Friday, April 22, 2016

THE WAVE (2015)


THE WAVE
(Roar Uthaug, 2015)

หนังสนุกดีฮะ เปนหนังแนวหายนะ (disaster film) เรื่องแรกของประเทศนอร์เวย์ ดินแดนพระอาทิตย์เที่ยงคืน ซึ่งได้รับเลือกเปนตัวแทนประเทศเข้าชิงออสการ์ครั้งล่าสุด แต่ไปไม่ถึงรอบห้าเรื่องสุดท้ายหรอกฮะ ดูจากฟอร์มแล้วเข้าใจว่าฮอลลีวู้ดคงจะเฉยๆกับหนังเรื่องนี้พอสมควร พูดกันตรงๆคือมันมิได้มีอะไรยิ่งใหญ่หรือแปลกแตกต่างจากหนังหายนะที่ฮอลลีวู้ดทำๆกันอยู่แล้ว พูดได้ด้วยซ้ำว่าออกจะเปนหนังเล็กจ้อยน้อยนิดกว่าหลายขุม!


แต่ถึงทุนสร้างจะต่ำกว่า ส่งผลให้หนังมีสเกลงานสร้างที่เล็กกว่า และแม้จะมีฉากภัยพิบัติที่สร้างความตื่นเต้นแก่คนดูเพียงไม่กี่นาที แต่ก็เปนฉากที่ทำออกมาได้ 'เลอค่า' มากๆ เพราะเทคนิคด้านภาพที่ปรากฏบนจอนั้นถือเปนงานฝีมือที่ทำได้ไม่แพ้ฮอลลีวู้ด ดูแล้วน่าทึ่ง น่าตื่นตะลึง ที่สำคัญคือดูน่าตื่นตา-SPECTACULAR สุดๆ ดูแล้วไม่ผิดหวัง เปนฉากสึนามิถล่มกลืนกินเมืองที่ทำออกมาได้สวยงาม-ดีงามที่สุดในบรรดาหนังหายนะด้วยกันเลยก็ว่าได้ ‪#‎ใครไม่ว่ากูว่า‬ ‪#‎จบนะ‬

เนื้อเรื่องหยิบเอาเหตุการณ์จริงในอดีตมาสร้าง เกี่ยวกับหินบนไหล่เขาในนอร์เวย์ถล่ม ทำให้เกิดคลื่นสึนามิซัดถล่มหมู่บ้านเล็กๆริมทะเลที่อยู่ในบริเวณนั้นจนราบเรียบและมีคนตาย โดยเล่าเรื่องผ่านครอบครัวหนึ่งซึ่งพระเอกทำงานที่ศูนย์เตือนภัยสึนามิในเมืองริมทะเลที่มีโอกาสเกิดคลื่นยักย์เพราะตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงที่หินบนไหล่เขาจะถล่มได้ทุกเมื่อ ความเปนคนบ้างานอย่างหนักแทบว่าจะไม่มีเวลาให้ครอบครัว ก่อให้เกิดปัญหาตามมา เขากับภรรยาจึงตกลงกันว่าจะย้ายไปอยู่เมืองอื่น โดยฝ่ายสามีจะลาออกไปทำงานอื่นซึ่งจะเอื้อให้เขามีเวลาอยู่กับลูกเมียได้มากขึ้น ซึ่งในวันที่ครอบครัวนี้กำลังจะย้ายออกจากเมืองนี้นั่นเอง เหตุร้ายที่ไม่มีใครอยากให้เกิดก็เกิดขึ้น!!

เท่าที่เคยดูหนังหายนะมาหลายเรื่อง พบว่าส่วนใหญ่มักพูดถึงความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวที่กำลังอยู่ในภาวะวิกฤติเปนประเด็นหลักนะฮะ ประมาณว่า...เปิดเรื่องมาก็เผยให้เห็นถึงความสัมพันธ์ฉันสามี-ภรรยา, พ่อ-แม่-ลูก, ฯลฯ กำลังอยู่ในสภาวะง่อนแง่นจวนเจียนใกล้จะแตกหักพังทลาย และมีเหตุภัยธรรมชาติร้ายแรงเกิดขึ้น กลายเปนบททดสอบอันหนักหน่วงให้ตัวละครที่กำลังมีปัญหา ได้ร่วมกันเผชิญหน้าเพื่อพิสูจน์ความรักที่ต่างฝ่ายต่างมอบให้แก่กัน ซึ่งเรื่องนี้ก็เปนไปในทำนองที่ว่ามานั่นแหละฮะ โดยคู่ที่ดูจะมีปัญหากันชัดเจนที่สุด น่าจะเปนพระเอกกับลูกชายวัยรุ่นที่ดูห่างเหินไม่สนิทสนมกันเท่าที่ควร (ก็เลยมีซีนให้พ่อต้องฝ่ายยอมเสี่ยงตายเข้าไปช่วยลูกชายให้รอดปลอดภัยจนตัวเองต้องร่อแร่ตามฟอร์ม ดูแล้วก็ซาบซึ้งน้ำตาซึมกันไป) ส่วนพระเอกกับเมียนั้น ตอนเปิดเรื่องขึ้นมากลับดูรักกันดี ไม่มีปัญหา เลยเข้าใจว่าน่าจะทะเลาะกันไปเสร็จเรียบร้อยแล้ว

อย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดว่าแตกต่างจากหนังหายนะของฮอลลีวู้ด คือบุคลิกพระเอกเรื่องนี้ดูเปนคนธรรมด๊า...ธรรมดา! พูดให้ชัดๆคือไม่มีมาด...ปราศจากคราบไคลความเปนฮีโร่ เปนวีรบุรุษที่จะมากอบกู้โลก หรือทำให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยยามอยู่ใกล้ (ตรงกันข้ามคือดูทรงเปนกุ๊ยตามทวงหนี้นอกระบบมากกว่า 555+) คือเห็นว่าที่เขาทำๆไปนั้น อย่างค้นพบเหตุที่ทำให้หินถล่มนั้นก็เพราะว่าเขาเปนคนบ้างาน รักการทำงานเปนชีวิตจิตใจ (เผลอๆอาจจะมากกว่ารักลูกรักเมียด้วยซ้ำ เพราะพอมีงานเข้าก็ลืมลูกลืมเมียได้ทันที) พอเกิดเหตุร้ายขึ้นมา ด้วยความรักและเปนห่วงลูกเมียก็เลยออกตามหาเท่านั้นเอง

ฉากหนึ่งที่ดูแล้วรู้สึกตื้นตันใจ คือฉากที่แต่ดันมีผู้หญิงอีกคนซึ่งน่าเปนแขกมาพัก ตัดสินใจกระโดดลงจากรถบัสที่กำลังจะพาตนเองไปสู่ที่ปลอดภัย เพื่อช่วยเมียพระเอกออกตามหาลูก ทั้งที่มิได้มีความเกี่ยวข้องใดๆกันเลยสักนิด ดูแล้วซึ้งกับน้ำจิตน้ำใจของเพื่อนมนุษย์อย่างบอกไม่ถูก (คงเพราะแน่ใจว่าถ้าอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน น้องมอดคงไม่ลงจากรถไปช่วยเค้าตามหาลูกอะ ขอเอาตัวเองให้รอดก่อนดีกว่า...สบายใจ ‪#‎เห็นแก่ตัวจุง‬ ‪#‎รู้สึกเลว‬ T__T)

อีกฉากที่ดูแล้วอึ้ง-ทึ่ง-ตะลึงมากมาย คือฉากที่แม่ฆ่าคนเพื่อช่วยลูก แม้จะเห็นได้ว่าที่แม่ทำลงไปนั้นเพราะสถานการณ์บังคับ ประมาณว่าถ้าไม่ฆ่ามันลูกเราก็ตาย งั้นฆ่ามันละกัน เพราะแม่ที่ไหนจะยอมปล่อยให้คนมาฆ่าลูกได้ต่อหน้าต่อตา! ฉากนี้น่าจะเปนฉากที่ไม่เคยเห็นในหนังหายนะเรื่องใดของฮอลลีวู้ดเลยก็ว่าได้ แม้ว่าตัวละครที่ถูกฆ่าจะแลดูเปนคนน่ารำคาญ ให้ช่วยอะไรก็เอาแต่บ่น-คร่ำครวญหวนไห้ว่า "ตายแน่...ตายแน่..." ไม่เลิกไม่รา ราวกับว่ามึงกลัวตายเปนอยู่คนเดียว! จนคนดูก็มักจะอยากให้มันรีบๆตายไปเสีย ซึ่งร้อยทั้งร้อยตัวละครแบบนี้ก็จะพบจุดจบด้วยสาเหตุจากภัยธรรมชาติ มิใช่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ด้วยกัน แต่เรื่องนี้กลับให้มันตายเพราะถูกฆ่า แถมหนังยังทำให้คนดูพูดไม่ออกเพราะใช้ 'ความรักของแม่' เปนข้ออ้างบังหน้า กลายเปนฉากที่ทำให้รู้สึกเงิบไม่น้อย อดคิดไม่ได้ว่ามันเปนฉากที่เล่นกับ moral dilemmas ได้อย่างน่าสนใจ

สรุปละกันว่าในฐานะที่น้องมอดเปนคอหนังหายนะ เพราะดูหนังแนวนี้มาตั้งแต่จำความได้ ก็อยากแนะนำให้ไปดูหนังเรื่องนี้กันฮะ แม้ว่าชื่อหนังภาษาไทยจะดูเว่อร์วังตั้งใจขายของเกินไปอยู่สักหน่อย เพราะจริงๆคือสึนามิถล่มแค่เมืองเล็กๆเมืองเดียว น่าจะมีคนตายแค่ไม่กี่ร้อย แต่ชื่อไทยที่ออกมาแลดูอลังการปาน The Day After Tomorrow, San Andreas โน่นเลย ทว่าพอคิดให้ดีๆ ชีวิตทุกชีวิตย่อมมีความสำคัญเท่าเทียมกัน อีกทั้งแต่ละครต่างก็มี 'โลก' ของตนซึ่งไม่เหมือนกัน แน่นอนว่าการประสบเหตุภัยพิบัติของทุกคน ย่อมส่งผลกระทบต่อโลกของทุกคนให้เปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน ซึ่งถ้ามองในแง่นี้ ชื่อหนังภาษาไทยที่ตั้งว่า ‪#‎มหาวิบัติสึนามิถล่มโลก‬ ก็แลดูมีนัยยะอันลึกซึ้งขึ้นมาทันที... :'-P

No comments: