิดมาก่อน มิใช่แบบว่านั่งๆดูไปก็...เออๆ...อืมๆ...แล้วไง...เล่าอะไรที่กูเดาไม่ถูกได้บ้างปะ...ไปจนจบอย่างที่เปนอยู่
อีกประเด็นที่ค้างคาใจข้าพเจ้าสุดๆ คือการที่หนังขยันเล่นมุกให้เพื่อนๆพากันหวาดกลัวและวิ่งหนีวิญญาณเพื่อนผู้ไม่รู้ตัวว่าตนตายไปแล้ว โดยส่วนตัวคือไม่เคยทำความเข้าใจได้เลยว่า มุกนี้มันน่าตลกตรงไหน ตรงกันข้ามกลับรู้สึกว่ามันเปนอะไรที่ชวนให้รู้สึกเศร้าใจมากๆ และการนำมาเล่นเปนมุกตลก ก็ยิ่งทำให้มันเปนมุกที่น่าขยะแขยงสุดๆไปในทันที คิดเอาง่ายๆว่าคนเราเคยเปนเพื่อนกัน หรือเปนคนรักกันมา แต่พอฝ่ายหนึ่งร่ายกายสูญสลาย เหลือเพียงวิญญาณมาปรากฏตัวให้เห็น อย่างน้อยถึงจะไม่รู้สึกดีใจ ก็ไม่ควรไปทำท่าทำทางหวาดกลัว รังเกียจเดียดฉันท์ คอยแต่จะหาทางวิ่งหนีไปให้ไกลๆตลอดเวลาอะปะ (นี่ถ้าข้าพเจ้าตายไป พอมาปรากฎร่างให้เห็นแล้วมีแต่คนทำท่ายังงั้นให้เห็นละก็ จะจับพวกแม่งหักคอให้หมด 555+) ซึ่งตอน "12" กับ "13" เล่นมุกนี้บ่อยมากจนกูรำคาญ! ยังดีที่ตอนจบของตอน "13" ให้ตัวละครชะนีดึงสติกลับมาทัน ไม่ทำอะไรโง่เง่าน่าทุเรศอย่างที่ทำมาตั้งแต่ต้น พลอยทำให้หนังปิดฉากลงอย่างน่าประทับใจได้แบบดื้อๆซะงั้นเอง #ประสาทแดก! ... :'-P

No comments:
Post a Comment