Saturday, November 30, 2013

THE HUNGER GAMES: CATCHING FIRE (2013)


THE HUNGER GAMES: CATCHING FIRE 
(Francis Lawrence, 2013)

ที่จริง ควรเขียนถึง Romeo & Juliet เพราะเพิ่งดูสดๆร้อนๆ แต่ไม่ต้องเสียสติไตร่ตรองก็ตกลงใจได้เลยว่าไม่เขียนละกัน! เพราะหลับตั้งแต่ต้นเรื่อง (ไม่รู้ว่าร่างกายอ่อนเพลีย หรือเพราะหนังมันน่าเบื่อเหี้ยๆ กันแน่! แต่เพื่อความแฟร์ เอาเปนว่าน้องมอดง่วงพอดีละกันฮะ ^^) เลยหลับๆ ตื่นๆ ได้ดูแค่บางฉาก แต่ถึงงั้้นก็พูดได้เต็มปากว่า เฮลี่ย์ สไตน์เฟลด์ สวยมาก น่ารักฝุดๆ ขาวใสไร้สิว หน้านวลผ่องเปนยองใยราวกับใช้ครีมกวนอิม รูปร่างอวบอัดน่าจับทุ่มทอดกอดฟัดเปนที่สุด ส่วน ดั๊กลาส บู๊ธ ก็หล่อดี มีกล้ามนิดๆ พองาม ออกแนว pretty boy ขาววิ๊งๆ จนบางฉากที่เผอิญสะลึมสะลือปรือตาขึ้นมอง ก็ให้สงสัยว่าเหตุใด 'จูเลียต' เวอร์ชั่นนี้จึงตัดผมสั้น นุ่งกางเกง เน้นฟันดาบ (ดาบจริง มิใช่ดาบติดตัวมาแต่กำเนิด!) เอ...หรือว่านี่เรากำลังดู Mulan กันแน่หว่าาาาาา หลับต่อดีก่าาาา....คร่อกกกก!

ก็เลยเปลี่ยนมานั่งระลึกชาติ เขียนถึงเรื่องนี้แทน ส่วน R&J ก็ลืมๆมันไปเหอะ เพราะ เช็คสเปียร์ น่าจะไปผุดไปเกิดเปนลูกหาบอยู่ที่เคนย่าได้หลายสิบชาติแล้วมั้ง? คือลืมไปหมดแล้ว ว่าตัวเองเคยแต่งบทละครอะไรไว้ แต่คนทำหนังทำละครก็ยังอุตส่าห์หยิบบทละครของเขามาสร้างอยู่ไม่เลิกรา แบบว่าไม่เบื่อกันบ้างเล้ยยยย... -*- พูดแบบนี้มิได้หมายความว่าน้องมอดจะรู้จักผลงานของเช็คสเปียร์อย่างถ่องแท้ก็หาไม่ เพียงแต่ได้ยินชื่อบ่อยๆ แล้วเบื้อเบื่ออะ รำคาญ! สงสัยว่าบทละครดีๆ เรื่องอื่นๆ ในโลกนี้ไม่มีอีกแล้วใช่ปะ? มีแต่ของท่าน 'เขย่าหอก' คนเดียวเท่านั้นที่โดดเด่นเด้งโลดในโลกหล้าหาใดเทียบเทียมมิได้ มันจะอะไรกันนักหนาหนอนี่ ไม่เข้าใจ!

แต่ก็นะ ไม่รู้ว่าที่จะพูดนี้มีอยู่ในบทละครหรือเปล่า คือเผอิญลืมตามาดูฉาก เมอคิวชิโอ เพื่อนรักสุดหล่อของโรมิโอ โดนดาบเสียบพุงนอนพะงาบๆ ใกล้ตาย แล้วมันก็ครวญคร่ำร่ำไรว่า เพราะความเกลียดชังของสองตระกูลนั่นแล ที่ช่วงชิงความสุขสนุกสนานในชีวิตข้าไปจนหมดสิ้น และลงท้ายด้วยการสาปแช่งทั้งสองตระกูลให้พินาศล่มจมไปตามๆ กัน ก่อนจะแหงแก๋ก๊องแก๊งไปแบบตายตาไม่หลับ นอกจากนี้ยังมีฉากทำนองเดียวกันเกิดขึ้นกับตัวละครอื่นๆ เช่นตอนโรมิโอรำพึงหลังจากฆ่าคนไปแล้วว่าตัวเองทำอะไรลงไป บลาบลา... แสดงถึงการที่ตัวละครมักจะสำนึกขึ้นได้ว่า ทุกสิ่งอย่างที่ผ่านมา มันช่างเปนอะไรที่สุดจะโคตรโง่เง่าไร้สาระฉิบหาย และทำให้ตนต้องสูญเสียอะไรต่างๆ ในชีวิตไปโดยไม่อาจนำกลับคืน ไม่ว่าจะเปนจิตใจ อารมณ์ ความคิด สติปัญญา เวลา และสุดท้ายคือการมีลมหายใจ แต่ดันมาตระหนักได้ในห้วงเวลาที่สายเกินจะแก้ไข พูดอีกแบบคือ ตราบใดไม่เห็นโลงศพก็คงไม่รู้จักหลั่งน้ำตาหรอก!

คิดไปคิดมา บทละครของท่านเขย่าหอกนี่ก็มีอะไรดีๆ ซ่อนอยู่เหมือนกันนะแฮะ ถ้างั้นก็เชิญหยิบนำกลับมาสร้างใหม่ทำใหม่ต่อไปเถอะเนอะ (อ้าว! ตรรกะล่มเปนกำแพงเบอร์ลินถล่ม อีกแล้วซิกู! 55555555555555555555+)

ตกลงว่านี่ตั้งใจจะเขียนถึง Catching Fire ใช่ป่าวอะ (ถามตัวเองนะ ไม่ได้ถามใคร) งั้นเอาสั้นๆ ละกันว่า หนังสนู๊กกกก...สนุกอะ แบบว่าคุ้มค่ากับการรอคอยมั่กๆ อยากดูมาตั้งแต่ได้ดูตัวอย่างหนังเมื่อต้นปีละฮะ มั่นใจมากด้วยว่าจะต้องออกมาสนุก แล้วก็เปนอย่างที่คิด! คงเพราะเนื้อเรื่องภาคนี้สนุกกว่าทุกภาค ซึ่งหนังก็แทบว่าจะสร้างออกมาตามหนังสือเป๊ะๆ มีดัดแปลงบ้างอะไรบ้าง แต่ไม่ทำให้เสียรสชาติเดิมในหนังสือ มิหนำซ้ำยังจะดีกว่า ตรงที่ทำออกมาเปนภาพซึ่งดูยิ่งใหญ่อลังการงานสร้างมากๆ อย่างฉากบรรณาการซึ่งเคยเปนผู้พิชิตในอดีตทั้ง 12 เขต ควบรถม้าไปโชว์ตัวให้ชาวแคปิตอลได้โห่ร้องต้อนรับ ก็ให้ความรู้สึกน่าตื่นตาตื่นใจแบบหนังมหากาพย์โบราณซะมิมี! ฉากนี้นึกถึง Ben Hur หรือ Cleopatra ขึ้นมาทันทีเบยยยย...

ส่วนซีนที่ชอบมากๆ เพราะว่ามันดู 'จัดหนัก' ในการกระตุ้นอารมณ์ดราม่าหลากแบบได้น่าทึ่ง คือฉาก แคทนิส กับ พีต้า ขึ้นเวทีพบปะประชาชนในเขตไหนสักเขต ที่ตอนแรกก็ดราม่าซาบซึ้งอยู่ดีๆ แต่สุดท้ายกลับลงเอยด้วยความตายของตาแก่คนหนึ่งซะงั้น! ถือเปนซีนที่สุดยอดมาก เปี่ยมด้วยอารมณ์หลากหลายทั้งสนุก-ขบขัน-ตื่นเต้น-ตื้นตัน-รันทด-ลุ้นระทึก และสิ้นสุดลงด้วยโศกนาฎกรรม T__T ฉากนี้ตอนเห็นในตัวอย่างหนังก็คิดว่ามันจะต้องเมโลฯ แน่ๆ แต่พอได้ดูเต็มๆ ในโรงก็ยอมรับว่าผู้กำกับ ฟรานลอว์ เก่งจริงอะไรจริง! คือคุมจังหวะการปล่อยอารมณ์ออกมาได้เฉียบขาด ไม่มากไม่น้อย ดูแล้วน้ำตาปริ่มๆ เล็กน้อยแบบการ์ตูนตาหวาน ซึ่งก็ไม่ใช่แค่ซีนนี้ซีนเดียวนะ ซีนที่แคทนิสวิ่งเข้าไปขวางทางไม่ให้ เกล โดนพีซคีปเปอร์ลงแส้ fetishism แล้วโดนปืนจ่อหน้า นางก็ทำเปนเชิดหน้า พูดเสียงต่ำๆ โดยดัดริมฝีปากเล็กน้อยว่า "เอาเลยซิ" นี่...แหม่ นึกถึงฉากอังศุมาลิน-จินตหรา วิ่งเข้าไปยืนด่า โกโบริ-วรุต ที่สั่งลงโทษทหารญี่ปุ่นให้กินกล้วยจนอ้วกแตกซะไม่มี! แต่บางฉากก็น่ากลุ้มอยู่นะ โดยเฉพาะฉาก นังอันโกะ-เอฟฟี่ ที่พยายามจะดราม่าทุกช่องทาง เช่นฉากหยิบรายชื่อในวันเก็บเกี่ยว หรือฉากบนรถไฟที่บอกให้ทุกคนต้องมีสัญลักษณ์ประจำตัว บ้าๆบวมๆอะไรก็ไม่รู้ เห็นแล้วอยากไล่กลับไปเฝ้าไร่สตรอว์เบอร์รี่ที่ซูดาน

เห็นๆ กันใช่ปะ? ว่าภาคนี้ เจนลอว์ สวยทุกฉาก พูดได้ว่าไม่มีช็อตไหนที่นางดูไม่สวย ไม่ว่าจะรวบผม-ปล่อยผม ไว้ผมเปีย-ปล่อยผมฟู สวมชุดธรรมดาหรือชุดลิเก แต่งหน้าเปนธรรมชาติหรือปล่อยหน้าเยินๆ เพราะไปคลุกฝุ่นดินทรายมา ไม่แน่ใจว่าราศีรัศมีดาราออสการ์จับหรืออย่างไร...ถึงออกมาดูสวยทรงเสน่ห์ทุกช็อตทุกฉากขนาดนั้น!! ส่วนฝีมือการแสดงนั้นหายห่วงนะฮะ เล่นเก่งอะ โดยเฉพาะช็อตปิดเรื่องนี่แทบว่าจะลุกขึ้นแสตนดิ้งโอเวชั่นให้กลางโรงเลย แลดูว่านางคงต้องใช้พลังแอ็คติ้งบริเวณใบหน้าในระดับขั้นเทพ คือสีหน้าค่อยๆ แปรเปลี่ยนจากบิดเบี้ยวเหยเกเพราะเศร้าเสียใจตื่นตะลึงกับข่าวที่ได้รับ กลายเปนขมึงทึงดุดันโกรธแค้นได้อย่างแนบเนียนและน่าทึ่ง ไม่รู้ว่านางไปฝึกกล้ามเนื้อใบหน้าเพื่อเล่นฉากนี้นานแค่ไหนเนาะ! ดูแล้วเทพฝุดๆ สมราคาดาราออสการ์เจงๆ นี่ถ้าตัวเองเปนครูแอ็คติ้งคงจะรีบเร่งเอาฉากนี้ไปเปิดให้นักเรียนในคลาสดูไว้เปนตัวอย่างทันที! (อ่อ อีกฉากที่นางเล่นแอ็คติ้งใบหน้าได้สุดยอดคือฉากในลิฟต์ที่เจอ โจฮันนา มายืนแก้ผ้าให้ดู สีหน้าเจนลอว์ตอนนั้นมันแบบว่า... ไปดูเอาเองละกัน บรรยายไม่ถูก รู้แต่ว่าถ้าไม่ใช่ดาราออสการ์เล่นแบบนั้นไม่ได้นะเนี่ย)

ส่วน พีต้า-จอชฮัทเชอร์ นี่ไม่รู้ว่าได้รับรังสีจากเจนลอว์เผื่อแผ่มาฤาไฉน ถึงได้หล่อเป๊ะเว่อร์ทุกช็อตทุกฉาก ถึงหุ่นจะออกแนวเตี้ยล่ำเปนมะขามข้อเดียวไปหน่อย แต่หน้างี้หยั่งกะเซ็ตมาให้ดูดีทุกโอกาสเหมือนกัน ส่วนอีกสองคนคือ เกล-เลียมเฮมส์ กับ ฟินนิค-แซมคลาฟ นี่ไม่ต้องพูดมาก เพราะหล่อวายป่วงทั้งคู่อยู่แระ แทบไม่ต้องเซ็ตก็น่ามอง :-P แต่หุ่นฟินนิค ตอนเปิดตัวดูเปนปูกล้ามกามไปหน่อยเนาะ คือนมใหญ่จนไหล่ลู่กันเลยทีเดียว สงสัยหนัก! น่ากลัวว่าถ้าอายุมากขึ้น นมจะยานเปนถุงแป้งเอานะ! จอชฮัทเชอร์ก็เหมือนกัน แก่ตัวไปแล้วไม่ดูแล จะกลายเปนถังเบียร์ได้ง่ายๆ เพราะหุ่นให้ ส่วนใจจะรักชอบอยากเปนหรือเปล่าก็ต้องคอยดู เพราะงั้นน้องเลียมก็ดูแลตัวเองดีๆ นะลูก! อย่าจัดกล้ามให้บวมเหมือนพี่คริสซะล่ะ เพราะของพวกนี้ขึ้นแล้วมันลงลำบาก

สำหรับเนื้อเรื่องก็อย่างที่รู้กันอะเนาะ ว่าภาคนี้เปนการขับเคี่ยวระหว่าง แคทนิส กับ ปธน.สโนว์ จอมฉ้อฉล ผู้พยายามใช้อำนาจของตนเพื่อกดดันแคทนิส เด็กสาวธรรมดาที่กลายเปนศัตรูตัวฉกาจของแคปิตอลอย่างคาดไม่ถึง มิให้เธอลุกขึ้นมาทำตัวกระตุ้นปลุกระดมมวลชนให้ลุกฮึอขึ้นต่อต้านอำนาจรัฐ ซึ่งแลดูว่าจะปกครองด้วย 'ระบอบสโนว์' คือกุมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเพียงผู้เดียว ใครทำอะไรไม่ถูกใจหรือผิดพลาดไป ก็สั่งเก็บสถานเดียว อย่างแคทนิสก็โดนสั่งฆ่ามาตั้งแต่ต้นแล้วด้วยซ้ำ แต่ถูกทักท้วงจาก พลูตาร์ค เกมเมคเกอร์คนใหม่ที่ยกเหตุผลล้านแปดมาอ้างว่างั้นว่างี้ ให้ใจเย็นๆ รอไปก่อน บลาบลา...  

ปธน. สโนว์ ก็ดันเชื่อด้วยนะ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าไอ้ ปธน. คนนี้มันน่าจะโง่จริงโง่จังอยู่เหมือนกัน แถมออกแนวเปนตาแก่เอาแต่ใจ คือพอเจอหน้าพลูตาร์คทีไร ก็ถามเปนอยู่แค่คำเดียวว่าเมื่อไหร่จะกำจัดแคทนิสเสียที! เหมือนแม่งถามอย่างอื่นไม่เปนเลย ราวกับมันมีหลักการบริหารประเทศชาติด้วยการเข่นฆ่าประชาชนเท่านั้น! (ถ้าเปนงั้นก็ไม่ต้องสงสัยว่าการก้าวขึ้นสู่อำนาจของมันจะเต็มไปด้วยซากศพประชาชนผู้บริสุทธิ์เกลื่อนกล่นตลอดเส้นทางเพียงใด) คือรู้จักแต่จะทำให้คนกลัว หารู้ไม่ว่าคนเรานั้นเมื่อกลัวจนถึงที่สุด ความกลัวจะสวิงกลับไปสุดแรงกลายเปน 'ความกล้า' บ้าบิ่นสุดฤทธิ์ชนิดที่ไม่มีใครคาดคิด เพราะกลัวจนไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว งั้นก็หลังชนฝาสู้แม่งให้ตายไปข้างหนึ่งละกัน อย่างน้อยก็ยังดีกว่ามีชีวิตอยู่อย่างสิ้นหวัง เพราะถูกความหวาดกลัวเกาะกุมจิตใจอยู่ตลอดเวลา! สู้จนตัวตายไปซะ ดีไม่ดีอาจมีคนยกย่องว่าทำเพื่อประเทศชาติก็ได้ ใครจะรู้!!

เพราะความโง่เขลา-ยโสโอหัง-จองหองอวดดี-อวดเก่งอวดฉลาด-คิดว่าตนเองมีอำนาจล้นฟ้าทุกคนต้องอยู่ใต้อาณัติตลอดเวลาของ ปธน. สโนว์ นั่นเอง ทำให้มันต้องแพ้ภัยตนเอง โดนคนที่ฉลาดล้ำลึกและใจเย็นกว่าหลายเท่าซ้อนแผนอย่างเนียนๆ สมน้ำหน้าแม่งจริงๆ ว่าเสือกอยากโง่นัก! ซึ่งมันก็ล้างอายให้ตนเองด้วยการสั่งฆ่าประชาชนอย่างโหดเหี้ยมเลือดเย็นยิ่งกว่าสัตว์นรก! จนอยากเร่งวันเวลาให้เร็วขึ้นเพื่อจะได้ดูจุดจบของ ปธน. ทรราชย์อย่างมันใน Mockingjay 2 ซึ่งต้องรออีกสองปีแน่ะ!

แต่ถึงจะต้องรอนาน เราๆ ก็ยังเบาใจได้อยู่ว่า ยังไงจะต้องได้เห็นความอวสานของคนระยำ ที่กระทำการอันชั่วชาติจนแผ่นดินลุกเปนไฟ สมควรแก่โทษานุโทษที่มันพึงได้รับอย่างเต็มที่แน่นอน ตามกฎแห่งโลกภาพยนตร์ อันแตกต่างจากในโลกแห่งความเป็นที่เราๆ ต่างก็ต้องรอโดยมิรู้วันสิ้นสุดว่า เมื่อใดที่คนระยำต่ำช้ามันจะเดินทางไปพบจุดจบตามผลแห่งกรรมที่มันก่อไว้ เผลอๆ ประชาชนนั่นเองแหละที่จะตายไปก่อนได้เห็น! เพราะมัวแต่มืดบอดกับจุดยืนและความคิดของตนเปนหลัก จนนำมาซึ่งความแตกแยกขัดแย้งอย่างยากที่จะหลอมรวม อันนำไปสู่การเข่นฆ่ากันเองของคนในชาติ ซึ่งก็แลดูว่าจะเข้าทางของผู้นำทรราชย์อย่างแท้จริง!

Wednesday, November 27, 2013

เกย์เว้ยเฮ้ย 6 พี่ล่ำ...พระโขนง (พ.ศ. ๒๕๕๖)



เกย์เว้ยเฮ้ย 6 พี่ล่ำ...พระโขนง
(สราวุธ อินพรหม, พ.ศ. ๒๕๕๖)

(โพสต์นี้ "เรท 18++" เพราะอุดมด้วยคำหยาบคายและคำบรรยายกิจกรรมทางเพศของชายกับชาย ซึ่งไม่ต้องใช้วิจารณญาณใดๆ ในการอ่าน แต่ถ้าอ่านแล้ว 'เกิดอารมณ์' ไม่ว่าจะอารมณ์ใดก็ตาม ถือเปนเรื่องช่วยไม่ได้!!)


ที่จริง น่าจะเขียนถึง The Hunger Games: Catching Fire เพราะเพิ่งดูมา แต่ตรองแล้วก็คิดว่าไม่เขียนแม่งละ! เพราะไม่มีแนวคิดวิลิสมาหราห่าเหวไปกว่าที่ชาวบ้านเค้าคิดเขียนกันออกมาก่อนแล้วเลย เทียบกันแล้วของเรายังจะโง่เง่า-งมงาย-งั่งเงิบ-หงุดหงับ-ต่ำตมกว่าของคนอื่นหลายเท่า เลยฉีกทิ้งซะ! เพราะอ่านเองยังทุเรศอะ เลยว่าอยู่เฉยๆ ไม่ต้องพูด ไม่ต้องแสดงความคิดเห็นอะไรเลย ก็ไม่มีใครอะไรกับเราหรอก (มึงเปนใครล่ะ? ดังหรือก็เปล่า หมายังไม่รู้จัก มีห่าอะไรดีพอให้ใครสนใจเหรอ??) แต่หากขืนดันทุรังแสดงความด้อยปัญญาออกมาให้คนอื่น(แอบ)ด่า อันนั้นก็ถือว่าสมควร เพราะเสือกรนหาที่เอง!!

ก็เลยเปลี่ยนมาเขียนเรื่องนี้แทนละกัน หนังห่วยแตกแบบนี้คงไม่มีใครสนใจหรอกว่าเราจะเขียนถึงมันอย่างไร พูดให้ถึงที่สุดจริงๆ ไม่ว่าจะหนังดีหรือหนังห่วยก็เขียนๆ แม่งไปเหอะ ซีเรียสอะไรนักหนาวะ เราไม่ใช่เซเล็บฯ สักหน่อย แค่เขียนประโยคเดียวพูดถึงเหี้ยห่าอะไรไม่รู้ แม่งกดไลค์เปนพัน แชร์กันเปนร้อย กูแม่งคิดหัวแทบแตกตายห่ากว่าจะได้ประโยคนึง ไม่มีใครอ่าน หาว่ายาวมั่งอะไรมั่ง งั้นก็ช่างแม่งละกัน!! นี่บล็อกกู กูโพสต์เองอ่านเองคนเดียวก็ได้! อย่าได้แคร์!! 

นี่ถือเปนหนังในชุด เกย์เว้ยเฮ้ย ที่ได้ดูเปนเรื่องแรก (แบบว่าอยู่ๆ ฟ้าก็ประทานมาให้ดู เลยดูซะหน่อยเพื่อมิให้เสียศรัทธา ^^) ดูจบแล้วก็....นะ! เรื่องคุณภาพไม่ต้องพูดถึง ความสนุกก็ไม่ต้องถามหา ทั้งเนื้อเรื่องและมุกตลกนั้น พูดได้เลยว่า 'ระยำ' ทุกภาคส่วน น่ากลุ้มใจมาก ว่าหนังแบบนี้ก็ยังทำออกมาได้เนาะ! ถึงตอนนี้ล่อกันไป 8 ภาคแล้วอะ แสดงว่าทำแล้วได้เงิน มีกลุ่มคนดูเป้าหมายเปนฐานลูกค้าชัดเจนแน่นเหนียวพอที่จะทำให้คนทำหนังสามารถทำจนเปนอาชีพได้อะ งี้ก็อย่ากระนั้นเลย! จงมาเร่งทำหนังแบบนี้ออกมาดูดเงินจากประชากรเก้งกวางกันดีกว่า เห็นๆ กันอยู่แล้วนี่แหละว่ามันมี 'ตลาด' จะได้แบ่งเค้กกันไป คนดูก็จะได้มีทางเลือก ไม่ต้องโดนผูกขาดอยู่กับคนทำรายเดียว อีกอย่างก็รู้ๆ กันว่าประชากรเก้งกวางในประเทศนี้มีเยอะ ไม่งั้นหนังสือ Attitude จะขายได้เหรอ ทำมาสองจะสามปีแล้วมั้ง แถมราคาก็แพงบรรลัย ทั้งที่เนื้อหาก็งั้นๆ ไม่ค่อยมีอะไร ว่าตามตรง! สาระประโยชน์ด้านสุขภาพก็เทียบ Men's Health ไม่ได้ พวกไลฟ์สไตล์ก็ทาบหนังสือ 'แอบตุ๊ด' อย่าง Volume, Image, Lips ไม่ติด มีดีกว่าอยู่อย่างเดียวคือกระสัน เอ๊ย! ขยันเสาะหานายแบบหน้าใหม่ ขาวใสวิ๊งๆ หุ่นน่ายกซด มาเปิดตัวให้ชาวเก้งกวางได้ยลอยู่ทุกเล่ม เลยยังคงโดดเด่นอยู่บนแผงได้ทุกเดือนถึงบัดเด๋วนี้! จนมีหนังสืออีกเล่มที่ตอนแรกวางตัวเปน Men's Health แต่ไปๆ มาๆ ขอขยับปรับลุคเพื่อมาจิกตีช่วงชิงกลุ่มตลาดเดียวกันซะเลย แต่เน้นนายแบบล่ำๆ หุ่นเป๊ะ เห็นซิกซ์แพ็คชัดเว่อร์ หน้าตาเข้มข้น ออกแนวเถื่อนๆ เนื้อตัวเปนมันเลื่อมเหมือนเคลือบเมือกตลอดเวลา เห็นทีไรให้รู้สึกเหนียวตัวทุกที! แสดงว่าประชากรเก้งกวางนี้มีกำลังจ่ายสูงจริงๆ นะ อย่าทำเปนเล่น... ยิ่งพวกทำอาชีพขายตรงด้วยอะ วุ้ย! เงินเปนฟ้อนเลยเชียว แบบว่าใช้ให้เงินทำงานอะ นั่งอยู่เฉยๆ เงินก็ไหลเข้ามาเองอะ จากนั้นผู้ชายก็จะหลั่งตามมายิ่งกว่าสายฝนอันชื่นใจเลยแหละเธอว์ว์ว์ว์ว์

ไม่รู้ว่าผู้กำกับหนังชุดนี้ (ว่ากันเฉพาะเรื่องนี้ละกัน เพราะได้ดูแค่เรื่องเดียว) มีความเปนเก้งกวางอยู่ในตัวเองหรือไม่เนาะ คือถ้ามี ก็จะไม่แปลกใจเลยที่หนังออกมาแบบนี้ แต่ถ้าไม่มี ก็ขอเดาว่าคงจะผ่านการดูหนัง เกย์ทั้ง R ทั้ง X มาไม่น้อย ถึงได้รู้จังหวะว่าเมื่อใดควรจะต้องใส่ฉากเอากัน เพื่อเพิ่มอรรถรสความบันเทิงให้ผู้ชม ซึ่งขอบอกเลยว่า 'จัดเต็ม' เอามากๆ กล่าวคือหนังแบ่งออกเปนสี่ช่วงๆ ละ 15 นาที แต่ละช่วงก็คงมีกฎข้อบังคับว่าจะต้องมีฉากอย่างว่าอยู่หนึ่งฉากเสมอ ซึ่งทุกฉากก็จะให้คนดูได้ดูกันอย่างดื่มด่ำเนิ่นนานพอจะทำให้น้ำเดินได้ไม่ยาก! เพราะลีลาการแสดงฉากดังกล่าวของนักแสดงนั้น พูดกันตรงๆ ก็ไม่แทบไม่ต่างจากหนัง X ของฝรั่ง แค่ไม่มีกิจกรรมเข้าจังหวะบางท่า เช่น การ 'ถวายบัว' (บ๊วบ) และ 'ล้างตู้เย็น' ให้ดูเท่านั้น

เข้าใจว่าคงเปนมันวางตัวเปนหนัง R เลยเห็นอวัยวะเพศไม่ได้! แต่ก็เห็นๆ อยู่ว่าฉากนัวเนียฟัดเหวี่ยงต่อกันของนักแสดงนั้น มันดู 'จริงจัง' เสียจนชวนให้รู้สึกว่ามันกำลังเอาจริงๆ ยังไงยังงั้น (เลียนแบบโดนัลด์ ซุทเธอร์แลนด์กับจูลี่ คริสตี้ใน Don't Look Now เรอะ!) พูดอีกอย่างคือ การแสดงบทปรกติๆ ทั่วไปของนักแสดงทุกคนในหนังนั้น อยู่ในระดับ 'เหี้ย' มาก! แต่พอเล่นฉากโลกีย์ แม่งกลับกลายเปนขั้น 'เทพ' ได้ราวกับโดนปลุกเสก! คือแก้ผ้ากอดจูบ ดูดปาก ไซ้ซอกคอ โลมเลียหัวนมแลหน้าท้องกันได้โดยไม่เคอะเขินกระดากอาย ยิ่งฉากกระแทกกระทั้นช่วงล่างเข้าใส่กันนั้น ดูจัดหนักรุนแรงชนิดเห็นแก้มก้นเกร็งระริกๆ ซะไม่มีอะ *_* จนอดคิดไม่ได้เลยว่าถ้าไม่เอากันจริงๆ ก็คงฝึกส่ายเอวมาดีแน่แท้!

(หรือที่จริง มันจะมีอีกเวอร์ชั่นหนึ่งซะก็ไม่รู้ แบบว่าเปนเวอร์ชั่นเอาไว้ส่งนอกโดยเฉพาะ ถ่ายเป็นหนัง X เต็มสตรีมแม่งเล้ย! ซึ่งพูดกันตรงๆ หนัง X เกย์ของไทย มีน้อยถึงน้อยมากที่จะเอานายแบบล่ำๆ หุ่นเป๊ะๆ เน้นซิกส์แพ็คมาเล่น ส่วนใหญ่จะหุ่นปลวกๆ ถ้าจะมีดีอยู่บ้างก็คงเพราะหน้าใสไร้สิว บางเจ้าแย่ทั้งหน้าแย่ทั้งหุ่นราวกับเพิ่งลากขึ้นมาจากปลักควายเอามาเข้ากล้องเลยก็มี เพราะงั้นถ้าหนัง X ไทยคิดจะพัฒนา ก็หานายแบบหุ่นแซ่บๆ เหมือนหลุดออกมาจากฟิตเนสแบบเรื่องนี้แหละ รับรองว่าขายได้แน่! เผื่ออนาคตหนัง X เกย์ของไทยจะได้ไปยืนหยัดระดับโลกเคียงข้าง Bel Ami, Corbin Fisher, Sean Cody, Cocky Boys อะไรกะเค้ามั่ง!)

ก็เลยสงสัยต่ออีกหน่อยนึง ว่าไปหานักแสดงที่ยอมเล่นฉากแอ็คชั่นอะไรแบบนี้จากที่ไหน เพราะในความรู้สึกอะนะ ลำพังแค่หานักแสดงหุ่นแซ่บเว่อร์นั้นไม่ยาก หยิบสวิงไปช้อนตามฟิตเนสต่างๆ สักสามสี่ทีก็ติดตาข่ายขึ้นให้เลือกหยิบทิ้งทีละตัว จนกว่าจะเจอที่แซ่บถูกใจจริงๆ ได้ละ! ยิ่งถ้าไม่ รีควาย (require) ว่าหน้าตาจะต้องหล่อเปนเทพบุตร เอาแค่หน้าบ้านๆ แต่ไม่ถึงกับเหียก! ก็น่าจะยิ่งหาง่ายเข้าไปอีก (ยิ่งกลุ่ม 'หน้าเน่าเป้าเริ่ด' อาจถึงขั้นหาได้ง่ายราวฝูงมดด้วยซ้ำ) ทว่าส่วนที่ยากยิ่งสิ่งเดียว คือ การเจรจาให้มาเล่นฉากแอ็คชั่นอะไรแบบนั้นระหว่างชายกับชายด้วยกันเองนี่แหละ เพราะมันมิใช่แค่กอดจูบลูบคลำกันธรรมดา แต่ถึงขั้นซุก-ซบ-ไซ้-เบียดเสียด-ขยี้ขย้ำกันอย่างหนักหน่วง พูดง่ายๆ คือมันเปนการแสดงที่ 'เปลืองเนื้อเปลืองตัว' สุดๆ! ขืนเจรจาไม่ดีอาจเจอตีนกระแทกหน้าเข้าให้ เพราะชายแท้ที่รักสุขภาพ (แต่ชอบแก้ผ้าถ่ายรูปตัวเองลง IG ใช้ตัวเองเปนนายแบบโฆษณาขายอาหารเสริม) ก็มีอยู่เกลื่อนกล่นถมถืดนะ!!! ถึงได้บอกไงว่าเรื่องเข้าไปทาบทามเจรจา แม่งโคตรยาก! แทบว่าน่าจะเปนทีมงานที่สำคัญที่สุดยิ่งกว่าบทหนังเสียอีก (ที่เคยเรียนๆ กันมาว่าหัวใจหลักของหนังมี 4 อย่างน่ะนะ ถ้าเปนหนังประเภทนี้ ให้เอาฝ่ายแคสติ้งเข้าไปใส่แทนบทหนังได้เลย เพราะหนังแบบนี้ มีใครสนใจเรื่องบทกันด้วยเหรอ?)

พูดไปพูดมา เลยชักไม่แน่ใจว่าตกลง บรรดานักแสดงที่มาเล่นเรื่องนี้ ก็ล้วนเปนเก้งกวางด้วยหรือป่าวนะ ถึงได้ยอมมาเล่นกันง่ายๆ แถมยังแอ็คติ้งใส่กันได้สมจริง เหงื่อหยดติ๋งๆ อีกต่างหาก!

อย่างที่รู้ว่าหนังชุดนี้ สร้างตามกระแสหนังดังๆ อย่างภาคนี้ก็คือล้อ พี่มากพระโขนง แต่ก็ขึ้นไตเติ้ลออกตัวไว้ก่อนว่าไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับตำนานแม่นาค เนื้อเรื่องก็เปนแนวรักสามดุ้น เมื่อหนุ่มเจ้าเสน่ห์นายหนึ่งปฏิเสธรักจากหนุ่มหนึ่ง แล้วไปลงเอยกับหนุ่มอีกคนแทน โดยชวนว่าไหนเมียข้าก็ตายไปแล้ว เอ็งก็ไม่มีใคร งั้นมาเปนเมียข้าละกัน พูดจบก็จูงมือกันไปเยี่ยมวิมานฉิมพลีด้วยกัน ตอนได้ยินก็เข้าใจว่าฝ่ายที่ถูกชวนให้เปนเมียจะเปนฝ่ายรับ แต่กลายเปนว่าคนชวนนั้นแหละเปนฝ่ายรับเสียเอง เลยงงๆ อยู่ว่าแล้วมันจะเปน 'เมีย' ได้ยังไง?? แถมท่าทางรับเก่งเสียด้วยนะ ต่อมาฝ่ายหนุ่มที่ถูกปฏิเสธรัก คิดเล่นของทำเสน่ห์ด้วยการนำ 'น้ำกามพราย' (ซึ่งรีดสดๆ ด้วยตนเองจากหนุ่มโสดอีกคนที่เกิดในคืนเดือนเพ็ญ) มาแอบป้าย จนกลายเปนความพิศวาสขึ้นมาทันตาเห็น เลยจูงกันไปขึ้นวิมานพร้อมกัน คราวนี้เจ้าหนุ่มที่เคยเปนรับก็สลับโหมดด้วยการเปนรุกขึ้นมาซะงั้นเอง 

เลยไม่รู้ว่าเปนเพราะผู้กำกับมั่ว หรือเพราะต้องการบอกว่า คำเรียกขานกันว่า 'ผัว-เมีย' ในหมู่ประชากรชาวเก้งนั้น เปนเพียงคำบอกกล่าวว่าตนมีความสัมพันธ์ทางเพศกับใครแล้วก็เท่านั้น มิได้ระบุตายตัวตามมโนทัศน์ของคนส่วนใหญ่ที่ถูกสอนอย่างฝังหัวกันมาว่า เมียต้องเปนฝ่ายรับ ผัวต้องเปนฝ่ายรุก ตลอดกาล เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เช่นเดียวกับเพศชายต้องเกิดมาคู่กับเพศหญิง ถ้าชายกับชาย หรือหญิงกับหญิง หันมา 'ซั่ม' กันเองเมื่อใดจะเกิดอาเพศขึ้นทันทีกระนั้น! ก็คงพอจะเรียกว่าเปนความเลื่อนไหลในบทบาทบนเตียงของชาวเก้งกวางก็ได้กระมัง คือเปนได้ทั้งผัวและเมียในคนๆ เดียว

อย่างไรก็ดี แม้จะเปนหนังอันว่าด้วยเรื่องราวของกลุ่มเพศทางเลือก แต่บท 'กะเทย' ที่ปรากฏในหนังก็ยังมีสภาพเปนตัวตลก คอยสร้างสีสัน ยิงมุกฮาๆ ให้หนังอยู่เหมือนเดิม (ซึ่งก็ใช้ไม่ค่อยจะได้เท่าไหร่ ออกแนวตลกฝืดฉิบหายหลายฉาก!) ที่จริงจะโทษคนทำหนังก็ไม่ได้ เพราะเค้าก็ชัดเจนแล้วว่าทำหนังเก้งเพื่อขายเก้ง มิได้ต้องการจะเชิดชูบทบาท ยกระดับสถานภาพของกะเทยให้ดูเปนมนุษย์มากขึ้นแต่อย่างใด ฉะนั้น ถ้าเปนตุ๊ตเปนกะเทยแล้วคิดจะมาเอาดีทางด้านเล่นหนัง ก็ต้องยอมรับด้วยว่าจะต้องได้บทเปนตัวตลกให้คนอื่นหัวเราะอยู่ร่ำไป โอกาสที่ได้บทดีๆ หรือมีแอ็คชั่นบนเตียงนั้นอย่าพึงหวัง เพราะเค้าสงวนไว้ให้เก้งกับกวางโดยเฉพาะ

สรุปคือสังคมไหนๆ แม่งก็มีเรื่องชนชั้นเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งนั้นแหละ อย่ามาตอแหลเรื่องความเท่าเทียม เรื่องสิทธิมนุษยชนปลวกๆ ให้เหม็นขี้ฟันเลยว้าาาาา กูฟังแล้วปวดขี้!

Sunday, November 24, 2013

DOLORES CLAIBORNE (1995)



DOLORES CLAIBORNE
(Taylor Hackford, 1995)

ดูข่าวแม่ยายจ้างวานมือปืนสังหารลูกเขย เพราะทนเห็นลูกสาวโดนทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจต่อไปไม่ไหว ก็ให้คิดถึงหนังเรื่องนี้ทันที เปนหนึ่งในหนังสร้างจากนิยาย สตีเฟ่น คิง ที่ 'ดีที่สุด' และส่วนตัวก็ 'รักเรื่องนี้มาก' โดยเฉพาะ แคธี่ เบทส์ ในบทแม่บ้านที่ตกเปนผู้ต้องหาฆ่านางจ้างซึ่งเปนหญิงชราช่วยเหลือตนเองไม่ได้ เพราะต้องการครอบครองทรัพย์สินที่นายจ้างระบุในพินัยกรรมว่ายกให้ ถือเปนการแสดงอันควรส่งให้เธอคว้าออสการ์ตัวที่สองมาครองด้วยซ้ำไป น่าเสียดายที่ปีนั้นเธอถูกมองข้าม พลาดแม้กระทั่งการเสนอชื่อเข้าชิง!

นักแสดงหญิงอีกคนที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือ เจนนิเฟอร์ เจสัน ลีห์ ในบทลูกสาวผู้ห่างเหินกับแม่แท้ๆ ยิ่งกว่าคนแปลกหน้า เนื่องจากปักใจเชื่อว่าแม่เปนคนลงมือฆ่าสามี ซึ่งคือพ่อของเธออย่างเลือดเย็น โดยกฎหมายไม่อาจเอาผิดเพราะปราศจากหลักฐานมัดตัว

แตกต่างจากครั้งล่าสุด ที่มีคนเห็นกับตาว่าแม่เธอกำลังจะลงมือสังหารนายจ้างพิการแบบคาหนังคาเขา กลายเปนหลักฐานชั้นดีที่สามารถส่งตัวนางเข้าไปใช้ชีวิตที่เหลือในคุกได้ไม่ยาก แม้ว่านางจะปฏิเสธอย่างแข็งขันเพียงใดก็ตาม

จุดเด่นของหนัง นอกจากฝีมือการแสดงในระดับ 'สุดยอด' ของสองนักแสดงหญิงดังกล่าวแล้ว คือการดัดแปลงบทภาพยนตร์โดยฝีมือ โทนี่ กิลรอย (ซึ่งต่อมาเปนผู้เขียนบทและกำกับหนังดราม่าสุดเข้มข้น Michael Clayton ในปี 2007) และการกำกับภาพยนตร์ของ เทย์เลอร์ แฮ็คฟอร์ด (An Officer and a Gentleman, The Devil's Advocate) ที่ร่วมกันถ่ายทอดเรื่องราวแห่งชะตากรรมของสองแม่-ลูกที่ต่างตกเปนเหยื่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัว จากน้ำมือของผู้อยู่ในฐานะผัวและพ่อของหญิงทั้งสอง-ได้อย่างทรงพลัง เข้มข้น และน่าสะเทือนอารมณ์เอามากๆ พร้อมกันนั้นก็ทำให้คนดูตระหนักอย่างถ่องแท้ว่า ความรักของ 'แม่' ช่างยิ่งใหญ่ ถึงขั้นสามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อป้องกันสวัสดิภาพของลูกให้รอดพ้นจากเงื้อมมือคนโฉด

แม้ว่าคนโฉดชั่นนั้นจะเปนคนๆ เดียวกับผู้ให้กำเนิดลูกน้อยก็ตาม!

หนังดำเนินเรื่องโดยวิธีตัดสลับเหตุการณ์ระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ซึ่งถูกผสานเข้าด้วยกันอย่างแนบเนียน โดยใช้โทนสีของภาพเปนตัวแบ่งแยกความแตกต่างของเวลา ขณะเดียวกันก็สะท้อนถึงอารมณ์และความรู้สึกของตัวละครหลักทั้งสอง กล่าวคือ เหตุการณ์ปัจจุบันจะใช้โทนสีที่ให้อารมณ์หม่นหมอง แห้งแล้ง เย็นชา สะท้อนถึงสภาวะอารมณ์ของลูกสาวที่ต้องทนแบกรับความรู้สึก และความเชื่อที่ว่าแม่ลงมือฆ่าพ่ออย่างโหดเหี้ยม ถึงจะไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจน แต่ชาวเมืองต่างก็เชื่อไปในทางเดียวกันหมด ส่วนเหตุการณ์อดีต ภาพจะออกมาในโทนสีสันสดใส เจิดจ้า งดงาม สื่อถึงอารมณ์ของแม่ที่ยึดติดกับเรื่องราวในอดีตอย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่ตนสามารถปกป้องลูกสาวให้รอดพ้นจากความเลวร้าย อันเกิดขึ้นจากความเห็นแก่ตัวของมนุษย์เพศชาย แม้ว่าจะต้องแลกกับการถูกตราหน้าว่าเปนฆาตกรจากคนทั้งเมือง และที่แย่ยิ่งกว่า คือถูกลูกสาวเข้าใจผิดเต็มๆ!

ใครที่อ่านมาถึงบรรทัดนี้ แต่ไม่เคยดูหนัง ก็น่าจะเดาได้แหละ ว่าคนโฉดชั่วที่แม่ต้องลงมือสังหาร เพื่อมิให้มันมาทำอันตรายลูกสาว หาใช่ใครที่ไหน! คือพ่อแท้ๆ ของลูกนั่นเอง และว่ากันตามจริง ตัวแม่เองก็ใช่ว่าจะรอดพ้นการตกเปนเหยื่อความรุนแรง เพราะก็โดนผัวลงไม้ลงมืออย่างทารุณเหมือนกัน ทว่านางก็จำอดทนกล้ำกลืนฝืนความเจ็บปวดโดยไม่ปริปาก ด้วยไม่ต้องการให้ลูกสาวรู้เห็นว่าแม่ถูกทำร้ายหนักหนาสาหัสเพียงใด แต่สิ่งที่กลายเปนตัวจุดชนวดระเบิดให้นางตัดสินใจจัดการขั้นเด็ดขาดกับผัวขี้เมาสุดกักขฬะ คือการรับรู้ว่ามันลงมือกระทำระยำตำบอนกับลูกในไส้ได้ลงคอ เหมือนเห็นลูกเปนเครื่องมือตอบสนองอารมณ์ใคร่ใฝ่ต่ำในสันดานของตนเพียงถ่ายเดียว ปราศจากความรู้สึกผิดชอบชั่วดีใดๆ โดยสิ้นเชิง

พูดกันตรงๆ คนแบบนี้อยู่ไปก็รกโลกจริงๆ!

จึงเป็นที่มาของการลงมือฆาตกรรม ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่ชาวเมืองกำลังให้ความสนใจกับสุริยคราส อันเปนปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่นานครั้งจะเกิดขึ้น อีกทั้งชั่วชีวิตของคนหนึ่งคนก็ใช่ว่าจะมีโอกาสชมปรากฏการณ์นี้ด้วยตาตนเองได้บ่อยครั้ง เช่นเดียวกับ การลงมือ 'ฆาตกรรม' ของ โดโลเรส ไคลบอร์น หญิงชนชั้นใช้แรงงานผู้ตกเปนเบี้ยล่างของผัวมาเกือบทั้งชีวิต ซึ่งมันคือครั้งแรกและครั้งเดียวที่นางตัดสินใจฆ่าคน! (จากคำแนะนำแบบอ้อมๆ ของนายจ้างผู้มีหัวอกเดียวกัน!) ซึ่งประสบผลสำเร็จงดงามในฐานะ 'ฆาตกรรมสมบูรณ์แบบ' อีกต่างหาก! อันเปนสิ่งที่มิใช่จะเกิดขึ้นได้บ่อยๆ ไม่ต่างจากรเกิดขึ้นสุริยคราสเช่นกัน

จนเมื่อลูกสาวผู้มองแม่ในแง่ลบ เพราะเข้าใจผิดว่าแม่เปนหญิงร้ายกาจถึงขนาดลงมือฆ่าผัวได้โดยไม่รู้สึกรู้สา-ได้รับทราบถึงสาเหตุแท้จริงในการกระทำของแม่ ทำให้เธอยอมรับความจริง และหวนกลับไปเผชิญหน้าความทรงจำเลวร้าย ที่เธอเก็บกดไว้ในส่วนลึกของจิตใจ จนดูเหมือนว่าเธอได้ลืมเลือนเหตุการณ์นั้นไปแล้ว แต่ความจริงหาได้เปนเช่นนั้นไม่! ทันทีที่มีบางอย่างมาสะกิดความทรงจำอย่างถูกจังหวะและเวลา ภาพเหตุการณ์ที่เธอไม่ปรารถนาจะจดจำในวันที่เธอถูกพ่อลวนลามทางเพศอย่างโหดร้าย ก็หวนกลับคืนสู่ห้วงแห่งความรับรู้อย่างเลี่ยงไม่ได้

นี่เองที่ทำให้แม่ต้องยื่นมือเข้ามาจัดการ เพื่อยุติวงจรอุบาทว์ที่เกิดขึ้นกับลูกซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยมือแม่เอง เพราะหากขืนรอให้กฎหมายมาช่วย มันจะยิ่งสายเกินไปกว่านี้!

มีนักวิจารณ์ท่านหนึ่งกล่าวว่า ความจริงบางอย่างในชีวิตคนเรา บางครั้งก็เปนเรื่องยากที่จะยอมรับและเผชิญหน้าได้อย่างองอาจ ไม่ต่างอะไรกับดวงอาทิตย์ที่ปลดปล่อยพลังงานแสงอันรุนแรงแผดกล้า จนไม่มีผู้ใดสามารถเงยหน้ามองดวงอาทิตย์อย่างเต็มตาได้เลย จนเราอาจต้องใช้เวลาทั้งชีวิต กว่าจะมีโอกาสได้ตระหนักถึงความจริงอันเลวร้ายเพียงชั่ววูบ ดุจดั่งช่วงเวลาเดียวกับที่เงามืดของดวงจันทร์เคลื่อนคืบคลานเข้าบดบังดวงอาทิตย์จนมิดดวง!

แบบเดียวกับที่ลูกสาวได้รับรู้ถึงความจริงในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ว่าแม่รักเธอมากมายถึงขั้นยอมทำได้ แม้กระทั่งการเอาชีวิตตนเองเปนเดิมพัน!

ถึงบรรทัดนี้ ก็คงจะทราบชัดเจนแล้ว ว่าหนังเรื่องนี้พูดถึงความรุนแรงในครอบครัว ทั้งการที่สามีทำร้ายทุบตีภรรยา และการที่พ่อทำเลวระยำชั่วช้ากับเลือดเนื้อตนเองอย่างไม่ละอาย ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ ถึงจะเปนสิ่งผิดกฎหมาย แต่กว่าจะกฎหมายจะยื่นปีกแห่งอำนาจเข้าช่วยเหลือพวกเธอให้หลุดพ้นจากห้วงเหวแห่งความทุกข์ทรมาน ก็ช่างเนิ่นนานและสุดแสนจะยุ่งยาก จึงอาจถือเปนความจำเปนเร่งด่วนในการที่พวกเธอจะลุกขึ้นมาทวงคืนความยุติธรรมด้วยน้ำมือของตนเอง!

Wednesday, November 13, 2013

CARRIE (2013)



CARRIE (Kimberly Pierce, 2013)

แม้ว่าพอดูจบจะรู้สึกผิดหวัง ว่าทำไมหนังถึงออกมาอย่างที่มันเปน แต่พอนั่งคิดอีกที ก็ถือเปนความผิดของตัวเราเอง ที่ดันไปตั้งความหวังจากหนังเวอร์ชั่นนี้มากไป! เข้าใจว่าเปนเพราะยังติดตากับภาพลักษณ์ของ แครี่ ไวท์ ที่แสดงโดยป้า ซิสซี่ สปาเซ็ค ในเวอร์ชั่นเก่า ซึ่งดูเปนคนผอมแห้งแรงน้อยเหมือนโครงกระดูกเดินได้ ชอบทำตาเหลือกๆ เหมือนโดนทารุณกรรมตลอดเวลา รวมความคือเปนนางชะนีน้อยผู้น่าสมเพช ที่แม้กระทั่งคนจิตใจดีงามอย่างเราก็ยังลังเลที่จะเข้าใกล้ให้ความช่วยเหลือ เพราะไม่แน่ใจว่าอีนี่จะลุกขึ้นคว้ามีดมาปาดคอเราเมื่อใด อะไรทำนองนั้น ^^

แต่สำหรับเวอร์ชั่นใหม่ ภาพลักษณ์ของ แครี่ ไวท์ ที่แสดงโดย โคลอี้ เกรซ มอเรตซ์ (Kick-Ass) ได้ถูกปรับลุคให้กลายเปนสาวน้อยหน้าตาคมคาย น่ารักน่าเอ็นดู ใครเห็นใครก็รัก แม้ว่าจะมีบุคลิกต้วมเตี้ยมเหนียมอาย และมีอาการประสาทแดกกำเริบบ้าง แต่ถึงงั้นก็ยังดูน่าเข้าใกล้ให้ความสนิทชิดเชื้อด้วยอยู่ดี 

ที่สำคัญคือ รูปร่างนมต้มของน้องโคลอี้ (หรืออีกนัยหนึ่งคือ แครี่ ไวท์) ก็จัดว่าอวบอัดน่าฟัดน่าจับเหวี่ยงฝุดๆ จึงอาจเปนคำอธิบายได้ว่า เหตุใดหนุ่มหล่อระดับดาวโรงเรียนอย่าง ทอมมี่ (แอนเซล เอลกอร์ต) จึงยอมตกปากรับคำ(สั่ง)จากแฟนสาว ซู สเนลล์ (กาเบรียลล่า ไวล์) ให้มาชวนแครี่ไปงานพร็อมด้วยกัน โดยที่ฝ่ายชายแทบจะไม่แสดงท่าทีอิดออดเลย แสดงว่าเจ้าหนุ่มทอมมี่ก็มิได้มีความรู้สึกกล้ำกลืนฝืนใจที่จะเข้าหาแครี่เท่าใดนัก เผลอๆ อาจจะเต็มใจก็ได้ที่ถูกเมียเปิดโอกาสให้ควงหญิงอื่นไปงาน เพราะหุ่นของอีหนูแครี่ก็เชฟบ๊ะน่าฟัดฟาดหาน้อยไม่! (อีกทั้งหนังยังให้เห็นในฉากหนึ่งด้วยว่า ทอมมี่ก็มีท่าทีสนใจแครี่อยู่เหมือนกัน)

มองในแง่นี้ ทำให้พูดได้ว่า แครี่ ไวท์ เวอร์ชั่นนี้เปนเด็กสาวที่มี 'เสน่ห์ทางเพศ' แอบซ่อนอยู่ในบุคลิกท่าที ในระดับที่รุนแรง! ไม่น้อยไปกว่า 'พลังจิต' เคลื่อนย้ายวัตถุสิ่งของที่เธอมีติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด ราวกับว่าผู้กำกับ คิมเบอร์ลี่ เพียร์ซ (Boys Don't Cry) ต้องการจะชี้ให้เห็นว่าแท้จริงแล้ว ทั้งสองอย่างนั้นมันคือสิ่งเดียวกัน! เปนสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติภายในเลือดเนื้อร่างกายของเด็กสาว ผู้ไม่เคยล่วงรู้มาก่อนว่าตนเองมีความแตกต่างที่ 'เหนือกว่า' คนอื่นๆ หลายเท่า (คิดเอาง่ายๆ ว่าชะนีเพื่อนร่วมชั้นของแครี่ มีสักกี่คนที่ดูดีดูสวยกว่าเธอบ้าง) และการค้นพบถึงความพิเศษที่ตนมี ก็ตามติดมาด้วยความยากลำบากในการควบคุมและนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต

ไม่รู้เหมือนกันว่า ที่จะพูดต่อไปนี้มันจะแลดู 'เว่อร์' เกินไปมั้ย แต่อดคิดไม่ได้จริงๆ ว่าผู้กำกับแลดูจงใจใช้การค้นพบพลังจิตของแครี่ อันนำไปสู่ฉาก 'นรกแตก' ในตอนท้ายเรื่อง เปนเสมือนนิทานเปรียบเทียบ เพื่อบอกว่า 'เสน่ห์ทางเพศ' ของเด็กสาวขี้อาย ผู้ไม่รู้ตัวว่าตนเปนคนสวยและเซ็กซี่อย่างวายร้ายนั้น มันคือ 'พลังงาน' ที่เต็มไปด้วยอันตรายและน่าสะพรึงกลัวสุดๆ ยิ่งเฉพาะในยามที่เธอถูกทำให้โกรธแค้นจนไม่อาจควบคุมตนเอง ดังเช่นสำนวนที่ว่า "Hell Hath No Fury Like a Woman Scorned ... ความโกรธเกรี้ยวของชะนีที่ถูกเหยียดหยามนั้นร้อนแรงยิ่งกว่าไฟนรก"

ฉะนั้นหนุ่มๆ ที่คิดจะเด็ดดอกไม้งามมาเชยชมแล้วโยนทิ้งอย่างไม่ไยดี พึงระวังตัวไว้! เพราะ 'ไฟนรก' อาจมิได้เกิดขึ้นอย่างเปนรูปธรรมชัดเจน แบบเดียวกับการระเบิดอารมณ์ของแครี่ แต่อาจเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกับที่ มาร์กาเร็ต ไวท์ (จูลี่แอนน์ มัวร์) จัดการกับชีวิตของตนเองและลูกน้อยผู้เกิดมาโดยปราศจากความผิด และพฤติกรรมอันเห็นแก่ตัวของพวกมึงก็คือต้นเหตุหนึ่งแห่งความเสื่อมทรามของโลกใบนี้อย่างแท้จริง!

Thursday, November 7, 2013

SPRING, SUMMER, FALL, WINTER…AND SPRING (2003)



SPRING, SUMMER, FALL, WINTER…AND SPRING (Kim Ki-Duk, 2003) ***1/2
กาละแห่งชีวิต

ผมได้ดูหนังของ คิมคิดุก เป็นครั้งแรกในงานเทศกาลภาพยนตร์กรุงเทพฯ ครั้งที่ 1 (หากจำไม่ผิด) ซึ่งจัดขึ้น ณ โรงภาพยนตร์ยูไนเต็ด อาร์ทิสต์ ดิ เอ็มโพเรี่ยม (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นโรงภาพยนตร์เอสเอฟเอ็กซ์ เอ็มโพเรี่ยม) เรื่องที่ได้ดูมีชื่อว่า Birdcage Inn เป็นเรื่องของผู้หญิงสองคน คนหนึ่งเป็นโสเภณีที่มาเช่าห้องเล็กๆในบ้านหลังหนึ่งอยู่ โดยใช้เป็นสถานที่ทำงานด้วย ส่วนอีกคนเป็นลูกสาวเจ้าของบ้านเช่าที่ตั้งท่ารังเกียจรังงอนอีกฝ่ายจนออกนอกหน้า ผมจำรายละเอียดของเรื่องไม่ค่อยได้แล้ว จำได้เพียงว่าไปๆมาๆ ก็มีเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้ฝ่ายหลัง ซึ่งทำท่าเหม็นขี้หน้าฝ่ายแรกมาโดยตลอด ยอมหันมาญาติดีด้วย หนำซ้ำยังช่วย ‘รับแขก’ แทนให้อีกต่างหาก!

ยอมรับว่าพอดูจบแล้ว ผมงงมากๆกับความสัมพันธ์ของผู้หญิงทั้งสองคนที่ปรากฏในเรื่อง นึกไม่ออกว่าทำไมทั้งคู่ถึงผูกพันกันได้มากมายขนาดนั้น! เลยได้แต่สรุปอยู่ในใจว่าหนังน่าจะต้องการพูดถึงประเด็นมิตรภาพ หรืออะไรทำนองนี้ จากนั้นก็ไม่คิดติดใจอีก เพราะตัวหนังก็ไม่ค่อยจะมีอะไรให้ประทับใจเท่าไหร่ จึงค่อยๆลืมไปโดยอัตโนมัติ ยกเว้นเพียงสิ่งหนึ่งที่เห็นทีไร ก็จะนึกเสมอว่าเคยเห็นมันเป็นครั้งแรกจากเรื่องนี้ จำได้ว่าตอนที่ได้ดูนั้น ผมยังไม่เคยเห็นมีมาตั้งในแทบทุกห้างสรรพสินค้าในบ้านเราแบบตอนนี้เลย…

‘ตู้ร้องคาราโอเกะแบบหยอดเหรียญ’ ไงครับ

มาคิดๆดูก็รู้สึกแปลกใจตัวเองอยู่เหมือนกัน ว่ารสนิยมในการดูหนังของผมนั้น ไม่น่าจะ ‘คลิก’ กันได้กับหนังของคิมคิดุกด้วยประการทั้งปวง อธิบายให้ชัดเจนคือเพราะผมเป็นคนชอบดูหนังที่เข้าใจง่ายๆ ดูสนุก และมีเนื้อหาสาระตามสมควร ซึ่งนั่นล้วนเป็นสิ่งที่หาพบได้ยากมากในหนังที่มีชื่อของคิมคิดุกเป็นผู้กำกับ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับหนังของผู้กำกับเกาหลีหลายๆคนที่คอหนังเอเชียบ้านเราคุ้นชื่อกันดีอย่าง อิมควอนเต็ก (Chunhyang, Chihwaseon), ลีชางดอง (Peppermint Candy, Oasis), คิมจีวุน (The Quiet Family, A Tale of Two Sister) หรือ กวักแจยอง (My Sassy Girl, The Classic)

แต่กลายเป็นว่าหลังจาก Birdcage Inn (1998) ผมกลับได้ดูหนังของคิมคิดุกแทบทุกเรื่องเลยทีเดียว เรียงตามลำดับดังนี้ Address Unknow (2001), Real Fiction (2000), The Isle (1999), Bad Guy (2002), The Coast Guard (2002) ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทุกเรื่องที่ผมเอ่ยชื่อมานี้ ล้วนดูเข้าใจยาก (แต่สาระเพียบ!) และไม่สนุกด้วยประการทั้งปวง แถมยังมีฉากออกแนวซาดิสม์ๆให้ดูอีกต่างหาก เช่นการใช้เบ็ดตกปลากับอวัยวะบางส่วนของมนุษย์ใน The Isle หรือการใช้ดินสอวาดรูปเป็นอาวุธฆาตกรรมใน Real Fiction รวมถึงการนำเสนอชะตากรรมอันน่ารัดทดของตัวละครที่ล้วนเต็มไปด้วยความหดหู่ หม่นเศร้า เช่น เด็กสาวที่ถูกบังคับให้ไปขายตัวใช้หนี้โดยแมงดาที่แอบหลงรักเธอใน Bad Guy หรือทหารยามชายฝั่งที่ยิงผู้บริสุทธิ์ตายด้วยความเข้าใจผิด และถูกความผิดบาปเข้าครอบงำจิตใจจนกลายเป็นพวกสติแตกใน The Coast Guard เป็นต้น



สำหรับ Spring, Summer, Fall, Winter…and Spring (2003) ผมได้ยินกิตติศัพท์ร่ำลือมานานว่าคราวนี้ “คิมคิดุกเปลี่ยนไป!” ถึงขั้นได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนประเทศเกาหลีใต้เข้าชิงออสการ์สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม ตามมาด้วยเสียงสรรเสริญเยินยอจากเทศกาลภาพยนตร์ระดับโลกมากมายอีกเช่นเคย ไม่เว้นแม้กระทั่งในบ้านเราที่จัดขึ้นในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เผอิญว่าผมเพิ่งมีโอกาสได้ดูเป็นวีซีดีเมื่อไม่กี่วันก่อน ไม่เช่นนั้นก็คงจะนำมาเขียนถึงเสียตั้งนานแล้ว

ในฐานะแฟนหนังขาประจำของคิมคิดุก (แต่ไม่ถึงขั้น ‘พันธุ์แท้’ เพราะยังหาอีกสองเรื่องก่อนหน้า Birdcage Inn คือ Crocodile [1996] กับ Wild Animals [1997] มาดูไม่ได้ ส่วนเรื่องล่าสุดคือ Samaria หรือ Samaritan Girl [2004] ที่คิมคิดุกได้รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเบอร์ลินไปแล้วนั้น ตอนนี้ก็ได้แต่ร้องเพลงรออยู่ครับ) Spring, Summer, Fall, Winter…and Spring ถือเป็นหนังเรื่องแรกของเขาที่ทำให้ผมบอกว่าตัวเองว่า “ชอบ” เหตุผลหนึ่งคงเป็นเพราะช่วงนี้ผมกำลังชอบดูหนังสั้นมาก (เพราะดูแป๊บๆก็จบแล้ว) อีกทั้งวิธีการนำเสนอของเรื่องนี้ยังแบ่งออกเป็นตอนๆจำนวน 5 ตอน โดยตั้งแต่ละตอนเป็นชื่อตามฤดูกาลต่างๆ ซึ่งหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นวัฏจักรเดิมๆไม่รู้จบสิ้น ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งคือรู้สึก ‘ทึ่ง’ ว่าผู้กำกับหนังที่ชอบนำคนดูเข้าไปสัมผัสกับโลกอันหม่นมืด เลวร้าย และน่าหดหู่มาโดยตลอดอย่างคิมคิดุก บทจะทำหนังที่ชักชวนคนดูเข้าสู่โลกแห่งความสงบ รื่นรมย์ และงดงามนั้น เขาก็ถ่ายทอดออกมาได้ยอดเยี่ยมไม่มีที่ติ

แต่กระนั้น ก็ใช่ว่าคิมคิคุกจะละเลยการแอบแฝงแง่มุมการมองชีวิตอันเป็นแบบฉบับเฉพาะตัวของเขาไปแต่อย่างใด เพียงแต่หนนี้ เขาเลือกที่จะนำเสนอแง่มุมดังกล่าวออกมาอย่างนุ่มนวลและเรียบง่ายกว่าในหลายๆเรื่องที่ผ่านมา จนอาจกล่าวได้ว่า นี่เป็นหนังของคิมคิดุกที่คนดูส่วนใหญ่สามารถ ‘รับได้ง่าย’ (หรือ ‘ย่อยง่าย’ ว่างั้นเถอะ) โดยไม่รู้สึกว่ากำลัง ‘ทำร้ายตัวเอง’ แบบเดียวกับตอนดู The Isle หรือ The Coast Guard (ซึ่งพอดูจบ ผมก็แทบจะเอาหัวโขกกำแพงด้วยความเวียนหัวว่า “มึงต้องการจะพูด-่าอะไรวะ!”) ขณะเดียวกันก็เป็นหนังที่ทำให้นึกอยากดูซ้ำอีกหลายๆรอบ เพื่อให้ใกล้ชิดกับคำว่า ‘ปลง’ มากขึ้นนั่นเอง (อย่าเพิ่ง ‘สาธุ’ นะครับ)



เรื่องราวของพระกับเณรสองรูปที่อาศัยอยู่ด้วยกันเพียงลำพัง ณ อาศรมในทะเลสาบ ท่ามกลางธรรมชาติอันสงบงดงามแวดล้อมด้วยป่าไม้และทิวเขา ไกลห่างจากเทคโนโลยีและแสงสีใดๆจะเข้าถึงได้ง่าย บทแรกของหนังเริ่มต้นด้วย “ฤดูใบไม้ผลิ” เมื่อพระชรา (โอยังซู) สอนบทเรียนแก่เณรน้อย (คิมจองโฮ) ซึ่งสนุกสนานกับการทรมานสัตว์ ได้แก่ ปลา, กบ และงู โดยการจับตัวพวกมันมาผูกกับก้อนหิน แล้วปล่อยให้พวกมันดิ้นรนกระเสือกกระสนไปตามยถา โดยเณรน้อยเอาแต่หัวเราะชอบใจที่ได้แกล้งสัตว์ หารู้ไม่ว่าการกระทำทั้งหมดของตนมิได้รอดพ้นจากสายตาของพระชราที่เฝ้ามองมาด้วยท่าทางหนักใจ ถึงแม้ท่านจะเล็งเห็นว่าเณรน้อยกระทำลงไปด้วยความเยาว์วัยไร้เดียงสาก็ตาม หากท่านก็ถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องอบรมสั่งสอนให้เณรน้อยได้รู้จักว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด เพราะถ้าไม่สอนสั่งเสียตั้งแต่ยังตัวกะเปี๊ยกเท่านี้ เมื่อเติบใหญ่ขึ้นไปก็คงยากที่จะดัดไม้แก่ให้เข้ารูปได้ดังต้องการเป็นแน่

วิธีการสอนของพระชรา ต้องเรียกว่าเป็นการ “หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง” โดยแท้ เพราะเณรน้อยแกล้งสัตว์ด้วยการจับตัวมันมาผูกกับก้อนหิน พระชราก็นำก้อนหินขนาดย่อมๆมาผูกติดหลังเณรน้อยบ้าง เพื่อให้ได้รับรู้รสชาติในแบบเดียวกับที่สัตว์เหล่านั้นน่าจะรู้สึกแบบเดียวกัน ในยามมีวัตถุหนักๆมาถ่วงการเคลื่อนที่ไปมาอย่างอิสระของตน พระชราสั่งให้เณรน้อยไปตระเวนปลดหินออกจากตัวของสัตว์เหล่านั้นให้หมด แลกกับการที่ตนจะได้เป็นอิสระจากพันธนาการเช่นกัน แต่ก็ไม่วายสำทับไปด้วยว่า “หากมีสัตว์ตัวหนึ่งตัวใดเสียชีวิตล่ะก็ เจ้าจะต้องแบกหินนี้ไว้ในใจของเจ้าไปจนชั่วชีวิต”

ถ้าเป็นผู้กำกับคนอื่นๆล่ะก็ ผมว่าทั้งปลา, กบและงูจะต้องมีชีวิตอยู่ให้เณรน้อยตามไปปลดหินออกจากตัวอย่างแน่นอน แล้วในคืนนั้น เณรน้อยก็คงจะนอนหลับฝันดีแน่ๆ แต่ขอโทษที...อย่าลืมว่าผู้กำกับคนนี้ชื่อคิมคิดุกนะครับ จึงไม่มีทางที่เขาจะปล่อยให้เณรน้อยกลับไปนอนหลับฝันดีได้เด็ดขาด!



บทที่สองเป็นตอน “ฤดูร้อน” ซึ่งก็ ‘ร้อน’ สมชื่อจริงๆ เมื่อเณรน้อยผู้ต้องแบกหินในใจไปชั่วชีวิต ได้เติบใหญ่ขึ้นกลายเป็นพระหนุ่มวัยรุ่น (โซแจคุง) ผู้ไม่ประสีประสาต่อโลกภายนอกและไม่เคยรู้จักรสชาติของความรักเลยสักนิด จนกระทั่งการมาเยือนของหญิงสาว (ฮาโยจิน) รุ่นราวคราวเดียวกัน ซึ่งเดินทางมาพำนักรักษาตัวจากอาการเจ็บป่วยทางกาย ณ อาศรมกลางทะเลสาบแห่งนี้ โดยแม่ของเธอเป็นผู้พามาส่ง และจากไปภายในเวลาไม่นาน ทิ้งลูกสาวให้อยู่ลำพังกับพระสองรูปกลางป่าลึก ด้วยความไม่คาดคิดแม้แต่น้อยว่ามันจะเป็นการก่อปัญหาขึ้นในภายหลัง

คำกล่าวที่ว่า “น้ำตาลใกล้มด” เท็จจริงเป็นเช่นไร พิสูจน์ได้จากหนังในตอนนี้เอง เมื่อพระหนุ่มที่กำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่นอันเป็นวัยที่ฮอร์โมนเพศกำลังแล่นพลุ่งพล่านไปทั่วร่าง จนไม่อาจใช้บทสวดมนต์ใดๆมาระงับหรือข่มกลั้น ‘ความอยาก’ (ตัณหา) ทางกายได้เลย ขณะที่เด็กสาววัยรุ่นนั่นเล่าก็มิได้แสดงอาการแข็งขืนหรือหวงเนื้อตัวอย่างที่ควรกระทำยามอยู่ต่อหน้าผู้ถือศีลครองธรรม เป็นเหตุให้ทั้งสองแอบลับลอบได้เสียกันจนได้ โดยรอดพ้นจากการรับรู้ของพระชรา ที่เฝ้ามองความสนิทสนมของพระหนุ่มกับเด็กสาวอย่างคาดไม่ถึงว่าจะมีสิ่งใดลึกซึ้งแอบเร้นอยู่ เว้นเสียแต่จะมองเห็นว่าอาการหดหู่ซึมเศร้าของเด็กสาว ค่อยๆลดน้อยลงกว่าเมื่อแรกที่มาพำนักยังอาศรมนี้ กลับกลายเป็นมีชีวิตชีวาและร่าเริงขึ้น ราวกับเจ้าหล่อนได้ ‘ยาดี’ กระนั้น!

เช่นกันกับคำกล่าวที่ว่า “ความลับย่อมไม่มีในโลก” ในที่สุด พระชราก็จับได้คาหนังคาเขา (อย่าให้ต้องเล่าเลยนะครับว่าคาหนังคาเขายังไง!) ว่าพระหนุ่มในปกครองของท่านมีสัมพันธ์สวาทกับเด็กสาวผู้เจ็บป่วยใต้จมูกท่านมาเนิ่นนานแล้ว แม้ท่านจะเล็งเห็นว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้ข้อเรียกร้องตาม ‘ธรรมชาติ’ ของสัตว์โลกทั่วไปก็ตาม ทว่าในฐานะมนุษย์และ ‘ความเป็นผู้ถือศีลครองธรรม’ ด้วยแล้ว ทำให้ท่านไม่อาจอุเบกขาต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าได้เลย อีกทั้งเมื่อเห็นด้วยว่าเด็กสาวก็ท่าทางสบายดีไม่เจ็บป่วยอีกต่อไปเหมือนได้รักษาด้วยยาถูกโรคแล้ว ก็สมควรแก่เวลาที่เธอจะต้องกลับไปดำเนินชีวิตในโลกฆราวาสดังเดิมเสียที

ทว่า “เมรัยรสใดจะมีรสชาติเริงแรงร้อนเท่าเมรัยรสรักเป็นไม่มี” เมื่อต้องถูกพรากจากหญิงคนรัก พระหนุ่มวัยรุ่นผู้เพิ่งได้ดื่มด่ำกับรสรักเป็นหนแรกในชีวิต จึงมิอาจตัดใจขาดจากหญิงสาวได้โดยง่าย และนี่เองที่ทำให้พระหนุ่มยอมละทิ้งสถานะเพศบรรพชิตของตน เพื่อมุ่งแสวงหาความสุขทางโลกย์ที่ได้เรียนรู้จากอิตถีเพศ และตัดสินใจเดินทางเข้าสู่โลกอันวุ่นวายของมนุษย์ผู้เต็มไปด้วยกิเลส ทั้งรัก-โลภ-โกรธ-หลง โดยมิไยในคำสอนของพระชราที่กล่าวว่า “ตัณหานำมาซึ่งความอยากได้ใคร่ครอบครอง และความอยากนั้นเองที่ชักนำไปสู่การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต”

กว่าพระหนุ่มจะรู้ซึ่งถึงสัจธรรมแห่งคำสอนนี้ เวลาก็ล่วงผ่านไปนานปี ภายหลังการกระทำความผิดรุนแรงทั้งในแง่ศีลธรรมและในแง่กฎหมายบ้านเมือง ด้วยมีต้นเหตุสำคัญมาจากความรัก...



บทที่สาม “ฤดูใบไม้ร่วง” เริ่มต้นเมื่อพระชราซึ่งชราภาพลงมากแล้ว ได้ต้อนรับการกลับมายังอาศรมของอดีตเณรน้อยและพระหนุ่มวัยรุ่น ผู้เดินทางกลับมาในรูปลักษณ์หนุ่มวัยฉกรรจ์ และสถานภาพฆาตกรผู้ลงมือสังหารโหดภรรยาตนเองจนเป็นข่าวในหนังสือพิมพ์ ชายหนุ่มกลับมาในสภาพผู้บอบช้ำทางใจอย่างยิ่งยวด จากความผิดหวังที่ภรรยาตนปันความรักของเธอไปให้ชายอื่น ทั้งที่เคยให้คำมั่นแก่เขาว่าจะอยู่ด้วยกันตลอดกาล พระชราผู้รู้ซึ้งถึงความวุ่นวายนานาที่เกิดขึ้นในโลกมนุษย์ ได้พยายามตักเตือนให้ชายหนุ่มพยายามหักอกหักใจเสียต่อความผิดหวังที่ต้องประสบ ด้วยถ้อยคำง่ายๆทว่าลึกซึ้ง... “ในบางคราเราก็ต้องปล่อยวางจากสิ่งที่เราชอบ เพราะผู้อื่นเขาก็มีสิทธิ์ชอบเช่นเดียวกับเรา”

ทว่าหนุ่มวัยฉกรรจ์ ผู้ลุ่มหลงมัวเมาอยู่ในวังวนแห่งรักและกิเลสตัณหาที่ครอบงำจิตใจมานานหลายปี ย่อมมิอาจปรับใจยอมรับคำสอนของพระชราโดยง่าย (นี่ไงเล่า...ตัวอย่างของ ‘ไม้แก่ดัดยาก’ ของแท้) มิหนำซ้ำกลับจะถึงขั้นลงมือก่ออัตวินิบาตกรรมเสียอีก พระชราจึงจำต้องใช้ ‘ไม้แข็ง’ กำหราบด้วยการเฆี่ยนตี และออกคำสั่งให้ลงมือแกะสลักตัวอักษรนับร้อยตัวบนกระดานอาศรม (ซึ่งจารึกขึ้นจากหางแมวเป็นๆ!) ด้วยมีดที่ใช้เป็นอาวุธฆาตกรรมนั่นเอง โดยกำชับด้วยว่าเมื่อแกะเสร็จหนึ่งตัวให้สลัด ‘โทสะ’ ออกจากจิตใจไปทีละนิดด้วยเช่นกัน และมิให้หยุดพักจนกว่าจะเสร็จสิ้น ก่อนที่ชายหนุ่มจะต้องกลับไปชดใช้กรรมที่ตนเป็นผู้ก่อไว้ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายที่ติดตามมา

ฉากสุดท้ายของตอนนี้ ถือเป็นความคลุมเครือของหนังอยู่ไม่น้อย จากฉากหนึ่งซึ่งนำเสนอราวกับว่าพระชราเป็นผู้มีพลังจิตในการบังคับเรือได้ (หากจริง! ก็เท่ากับเป็นการตอบข้อสงสัยว่า เหตุใดพระชราจึงสามารถไปถึงฝั่งแผ่นดินได้ ทั้งๆที่มีคนพายเรือออกจากอาศรมกลางน้ำไปแล้ว) ซึ่งอาจจะเป็นพลังวิเศษที่เกิดขึ้นจากการฝึกฝนทำสมาธิขั้นสูง จึงเท่ากับว่าท่านได้บรรลุจุดมุ่งหมายสูงสุดในการปฏิบัติธรรมแล้ว เหตุนี้เองทำให้ท่านตัดสิน ‘ปลงสังขาร’ ด้วยการกำหนดวันสิ้นสุดอายุของท่านเพื่อการบรรลุถึงนิพพานในท้ายที่สุด หรืออาจจะเป็นด้วยอีกเหตุผลหนึ่งคือ โลกมนุษย์นั้นช่างวุ่นวายนัก ขนาดท่านปลีกเร้นมาเพื่อแสวงหาความสงบวิเวกกลางป่าเขาลำเนาพฤกษ์ ห่างจากแสงสีมายายั่วตา-ใจ-กายแล้ว หากก็มิวายมีเรื่องร้อนอาสน์มาสู่ท่านจนได้ เหตุนี้เองที่ทำให้ท่านใช้ตัวอักษรซึ่งมีความหมายว่า ‘ประตู’ มาปิดที่ทวารทั้ง 7 บนใบหน้า (ตา 2 หู 2 จมูก 2 ปาก 1) แล้วจึงตัดสินใจละสังขารด้วยการจุดไฟเผาตนเอง!



บทที่สี่ “ฤดูหนาว” อดีตเณรน้อย, พระวัยรุ่นและหนุ่มฉกรรจ์ หวนคืนสู่อาศรมแห่งเดิมอีกครั้งในรูปกายหนุ่มใหญ่ (คิมคิดุกรับหน้าที่แสดงเอง!) ผู้ผ่านประสบการณ์ทางโลกมาแล้วเกือบครึ่งชีวิต ท่ามกลางสภาพอากาศที่หนาวเย็นจนทะเลสาบทั้งผืนกลายเป็นน้ำแข็ง ซึ่งหลังจากการเจาะแผ่นน้ำแข็งเพื่อเก็บอัฐิของพระชราที่ถูกไฟเผาไปพร้อมกับเรือขึ้นมาบำเพ็ญกุศลแล้ว หนุ่มใหญ่จึงเริ่มต้นใช้ชีวิตในฐานะบรรพชิตด้วยการศึกษาธรรมตามอย่างที่เคยประพฤติมาแต่เยาว์วัย พร้อมด้วยการฝึกปฏิบัติวิชาโบราณตามคัมภีร์ที่เพิ่งพบเจอ โดยไม่หวั่นเกรงต่อสภาพภูมิอากาศที่เหน็บหนาวแม้แต่น้อย

การมาเยือนของหญิงสาวผู้ปกปิดใบหน้าตนเองอย่างมิดชิด พร้อมด้วยเด็กชายวัยแบเบาะในอ้อมกอด ก่อนที่จะแอบเร้นกายหนีหายไปในความมืด ด้วยจุดประสงค์ที่ต้องการจะทิ้งลูกน้อยให้อยู่ในความดูแลของพระหนุ่มใหญ่ ซึ่งเป็นผู้พบร่างไร้ลมหายใจของเธอในเช้าวันถัดมา (จากการผลัดตกลงไปในช่องน้ำแข็งของทะเลสาบ ที่พระหนุ่มใหญ่เจาะไว้เพื่ออาศัยเป็นที่ชำระล้างใบหน้ายามตื่นนอน) ทำให้พระหนุ่มใหญ่ตัดสินใจออกจาริกแสวงทางแสงธรรมแห่งชีวิต ด้วยการนำฐานหินที่ใช้ประดิษฐานรูปปั้นศักดิ์สิทธิ์ขนาดใหญ่มาผูกติดกับตนเอง ก่อนจะลากมันเดินขึ้นสู่ยอดเขา โดยมีรูปเคารพ-เข้าใจว่าคือพระโพธิสัตว์-ในท่านั่งครุ่นคิดคำนึงโอบอยู่ในอ้อมแขน

แน่นอนว่าหนทางแห่งการเดินขึ้นสู่ยอดเขาในสภาพอากาศอันหนาวเย็นถึงจุดเยือกแข็ง อีกทั้งเส้นทางยังเต็มไปด้วยความขรุขระของพื้นถนน ต้นไม้ขึ้นรกระเกะระกะ และภูมิประเทศที่เป็นเนินสูงต่ำ ย่อมนำมาซึ่งความยากลำบากให้แก่พระหนุ่มใหญ่อย่างที่สุด จากการต้องล้มลุกคลุกคลานซ้ำแล้วซ้ำเล่า (ตัดสลับกับภาพของปลา, กบและงูที่ถูกผูกติดกับก้อนหินอยู่เป็นระยะๆ) จนเมื่อพระหนุ่มใหญ่สามารถก้าวขึ้นสู่ยอดเขาเป็นผลสำเร็จ เมื่อมองลงไปยังทะเลสาบที่อยู่กลางวงล้อมของต้นไม้รกชัฏ เห็นอาศรมบนทะเลน้ำแข็งเป็นเพียงจุดเล็กๆในท่ามกลางอาณาบริเวณอันกว้างใหญ่ของแผ่นดิน

...หากไม่ก้าวขึ้นยืนมองลงจากที่สูง ไยจะรู้ว่ามนุษย์คือสิ่งมีชีวิตที่ช่างเล็กกะจิดริดนักเมื่อเทียบกับความไพศาลของพื้นปฐพี และเพียงแค่ไม่กี่ปีของการมีชีวิตอยู่เหนือผิวโลก ก่อนที่มนุษย์ทุกคนจะคืนร่างให้ผืนดินกลบหน้า ไยหนทางแห่งการแสวงหาความสุขที่แท้จริงของมนุษย์จึงช่างยากลำบากนัก...




บทสุดท้ายของเริ่มขึ้นเมื่อ “ฤดูใบไม้ผลิ” เวียนกลับมาอีกครั้ง ทารกที่ถูกแม่นำมาทิ้งไว้ เติบโตขึ้นเป็นเณรน้อย (ใช้นักแสดงเด็กคนเดียวกับตอนแรก) ส่วนพระหนุ่มใหญ่ก็กลายเป็นพระชรา ผู้ทำหน้าที่ดูแลและอบรมสั่งสอนเณรน้อยที่จะเจริญวัยในภายหน้า... วัฏจักรของฤดูกาลที่หมุนเวียนเกิดขึ้นซ้ำรอยเดิมเช่นนี้ จึงไม่ต่างอะไรกับวัฏจักรของชีวิตมนุษย์ที่ล้วนต้องเกิด-แก่-เจ็บ-ตายวนเวียนเช่นนี้เรื่อยไปไม่รู้จักจบสิ้นนั่นเอง

ใช่เพียงเท่านั้น เส้นทางการดำเนินชีวิตของมนุษย์นั้นเล่าก็ยังเกิดขึ้นเป็นวงกลมอีกเช่นกัน ซึ่งคิมคิดุกได้ใช้ฤดูกาลต่างๆเป็นตัวบ่งชี้ให้เห็นถึงเส้นทางต่างๆที่มนุษย์ต้องเผชิญในห้าช่วงสำคัญของชีวิต โดยเริ่มต้นจากการกระทำผิดด้วยความเยาว์วัยไร้เดียงสา (เณรน้อย) เติบโตขึ้นจนได้เรียนรู้รสชาติของความรัก (พระหนุ่มวัยรุ่น) ซึ่งนำไปสู่การประกอบกรรมชั่ว (หนุ่มวัยฉกรรจ์) การแสวงหาความสุขที่แท้จริงจากภายในจิตใจตน (พระหนุ่มใหญ่) และสุดท้ายคือการทำหน้าที่ถ่ายทอดหลักธรรมและคำสั่งสอนแก่เด็กน้อยที่ยังด้อยเดียงสาต่อไป (พระชรา)

เมื่อได้ดูหนังมาจนถึงบทสุดท้าย ก็เป็นเรื่องคาดเดาได้ไม่ยากว่า จะต้องได้เห็นเณรน้อยคนใหม่ไปเล่นแกล้งทรมานสัตว์ แบบเดียวกับที่เณรน้อยคนเดิมในอดีตเคยกระทำมาก่อนด้วยความไม่รู้เดียงสาอย่างแน่นอน ซึ่งก็ต้องย้ำอีกทีว่าผู้กำกับหนังเรื่องนี้ชื่อคิมคิดุก! จึงไม่มีทางที่เขาจะปล่อยให้คนดูดูหนังของเขาจบเรื่องได้อย่างสบายใจเด็ดขาด

วิธีการแกล้งทรมานสัตว์ของเณรน้อยคนใหม่ในฉากสุดท้ายเป็นยังไงทราบมั้ยครับ (หากไม่ต้องการทราบเพราะเกรงจะดูหนังไม่สนุก ขอความกรุณาอ่านข้ามย่อหน้านี้ไป) คือการจับปลา, กบ และงู บีบกรามให้ปากพวกมันอ้ากว้างๆ แล้วเอาก้อนหินขนาดย่อมๆแต่ใหญ่กว่าปากของพวกมันยัดใส่ปากไว้เช่นนั้น! ดูฉากจบนี้แล้ว ผมนึกไม่ออกเอาเลยว่าแล้วพระชราจะสั่งสอนเณรน้อยคนนี้ให้รู้จักบาปบุญคุณโทษด้วยวิธีการอย่างไร... ยิ่งไปกว่านั้น ผมยังนึกต่อไปอีกว่าแล้วเมื่อเณรน้อยผู้นี้เติบใหญ่ขึ้น ความผิดพลาดในชีวิตนานัปการที่เขาเป็นผู้ก่อ มันจะมิยิ่งหนักหนาสาหัสกว่าที่คนดูได้ดูได้เห็นในหนังมาตลอดทั้งเรื่องหรอกหรือ...

มนุษย์อาจมีความแตกต่างหลากหลายในแต่ละองค์ประกอบของชีวิต ทว่าสิ่งหนึ่งที่ย่อมไม่มีวันเปลี่ยนแปรคือ ‘ธาตุแท้’ ของมนุษย์ทุกผู้นั่นเอง

ฉะนั้นที่เข้าใจกันว่า “คิมคิดุกเปลี่ยนไป!” เอาเข้าจริงก็เปลี่ยนได้แค่ ‘เปลือก’ เท่านั้นแหละครับ โดยเนื้อแท้แล้ว เขาก็ยังคงมองโลกและชีวิตมนุษย์อย่างเย้ยหยันแกมโหดเหี้ยมเหมือนเดิม


สมเกียรติ ชินตระกูลวัฒนะ


อำนวยการสร้าง-ลีซุงแจ/กำกับภาพยนตร์, บทภาพยนตร์, ลำดับภาพ-คิมคิดุก/กำกับภาพ-บาคดองฮุน/ออกแบบงานสร้าง-สเตฟาน ชอนเบิร์ก/กำกับศิลป์-โอซางมาน/ดนตรีประกอบ-บาคจิวุง/ผู้แสดง-โอยังซู, คิมคิดุก, โซแจคุง, ฮาโยจิน, คิมจองโฮ


*ตีพิมพ์ในนิตยสาร Starpics

ผีเข้าผีออก (พ.ศ. ๒๕๕๖)


ผีเข้าผีออก (ภาคภูมิ วงษ์จินดา, พ.ศ. ๒๕๕๖)

ก็ไม่มีอะไรมาก! เผอิญอดรู้สึกขึ้นไม่ได้ว่าช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ดูหนังผีไทยที่นำเสนอเรื่องของกลุ่มเด็กวัยรุ่นชอบลองดีกับผี ด้วยการแสดงกิริยาและท่าทีปราศจากความเคารพยำเกรงต่อวิญญาณอย่างโจ่งแจ้งชัดเจน เริ่มจาก ม.6/5 ปากหมาท้าผี ต่อด้วย ฮาชิมะ โปจเจกต์ ไม่เชื่อต้องลบหลู่ ซึ่งต่างก็ประกาศจุดยืนผ่านชื่อเรื่องออกมาอย่างชัดเจนเลยว่า ไม่ว่าจะอย่างไร ก็จะไม่ยอมศิโรราบให้กับพลังอำนาจของภูตผีปีศาจโดยเด็ดขาด พูดอีกแบบก็คือปฏิเสธความเชื่อเรื่องเร้นลับเหนือธรรมชาติอย่างสิ้นเชิง

จนมาถึงเรื่องนี้ ผีเข้าผีออก ที่เล่าเรื่องของกลุ่มนักศึกษาที่พากันเข้าไปถ่ายทำหนังสั้นในฮวงซุ้ย และได้กระทำการหยาบหยามไม่ให้เกียรติอากงอาม่าที่นอนนิ่งอยู่ในหลุมศพเอาเสียเลย ทำให้เกิดเหตุการณ์ปั่นป่วนวุ่นวายตามมาจนถึงขั้น 'กองแตก' ต้องล้มเลิกการถ่ายทำกลางคัน เมื่อทีมงานคนหนึ่งมีอาการเหมือนถูกผีอากงอาม่าในสุสานแห่งนั้นเข้าสิง เลยทำให้ต้องวิ่งหนีกระเจิดกระเจิงกันไปคนละทิศละทาง ทั้งที่ก่อนหน้านั้นก็ทำเปนเก่ง ปากกล้าอวดดีมาโดยตลอด

ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้นภายในใจของคนทำหนังไทยยุคนี้ อย่างน้อยก็สามรายเข้าไปแล้ว ที่อยู่ๆ ก็ลุกขึ้นมาทำหนังพูดถึงประเด็นเดียวกันโดยมิได้นัดหมาย และเข้าฉายในเวลาไล่เลี่ยกัน ทำให้มองเห็นถึงภาพรวมบางอย่างที่ค่อนข้างน่าสนใจใคร่ครวญหาคำตอบอยู่ไม่น้อย ว่าเหตุใดหนังทั้งสามเรื่องจึงต้องกำหนดให้เปนเรื่องของกลุ่มวัยรุ่นที่ไม่เชื่อเรื่องผี และคิดอยากลองดีด้วยการเข้าไปพิสูจน์ว่าผีมีจริงหรือเปล่า ซึ่งก็ได้ประจักษ์ด้วยตนเองในท้ายที่สุดว่าวิญญาณนั้น แม้ไม่อาจมองเห็น แต่ก็มิได้หมายความว่าไม่มี และผู้ที่แสดงอาการลบหลู่ดูหมิ่นนานา ก็จะต้องได้รับการลงโทษอย่างสาสม!

ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับแนวทางในการนำเสนอของหนังแต่ละเรื่องด้วย ว่าจะมีส่วนทำให้บทลงโทษที่ตัวละครได้รับจากการแสดงความประพฤติเช่นนั้นเปนไปเช่นไร โดยจะเห็นได้ว่าทั้ง ม.6/5ฯ และ ผีเข้าผีออก ต่างก็วางตัวเปนหนังตลกทั้งคู่ บทลงโทษที่ตัวละครได้รับจากการดูหมิ่นวิญญาณ จึงสามารถ ลดหย่อนผ่อนเพลาลงได้ หลังจากที่พวกวัยรุ่นเกิดความสำนึกผิดและคุกเข่าขอขมาวิญญาณต่อความผิดที่ตนได้กระทำลงไปทั้งโดยตั้งใจและเจตนา จนได้รับการ 'นิรโทษกรรม' ไปตามระเบียบ ต่างจาก ฮาชิมะฯ ที่วางตัวเปนหนังผีซีเรียส ตัวละครวัยรุ่นแทบทุกตัวที่ลบหลู่ดูหมิ่นผี จึงต้องประสบเหตุเภทภัยถึงแก่ชีวิตไปโดยไม่อาจหลีกเลี่ยง!

แต่กระนั้น มีข้อน่าสังเกตอยู่ว่าวิญญาณอาฆาตใน ฮาชิมะฯ นั้นเปน 'ผีญี่ปุ่น' ซึ่งขึ้นชื่อลือเลื่องในเรื่องความดุและความจองเวรแบบไม่ยอมเลิกรา เพราะงั้น ไม่ว่าตัวละครจะพยายามหาทางผ่อนหนักให้เปนเบาเพียงใด ก็ย่อมไม่เปนผล ต่างจากอีกสองเรื่องดังกล่าวแล้ว ซึ่งไม่เพียงแต่เปนหนังตลก แต่ผีในหนังยังเปน 'ผีไทย' กับ 'ผีจีน(ที่อาศัยอยู่ในเมืองไทย)' นอกจากจะพอพูดกันรู้เรื่องแล้ว ทั้งผีไทยผีจีนก็ยังแลดูค่อนข้างมีความเมตตาปรานีอยู่มิใช่น้อย ประมาณว่าเปนผีขี้ใจอ่อน โดนอ้อนวอนขอความกรุณาหนักๆ เข้าก็ยอมยกโทษให้ง่ายๆ เลิกแล้วต่อกันไปซะงั้นเอง (ก็อย่างที่เคยพูดไปแล้ว ว่าบุคลิกเฉพาะตัวประการหนึ่งของผีไทย ซึ่งสะท้อนออกมาจากความเปนสังคมชาวพุทธ คือเปนผีที่รู้จักการให้อภัยหรือ 'อโหสิกรรม' เพียงแค่ผู้กระทำความผิดแสดงความสำนึกออกมาอย่างจริงใจเท่านั้น แสดงให้เห็นถึงหลักคำสอนที่ว่า "เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร" ได้เปนอย่างดี)

อย่างที่บอกแล้วว่ารู้สึกแปลกใจ ที่อยู่ๆ ก็ได้ดูหนังผีไทยสามเรื่องที่ว่าด้วยเรื่องกลุ่มวัยรุ่นที่แสดงท่าทีอยากลองดีกับผีอย่างปราศจากความกลัวเกรงในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ทำให้อดคิดไม่ได้ว่ามันน่าจะเปนเพราะในสังคมไทยกำลัง (หมายถึงในช่วงหลายเดือนก่อนหน้านี้) เกิดปรากฏการณ์บางอย่างขึ้นหรืออย่างไร? จึงทำให้คนทำหนังเกิดแรงผลักดันบางอย่างในการถ่ายทอดถึงความคิดและทัศนคติส่วนตัวต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมผ่านสื่อฯ ที่ตนมีความถนัดและคุ้นเคย 

มันจะเปนไปได้หรือไม่ ว่าสังคมไทยในยุคนี้กำลังเกิดปรากฏการณ์ที่ผู้คนกำลังลุกขึ้นมาแสดงอาการตั้งคำถามต่อ 'อำนาจ' บางอย่างที่แผ่อิทธิพลครอบงำอยู่ในวิถีการดำเนินชีวิตของคนในสังคมมาเนิ่นนาน โดยที่เราทุกคนต่างก็ถูกกล่อมเกลาให้ต้องสยบยอมต่ออำนาจนั้นโดยดุษณีตลอดมา จนแทบไม่เคยลุกขึ้นมา 'ตั้งคำถาม' ถึงที่มาแห่งอำนาจนั้นเลย ซึ่งพอเกิดปรากฏการณ์ที่มีคนในสังคมลุกขึ้นมาแสดงท่าทีต่อต้านท้าทายอำนาจนั้น มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนทำหนังจะหยิบยกเอาปรากฏการณ์นั้นมาถ่ายทอดเปนภาพยนตร์ให้เราๆท่านๆได้ดูกัน (ส่วนคุณภาพที่ออกมาจะดีหรือเลวเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับฝีมือของแต่ละคนอะนะ)

อย่างไรก็ดี เปนที่น่าสังเกตว่าบทสรุปของหนังทั้งสามเรื่อง พูดให้ชัดคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวละครในตอนจบเรื่อง แม้จะแตกต่างกันไปในรายละเอียด แต่โดยสาระสำคัญแล้วกลับไม่มีความแตกต่าง กล่าวคือ ถึงท้ายที่สุด มนุษย์ก็ต้องเปนฝ่ายพ่ายแพ้ผีร่ำไป พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ คนตัวเล็กๆ ย่อมไม่อาจต่อต้านหรือท้าทาย 'อำนาจ' อันยิ่งใหญ่ได้โดยเด็ดขาด และจำต้องยอมตนเข้าเปนส่วนหนึ่งของคนส่วนใหญ่ในสังคมที่ยินดียอมรับอำนาจนั้นให้มีอิทธิพลเหนือชีวิตตนด้วยความเต็มใจ!!!

คิดไปคิดมา มันช่างน่าเศร้าใจ...

Saturday, November 2, 2013

ฮาชิมะ โปรเจกต์ ไม่เชื่อต้องลบหลู่ (พ.ศ. ๒๕๕๖)


ฮาชิมะ โปรเจกต์ ไม่เชื่อต้องลบหลู่
(ปิยะพันธุ์ ชูเพ็ชร์, พ.ศ. ๒๕๕๖)

ก็อย่างที่คนส่วนใหญ่ 'ใส่' กันไปแล้วนั่นละ ว่า ฮาชิมะ โปรเจกต์ ไม่เชื่อต้องลบหลู่ จัดเปนหนังผีที่ค่อนข้างน่ากลุ้มเอามากๆ (นี่พยายามหาคำที่เบาสุดๆ แล้วเนาะ!) พูดตรงๆ คือไม่แน่ใจว่าโปรดิวเซอร์ใหญ่ค่าย M๓๙ ติดหนี้บุญคุณอดีตผู้บริหารฟิล์มบางกอก ซึ่งมานั่งในตำแหน่งผู้เขียนบท ตัดต่อ และโปรดิวเซอร์ร่วมของหนังเรื่องนี้หรืออย่างไร จึงปล่อยให้หนังออกมา 'ดูไม่จืด' ได้ถึงขนาดนี้ (ว่าที่จริง ตอนก่อนจะเข้าไปดูก็นึกเล่นๆ ว่าถ้าทำออกมาในสไตล์เดียวกับ Chernobyl Diaries ล่ะก็...กูจะด่า!! เพราะดูจากตัวอย่างหนังก็รู้สึกว่ามันน่าจะไปทางนั้นได้ ถ้าทำแบบนั้นจริงก็แสดงว่าแม่งไม่ได้คิดสร้างสรรค์ห่าอะไรใหม่เล้ยยยย แต่พอได้ดูหนังจบแล้ว กลับคิดว่าให้แม่งลอกฝรั่งมาเลยอาจจะดูดีกว่าหนังที่เปนอยู่ก็ได้นะเว้ยเฮ้ย!)

พูดกันแบบแฟร์ๆ หนังก็มีข้อดีของมันอยู่นะ คือนอกเหนือจากการแสดงของ อเล็กซ์ เรนเดลล์ กับ สายป่าน อภิญญา ซึ่งอยู่ในระดับ 'สุดยอด' ทั้งคู่แล้ว ยังอยู่ที่การดำเนินเรื่องในช่วงครึ่งแรกที่เปนการเล่าเรื่องความสัมพันธ์ของกลุ่มเพื่อนห้าคน ที่พยายามหาทางเข้าไปทำงานในวงการภาพยนตร์ อันเป็นสาขาวิชาที่ร่ำเรียนจนจบจากมหาวิทยาลัย โดยทำรายการแนวเรียลลิตี้ ล่าท้าผี ไปเสนอตามบริษัทหนังหลายแห่ง แต่ก็ไม่เคยได้รับการติดต่อกลับ เลยนำไปลงในยูทูป จนมีโปรดิวเซอร์รายการผีชื่อดังสนใจ และยื่นข้อเสนอให้พวกเขาไปถ่ายทำรายการแนวเดียวกันยังเกาะฮาชิมะ ซึ่งถือเปนสถานที่หลอนติดอันดับสองของโลก ด้วยความเปนคนรุ่นใหญ่ที่ปฏิเสธความเชื่อเรื่องสิ่งเร้นลับเหนือธรรมชาติ ทั้งหมดจึงพร้อมใจกันมุ่งหน้าสู่เกาะหลอนแห่งนั้น พร้อมด้วยความฝันบรรเจิดถึงอนาคตในวงการภาพยนตร์อันสดใสที่ทอดยาวรอคอยอยู่เบื้องหน้า

โดยหารู้ไม่ว่ามันจะเปนการเดินทางและการทำรายการครั้งสุดท้ายของพวกเขา!

ก็อย่างที่บอกไปนั่นแหละ ว่าช่วงครึ่งแรกของหนังทำออกมาได้ดี เห็นได้ว่ามีความพยายามจะเร้าอารมณ์ตื่นเต้นเขย่าขวัญคนดู เช่น การให้มีตัวละครตัวหนึ่งเหมือนโดนวิญญาณตามติดอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่ก่อนออกจากเมืองไทยจนกระทั่งกลับมาจากญี่ปุ่น ซึ่งก็ทำให้สามารถคิดครีเอทฉากหลอนๆ น่ากลัวมา 'ตุ้งแช่' ใส่คนดูได้ตามสมควร (แต่ก็มีบางช็อตที่แลดูป่วยไข้มากๆ ไม่รู้ใส่เข้ามาในหนังได้ไง คืออยู่ๆ ก็ให้ผีโผล่มากรี๊ดๆ แบบไม่มีปี่มีขลุ่ยหรือสัญญาณนำร่องใดๆ จนอดคิดไม่ได้ว่า นี่แม่งยุคไหนแล้วฮะ!! มึงยังเล่นมุกเสี่ยวๆ แบบนี้อยู่อีกนะ ไร้รสนิยมสัสๆ!) 

ว่ากันตามจริง ถ้าดูแค่ฉากเขย่าขวัญในหนังอย่างเดียวก็ถือว่าน่าสนใจ ฉากส่วนใหญ่ทำออกมาได้น่ากลัวพอสมควร แต่ส่วนที่ถือได้ว่าย่ำแย่และ 'เลวร้าย' ที่สุดของหนังคือ บทภาพยนตร์ที่หาตรรกะความเปนเหตุเปนผลไม่ได้เลย นับตั้งแต่ตอนที่ตัวละครทั้งห้าเดินทางกลับจากญี่ปุ่น และเผชิญหน้าอาถรรพณ์ที่ตามติดมาจากเกาะฮาชิมะทีละคน เห็นได้ชัดเจนว่าบทหนังได้พยายามวาเล่ห์กล ล่อหลอกให้คนดูงงจนเดาทิศทางหนังไม่ถูก เพื่อจะหักมุมจนในตอนท้ายตามสไตล์หนังสยองขวัญทั่วไป แต่กลายเปนว่า 'ตกม้าตาย' กลายเปนคนทำหนังนั่นแหละที่หลังหักเสียเอง เพราะมีแต่จะทำให้คนดูงุนงง ไม่เข้าใจว่าคิดออกมาให้มีเข้าท่าเข้าทีกว่านี้ไม่ได้หรือไง!!

การให้คนตายไปแล้วสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ได้เหมือนกับเปนคนปรกติธรรมดานั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ และเปนที่ยอมรับกันได้ในหมู่นักดูหนังผีรวมถึงนักอ่านเรื่องผีมาช้านาน แต่ในกรณีของหนังเรื่องนี้ เห็นได้ชัดว่าออกจะจงใจหลอกคนดูมากเกินไปจนดูไม่เนียน ด้วยเมื่อคิดย้อนไปถึงความเปนเหตุเปนผลแล้ว ก็ไม่เห็นถึงความเปนไปได้ใดๆ เลยที่คนตายไปแล้วจะสามารถเดินทางขึ้นเครื่องบินข้ามน้ำข้ามทะเลมากับเพื่อนๆ ได้โดยไม่มีใครสงสัย รวมถึงอาจมีความสัมพันธ์ทางเพศกับเพื่อนหญิงคนหนึ่งในกลุ่ม และ บลาบลาบลา... ก่อนจะเฉลยให้คนดูรับทราบว่าร่างกายอันไร้ลมหายใจของคนนั้นถูกฝังอยู่ในญี่ปุ่นโน่น นอกจากยังมีรายละเอียดบ้าๆ บอๆ อีกนานาที่พอนำมาย้อนคิดแล้วก็รู้สึกว่า แม่งไม่ make sense โดยสิ้นเชิง!!

ทำให้พอดูจบแล้วก็นึกอยากถอดรองเท้าตบหน้าทั้งผู้กำกับและผู้เขียนบทเปนกำลัง และอยากตะโกนถามใส่หน้าทั้งคู่อย่างเหลือเกินว่า "ยุคนี้แล้ว พวกมึงคิดว่าคนดูหนังยังโง่อยู่หรืออย่างไร?"