THE HIMALAYAS
(Lee Seok-hoon, 2015)
หนังก็ดีงามตามแนวทางหนังเกาหลี-หนีเกาหลังแหละฮะ คือดูสนุก มีดราม่า เร้าอารมณ์กันสุดๆ เผอิญว่ามีโอกาสได้ดูในโรงที่ฉายด้วยระบบ Screen X จอกว้างขนาด 270 องศา ฟังดูอลังฯใช่ปะฮะ คือตอนแรกที่ได้ยินก็นึกว่าจะได้เห็นจอหนังแบบกว้างๆ โค้งเปนรูปครึ่งวงกลมล้อมรอบที่นั่งคนดู อะไรทำนองนั้น แต่...
ตื่นค่ะ! ตื่น!! โรงหนังในบ้านเรายุคนี้ไม่มีจอกว้างๆแบบนั้นฉายหนังให้เราดูอีกต่อไปแล้ว ระบบ Cinerama-70 มม.-Panavision ทั้งหลายทั้งปวง ล้วนสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยเปนสิบๆปีแล้วจ้า T___T เพราะในความเปนจริงที่เจอคือก็เปนโรงหนังขนาดเล็กๆ จอสี่เหลี่ยมแบบโรงหนังมัลติเพล็กซ์ทั่วไปนั่นแหละ เพียงแต่นอกจากจะฉายหนังลงบนจอที่อยู่หน้าโรงแล้ว ยังฉายภาพลงบนฝาผนังทั้งสองด้านให้เราดูอีกด้วย โดยให้ภาพบนฝาผนังเชื่อมต่อกับภาพบนจอตรงกลาง กลายเปนภาพเดียวกันในมุมกว้าง จะว่าไปก็ทำให้รู้สึกเต็มตากับภาพที่เห็นมากๆ แต่อาจเปนเพราะว่ากายภาพของโรงหนังมันเปนกล่องสี่เหลี่ยม ดังนั้นมันเลยไม่ค่อยได้ feel ความยิ่งใหญ่ งดงาม อลังการ น่าตื่นตาตื่นใจของงานด้านภาพที่ปรากฎบนจอสักเท่าไหร่ อีกอย่างคือมีความรู้สึกว่าการฉายภาพลงบนฝาผนัง ทำให้แสงในโรงมันสว่างจ้าเกินไป กลายเปนทำให้ภาพที่ฉายบนจอปรกติดูจืดตาไปอย่างช่วยไม่ได้
ขอไม่พูดว่าตัวเองรู้สึกอย่างไรต่อระบบการฉายหนังแบบนี้นะฮะ (อ้าว! แล้วที่พูดไปแล้วอะ ^^) เอาเปนว่าถ้าว่างๆไม่มีอะไรทำก็ลองไปสัมผัสกันได้ที่โรงหนังควอเทียร์ ซีเนอาร์ต โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่เกิดไม่ทันระบบ Cinerama ก็ลองไปดูให้เห็นกับตา มันอาจจะได้ feel ไม่เท่ากับที่ควรจะเปนหรอก เพราะแค่ขนาดโรงก็ต่างกันแล้ว ขนาดจอยิ่งไม่ต้องพูดถึง! (ใครอยากรู้ว่าระบบ Cinerama เปนอย่างไร ลองดูคลิปนี้นะฮะ >> https://youtu.be/lII5rXbxcCs << ) ขอพูดถึงแต่ตัวหนังอย่างเดียวก็ละกัน หุหุ
ในเมื่อเปนหนังแนวเดียวกับ Everest ก็ขอบอกแบบนี้ละกัน ว่าในฐานะเคยเปน 'ติ่งหนังเกาหลี' น้องมอดชอบเรื่องนี้มากกว่า อย่างน้อยดูแล้วก็พอจะจับได้ว่าตัวละครมีเป้าหมายหรือจุดประสงค์ใดในการเสี่ยงตายไปปีนเขาซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่นำชีวิตตนเองไปทิ้งบนดินแดนหนาวเย็นนั้นอย่างน่าเศร้า ทว่าเรื่องนี้ออกจะโชว์เหนือกว่าตรงที่ตัวละครมิได้ต้องการไปพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์แห่งเดียว แต่ถึงขั้นตั้งใจจะไปให้ถึงยอดเขาทั้ง 16 ลูกของเทือกเขาหิมาลัยกันเลย! แค่เอเวอเรสต์แห่งเดียวจึงแลดูเล็กน้อยหอยสังข์มาก ด้วยมันก็แค่ลูกเดียวในบรรดายอดเขาทั้งหมดที่ต้องปีนขึ้นไป หนังเลยมีฉากให้เห็นว่าตัวละครพิชิดเอเวอเรสต์ได้แล้วให้เห็นเพียงแวบเดียว ซึ่งหลายลูกก็ชื่อเรียกยากจำยาก รู้จักแค่บางลูกที่ฮอลลีวู้ดเคยเอามาสร้างเปนหนังแล้วเช่น Everest, K2 บางลูกอย่าง Annapurna ก็เอามาตั้งเปนชื่อบริษัทหนัง #เพิ่งรู้นะเนี่ย (อย่างที่เค้าว่าแหละฮะ "ภาพยนตร์ยังให้เกิดบาทา...เอ๊ย! ปัญญา" เจงๆ ^^)
.
ครึ่งแรกของหนัง เปนการปูพื้นความสัมพันธ์ตัวละครระหว่าง ฮงกิล (ฮวางจองมิน ... ขอนอกเรื่องหน่อยนะฮะ ว่าเห็นนายคนนี้เล่นหนังมาเปนสิบปีได้ละ ตั้งแต่หนังเกย์ Road Movie ปี 2002 โน่นแน่ะ ตอนนั้นยังล่ำๆ หนวดเครารุงรัง ท่าทางเถื่อนๆ ถ่อยๆอร่อยเหาะสุดๆ แต่จำเนียรกาลผ่านมาถึงบัดนาว! หน้าตากลับยังดูใสกิ๊ง ไม่มีริ้วรอยริงเคิลตีนกาใดๆบนใบหน้าเลยอะ เหมือนกาลเวลาทำร้ายคนอย่างเขามิได้ฉะนั้น! น่าตะลึงฝุดๆ เพราะจะว่าไปหมอนี่ก็น่าจะอายุไม่ใช่น้อยแล้วนา อาจจะอ่อนแก่กว่าน้องมอดไม่กี่ปี แต่ข้าพเจ้ากลับดูมีวัยก้าวล้ำนำหน้าไปไกลสุดกู่แล้วง่าาาา Y___Y) นักปีนเขาผู้เก่งกาจมากประสบการณ์ซึ่งพิชิยยอดเขาต่างๆในหิมาลัยมาแล้วนับสิบลูก เหลืออีกไม่กี่ลูกก็จะกลายเปนคนแรกในโลกที่พิชิตเทือกเขาหิมาลับได้สำเร็จ กับ มูแท (จองอู) นักปีนเขารุ่นน้องท่าทางเกรียนแตก ทั้งคู่เริ่มต้นรู้จักกันด้วยความเหม็นขี้หน้า และพัฒนาขึ้นเปนเพื่อนคู่หู ร่วมเปนร่วมตายในภารกิจปีนเขาด้วยกัน โดยฮงกิลให้สัญญาว่าจะพามูแทไปปีนเขาด้วย จนกว่าจะเก็บได้ครบ 16 ลูก
ส่วนครึ่งหลัง เริ่มที่ฮงกิลพบอุปสรรค ทำให้เขาต้องหันหลังอำลาวงการปีนเขาโดยเด็ดขาด เหลือเพียงมูแทที่ยังคงสานต่อภารกิจพิชิตยอดเขาลูกที่ 16 แทนฮงกิลต่อ ทว่าก็มีเหตุให้เขาไม่อาจสืบสานปณิธานของรุ่นพี่สุดเลิฟได้ มิหนำซ้ำยังเดือดร้อนฮงกิลต่อหวนกลับมาปีนเขาอีกครั้ง โดยมิไยว่าจะเสี่ยงต่อสวัสดิภาพความปลอดภัยของตนสักเพียงใดก็ตาม
ความสนุกจริงๆของหนังก็อยู่ที่ช่วงครึ่งหลังนี่แหละ (แต่ครึ่งแรกก็สนุกนะฮะ อย่างที่บอกคือตามสไตล์หนังเกาหลีอะเนาะ ^_^) เพราะมันเห็นได้ชัดเจนเลยว่า ตัวละครยอมเสี่ยงชีวิตตนเองไปปีนเขาเพื่ออุดมการณ์บางอย่างที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าคนธรรมดาจะคาดถึงจริงๆ ทำให้รู้สึกได้ว่าความมุ่งมั่นตั้งใจของมนุษย์นั้นช่างยิ่งใหญ่ ลึกซึ้ง มั่นคง แข็งแกร่ง ไม่ต่างจากความใหญ่โตอลังการของเทือกเขาหิมาลัยแม้แต่น้อย
สรุปว่าถ้าว่างๆไม่มีอะไรทำ หรือเงินเหลือ (จากดูหนังฮอลลีวู้ด) ก็ไปดูเรื่องนี้กันนะฮะ โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าหนังก็ดูสนุก พอใช้ได้ มีฉากดราม่าเร้าอารมณ์เยอะดี เพราะหนังมุ่งเน้นไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครเปนหลัก มิใช่เน้นแต่ฉากแอ็คชั่น หิมะถล่ม บ้าๆบอๆแบบหนังฮอลลีวู้ด หลายฉากดูแล้วน้ำตาซึม และเพิ่งรู้อีกเหมือนกันว่าผู้กำกับเรื่องนี้เคยกำกับเรื่อง White Valentine หนังเรื่องแรกของ ชอนจีฮยอน หรือที่คนดูบ้านเรารู้จักในชื่อ 'ยัยตัวร้าย' จวนจีฮุน ไงฮะ... :'-P

No comments:
Post a Comment