Friday, October 3, 2014

MONSTER (2003)



MONSTER  ***1/2
เธอชั่วเพราะชาย?


แม้จะชอบอ่านเรื่องจริงเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมเอามากๆ โดยเฉพาะกับเว็บไซต์ Crimelibrary ที่ถือเป็นเว็บไซต์ในดวงใจ ซึ่งรวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมเอาไว้มากมาย แบ่งแยกประเภทและหมวดหมู่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นคดีเกี่ยวกับแก๊งสเตอร์, การก่อการร้าย, ฆาตกรฆ่าต่อเนื่อง ไปจนถึงปริศนาฆาตกรรมที่ยังไม่อาจหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้จนกระทั่งปัจจุบันนี้ ซึ่งช่วยง่ายแก่การค้นหาข้อมูลเป็นที่สุด นอกจากนี้ยังมีหมวด Women Who Kill อันว่าด้วยเรื่องของฆาตกรหญิงโดยเฉพาะ และทุกครั้งที่เข้าเว็บไซต์นี้ และคลิกที่หมวดดังกล่าวก็จะเห็นชื่อ Alieen Wuornos โดดเด่นเป็นสง่าบนหน้าจอแทบทุกที (ล่าสุดนี้ก็เห็นรูปใบหน้าเธอเด่นหราอยู่บนหน้าแรกเลยทีเดียว) ทว่าก็ไม่เคยตั้งใจอ่านคดีฆาตกรรมที่เธอเป็นผู้ลงมืออย่างจริงๆจังๆสักที จนเมื่อได้ทราบข่าวว่าจะมีการนำเรื่องของเธอมาสร้างเป็นหนัง ถึงได้ตกลงใจว่าจะต้องนั่งอ่านอย่างจริงจังเสียหน่อย เผื่อตอนดูหนังจะได้จับผิด เอ๊ย! รู้ว่าคนทำหนังมันบิดเบือนหรือเสริมแต่งให้เรื่องราวมันหวือหวาไปจากเหตุการณ์จริงมากน้อยแค่ไหนไง...

ปรากฏว่า...พออ่านข้อมูลในเว็บไซต์จบ และได้ดู Monster หนังที่สร้างจากคดีฆาตกรรมผู้ชาย 7 ศพของ ไอลีน วัวร์นอส (ซึ่งน่าจะถือเป็นครั้งแรกของการสร้างเป็นหนังสำหรับฉายตามโรง ก่อนหน้านี้คดีของเธอเคยถูกสร้างเป็นหนังทีวีในชื่อ Overkill: The Aileen Wuornos Story ในปี 1992 รวมถึงหนังสารคดีอีกสองเรื่องของ นิค บรูมฟิลด์ กับ โจน เชอร์ชิล ในชื่อ Aileen Wuornos: The Selling of a Serial Killer ซึ่งออกฉายในปี 1992 และล่าสุดคือ Aileen: Life and Death of a Serial Killer ที่เพิ่งออกฉายในปี 2003 หลังจากไอลีนถูกประหารชีวิตด้วยการฉีดสารพิษเมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2002 หลังการถูกจองจำในแดนประหารของเรือนจำรัฐฟลอริด้าเป็นเวลานานกว่าสิบปี) ก็ทำให้พูดได้เลยว่า Monster เป็นหนังที่ออกจะซื่อตรงกับ ‘บทประพันธ์’ อยู่ค่อนข้างมาก (หากถือว่าข้อมูลที่ลงในเว็บไซต์ ซึ่งต้องให้เครดิตไว้ก่อนว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆนั้น คือนิยายชีวิตของไอลีน วัวร์นอส หญิงที่ถูกตราหน้าว่าเป็น ‘ฆาตกรฆ่าต่อเนื่องหญิงคนแรกของอเมริกา’) เพราะแทบทุกรายละเอียดที่ปรากฏในหนังนั้น ล้วนมีบันทึกไว้ในเว็บไซต์แทบทั้งสิ้น (แต่จะหยิบมามากหรือน้อยก็เป็นอีกกรณีนะ) จนอาจพูดได้ว่าคนทำหนังถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของไอลีนออกมาอย่างถูกต้องตรงความเป็นจริงมากที่สุด นอกเหนือจากการไปปักหลักถ่ายทำกันในสถานที่จริง โดยเฉพาะบาร์ที่ไอลีนชอบไปดื่มเหล้าก่อนถูกตำรวจรวบตัวโดยละม่อม (อีกแล้ว! อยากรู้จริงๆว่ายัยนี่มียศอะไร...เพราะเห็นชอบจับผู้ร้ายเสียจริง!) ซึ่งก็มีเรื่องเม้าท์กันว่าผียัยไอลีนออกมาอาละวาดขว้างแก้วขว้างขวดกันกลางกองถ่ายให้เป็นที่ขนหัวลุกกันอีกต่างหาก (อ่านข่าวนี้แล้วก็นึกๆอยู่ว่า เออแน่ะ...ฝรั่งมันก็มีเรื่องโดนผีหลอกในกองถ่ายเหมือนบ้านเราเลยแฮะ!)

แต่ก็นั่นแหละ เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็น ‘หนัง’ แล้ว ต่อให้คนทำซื่อตรงกับเรื่องเดิมมากสักเพียงไรก็ตาม แต่หากไม่ดัดแปลงหรือเสริมแต่งเรื่องราวกับเหตุการณ์ในหนังเสียบ้างเลยนั้น ก็อาจจะโดนด่าแถมไปด้วยว่า ‘ซื่อบื้อ’ เกินเหตุเอาได้ง่ายๆ แม้จะมีข้ออ้างว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง มันแสนจะตื่นเต้นเร้าใจจนไม่อาจคิดเพิ่มเติมเรื่องให้ดูโลดโผนยิ่งกว่าเดิมได้ก็ตาม ทว่าคนทำหนังผู้มี ‘สติปัญญา’ ก็ควรจะต้องรู้อยู่แก่ใจว่า ตนมิได้มีหน้าที่เพียงแค่หยิบเรื่องราวและข้อเท็จจริงทั้งหมดมานำเสนอสู่ผู้ชมอย่างตรงไปตรงมาเพียงประการเดียว (หากเป็นเช่นนั้น คนทำหนังก็คงจะไม่แตกต่างจากบุรุษไปรษณีย์ ที่มีหน้าที่หลักเพียงแค่เอาจดหมายไปส่งผู้รับตามชื่อ-ที่อยู่บนซองเท่านั้น) แต่ควรที่จะต้องสอดแทรกแง่มุมความคิดเห็นส่วนตัวที่คนทำหนังมีต่อเรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่หยิบมานำเสนอสู่ผู้ชมด้วยเป็นสำคัญ!



และสิ่งที่ทำให้ แพ็ตตี้ เจนกิ้นส์ ผู้เขียนบทและกำกับ Monster [ผลงานชิ้นที่สามของเธอต่อจาก Just Drive (2001) และ Velocity Rules (2001) หนังเล็กๆที่ไม่มีใครรู้จักซึ่งแพ็ตตี้เหมาหน้าที่ทั้งเขียนบทและกำกับ หลังเรียนจบคอร์สโปรแกรมผู้กำกับหนังจากสถาบันภาพยนตร์อเมริกัน (American Film Institute) มาไม่นาน] รอดพ้นจากข้อครหาว่า...ถ่ายทอดเรื่องราวของไอลีน วัวร์นอส (กะหรี่ไฮเวย์-โสเภณีราคาถูก-เลสเบี้ยนขี้หงุดหงิด-นักฆ่าจิตวิปริต ฯลฯ ตามแต่จะเรียกขานกัน) ผู้สังหารโหดหนุ่มนักขับอารมณ์เปลี่ยวอย่างเลือดเย็นด้วยปืนขนาด .22 ต่อเนื่องกันถึง 7 ราย แล้วทิ้งศพไว้กลางป่า และยึดรถยนต์และทรัพย์สินมีค่าโดยเฉพาะเงินสดไปถลุงกับคู่ขาสาว ก่อนจะถูกตำรวจตามจับกุมตัวมาลงโทษได้ภายในเวลาเพียงเก้าเดือนนับตั้งแต่เหยื่อรายแรกถูกสังหาร และถูกศาลพิพากษาตัดสินประหารชีวิตในปี 1992 (แต่มาตายจริงในปี 2003)...ออกมาอย่าง ‘ซื่อบื้อ’ สุดๆ นั่นคือการที่แพ็ตตี้ได้นำเสนอแง่มุมความคิดเห็นส่วนตัว ที่เธอมีต่อพฤติกรรมและการกระทำของไอลีน วัวร์นอสให้ปรากฏขึ้นในหนังได้อย่างชัดเจนจะแจ้งและทรงพลังเป็นที่สุด จนทำให้เข้าใจได้ว่าแพ็ตตี้ (น่าจะ) เป็นผู้กำกับที่เชื่อถือใน ‘ความเป็นคน’ ของมนุษย์ทุกผู้โดยแท้ แม้ว่ามนุษย์ผู้นั้นจะเคยสังหารผู้อื่นอย่างโหดเหี้ยมเลือดเย็นมาหลายรายแล้วก็ตาม หากก็มิได้หมายความว่าการกระทำดังกล่าว จะทำให้มนุษย์ผู้นั้นกลายสภาพเป็น ‘ปีศาจ’ ได้แต่อย่างใด

เหตุผลง่ายๆ (แต่อาจฟังดูกำปั้นทุบดินไปหน่อย) ก็คือเพราะมนุษย์ย่อมต้องเป็นมนุษย์อยู่วันยังค่ำ และมนุษย์เท่านั้นที่ย่อมต้องหาเหตุผลให้กับการกระทำของตนเองเสมอ พูดอีกแบบคือ “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นย่อมมีเหตุผลในตัวของมันเอง” ฉะนั้น เรื่องราวของหญิงนักฆ่าอย่างไอลีน วัวร์นอสจึงควรค่าแก่การถูกนำเสนอออกมาให้ผู้ชมสัมผัสได้ถึง ‘ความเป็นคน’ ที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมและการกระทำต่างๆของไอลีน เช่นเดียวกับที่มันแอบซ่อนอยู่ในตัวเธออย่างเงียบเชียบ ภายใต้เปลือกนอกของบุคลิกอันก้าวร้าวรุนแรง ท่าทีแข็งกระด้าง กับความคิดเหยียดหยันโลกและผู้คน ซึ่งไอลีนใช้เป็นเกราะป้องกันความอ่อนแอ มิให้เปิดแผ่ออกสู่สายตาบุคคลภายนอกแม้แต่น้อย (แพ็ตตี้เคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสารนิวยอร์คไทมส์ ฉบับวันที่ 30 ธ.ค. 2003 ว่าเธอ “ต้องการบอกเล่าความจริงที่เกิดขึ้น พร้อมๆกับการค้นหาความหมายที่ซุกซ่อนอยู่ระหว่างความเป็นหญิงนักฆ่าต่อเนื่องเลสเบี้ยนผู้เกลียดชังผู้ชาย กับความเป็นวีรสตรีเฟมินิสต์ของเธอ”)

ความชาญฉลาดประการหนึ่งของแพ็ตตี้ในการนำเสนอเรื่องราวของไอลีน วัวร์นอสบนจอภาพยนตร์ ก็คือการเลือกช่วงเวลาสั้นๆในชีวิตของไอลีน นับตั้งแต่วันแรกที่เธอได้พบกับสาวเลสเบี้ยนในบาร์เกย์แห่งหนึ่ง ผู้ซึ่งต่อมาได้กลายเป็น ‘รักเดียวในดวงใจ’ ของไอลีนไปจนชั่วชีวิต และเป็นเหตุผลหนึ่งซึ่งผลักดันให้ไอลีนลงมือก่อเหตุฆาตกรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพียงเพื่อให้ได้เงินมาปรนเปรอหญิงที่ไอลีนมิได้ถือเป็นเพียงคู่สวาท หากแต่ถือเสมือนเป็นคู่ชีวิตเลยทีเดียว โดยเฉพาะกับการคิดฝันถึงโครงการมีบ้านเล็กๆริมทะเลอยู่ด้วยกันเพียงสองคนอย่างมีความสุขตลอดกาล



ทว่าในความเป็นจริง ทุกอย่างกลับไม่เป็นไปดังความฝัน เมื่อผลจากการกระทำของไอลีนวิ่งตามติดตัวเธอมาอย่างกระชั้นชิด ส่งผลให้ทุกสิ่งที่เคยคิดมีอันต้องล่มสลายในพริบตา ไอลีนถูกนำตัวขึ้นสู่ศาลเพื่อพิจารณารับโทษทัณฑ์ที่เธอก่อไว้ตามกฎหมายบ้านเมือง โดยมีหญิงที่เธอรักขึ้นให้การเป็นฝ่าย ‘ปรักปรำ’ เธออย่างเย็นชาและเฉยเมยไม่ต่างอะไรกับคนแปลกหน้าต่อกัน ขณะที่ไอลีนกลับยืนยืดอกและเชิดหน้าใส่ผู้พิพากษาและคณะลูกขุนหลังได้ยินคำตัดสินอย่างทระนงองอาจ แถมด่ากราดว่าจะ “รอไปเจอพวกแกในนรก เพราะดันส่งผู้หญิงดีๆอย่างฉันไปตายได้ลงคอ” โดยปราศจากความหวั่นไหวในความตายที่ถูกหยิบยื่นให้ด้วยอำนาจแห่งกฎหมาย ซึ่งเธอพร้อมยินยอมรับโทษทัณฑ์นั้นเพียงผู้เดียว โดยไม่ยอมให้หญิงที่เธอรักติดร่างแหไปด้วยเด็ดขาด!

แม้ไอลีนจะเป็นเพียงฆาตกรใจเหี้ยมในสายตาของคนทั่วไป หากก็เห็นได้ชัดเจนจาก Monster ว่าในสายตาของแพ็ตตี้ เจนกิ้นส์แล้ว ไอลีน วัวร์นอสคือหญิงผู้อุทิศตัวเองให้แก่ความรัก ยินดีจะเสียสละทุกสิ่งแม้กระทั่งชีวิต และยอมทำได้ทุกอย่างเพื่อให้คนที่เธอรักมีความสุข เพื่อที่จะได้ไม่มีวันหนีหายไปจากชีวิตของเธอ หรืออาจมองได้อีกแง่ก็อาจพูดได้ว่าไอลีนช่างเป็นคนที่ขาดแคลนความรักเหลือแสน เมื่อมีโอกาสคว้ามันมาครอบครอง เธอก็ไม่รีรอที่จะกระโจนตนเองเข้าสู่หุบเหวนั้นโดยไม่หวั่นอันตรายแม้แต่น้อย

แต่ไม่ว่าจะมองในแง่ใด...หากใครก็ตามที่ในหัวใจรู้จักที่จะมี ‘ความรัก’ ไม่ว่าจะเป็นในด้านการยอมสละแม้ชีวีเพื่อให้คนที่รักมีความสุข หรือไขว่คว้าเพื่อให้ได้มาซึ่งการครอบครองและความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ นั่นย่อมเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่ามนุษย์ผู้นั้นมี ‘ความอ่อนโยน’ ในหัวใจไม่มากก็น้อย ไม่แตกต่างจากมนุษย์อีกนับล้านๆคนบนโลกนี้เลย...เช่นนี้แล้ว เรายังจะชี้หน้าด่าว่าไอลีน วัวร์นอสเป็นฆาตกรใจโหดได้ลงคออีกกระนั้นหรือ?

ไม่ต้องสงสัยว่าสิ่งที่ทำให้ไอลีน วัวร์นอสใน Monster ดูมี ‘ความเป็นคน’ มากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่อาจพบได้จากการอ่านเอกสารที่เต็มไปด้วยข้อเท็จจริงอันแข็งกระด้าง ก็คือการแสดง (show) ให้เห็นว่ากะหรี่ข้างถนนอย่างไอลีนก็รู้จักที่จะมี ‘ความรัก’ เหมือนเช่นผู้อื่น แม้ว่าจะเป็นในแง่มุมที่ออกจะคับแคบ ตื้นเขินและโง่เขลาอยู่สักหน่อยก็ตาม หากนั่นก็เพียงพอแล้วที่จะยืนยันได้ว่าไอลีนมิได้เป็น ‘ปีศาจ’ ฆาตกรโหดใจทมิฬหินชาติอย่างที่เธอถูกตีตรา (ในความรับรู้ของคนส่วนใหญ่ที่ติดตามข่าวสารจากสื่อมวลชน) นับตั้งแต่วันถูกจับกุมตัวจนถึงวันที่สารพิษถูกฉีดเข้าร่าง...




ฉากหนึ่งที่น่าจะแสดงให้เห็นทั้งความเป็นคนที่แอบซ่อนความอ่อนแอไว้ภายใน กับการยอมสละความสุขของตนให้แก่คนที่เธอรัก ได้เป็นรูปธรรมชัดเจนที่สุด อยู่ในฉากที่ไอลีนยอมขึ้นไปนั่งชิงช้าสวรรค์ตามความต้องการของเซลบี้ ทั้งๆที่ไอลีนแสนจะหวาดกลัวการนั่งชิงช้าสวรรค์เป็นที่สุด คนดู (ซึ่งรับทราบข้อมูลจากคำบอกเล่าของไอลีนว่าเมื่อครั้งเป็นเด็ก เธอได้เห็นนั่งชิงช้าสวรรค์ที่มีชื่อว่า “Monster” และอยากขึ้นไปนั่งมันอย่างเหลือเกิน แต่ปรากฏว่าพอได้นั่งเข้าจริงๆ เธอกลับอ้วกแตกอ้วกแตนจนกลัวที่จะนั่งชิงช้าสวรรค์มานับแต่นั้น) จึงได้เห็นไอลีนนั่งหลับตาอย่างพยายามข่มความหวั่นกลัวไว้เต็มที่ ก่อนที่สักพักจะลืมตาขึ้นมองเซลบี้ (ซึ่งตลอดทั้งเรื่องไม่เคยแสดงท่าทีสนใจเรื่องราวๆของไอลีนเลย!) ด้วยดวงตาแสดงความรักเต็มเปี่ยม ปราศจากการอาเจียนอย่างที่ควรจะเป็น


กระนั้นก็ต้องบอกไว้ด้วยว่า แม้ผู้กำกับแพ็ตตี้จะพยายามทำให้ไอลีน วัวร์นอส (ซึ่งอยู่ในฐานะตัวละครตัวหนึ่งของเธอ) ดูมีเลือดเนื้อ มีอารมณ์และความรู้สึกเฉกเช่นคนทั่วๆไปก็ตาม ทว่าแพ็ตตี้ก็มิได้แสดงตัวเองเด่นชัดว่าเห็นด้วยหรือ ‘เข้าข้าง’ การกระทำอันเลวร้ายของไอลีนอย่างมืดบอดแต่ประการใด ตรงกันข้าม แพ็ตตี้เลือกที่จะอธิบายถึงเหตุผลที่ผลักดันให้ตัวละครของเธอต้องแสดงพฤติกรรมต่างๆนานาออกมา ภายใต้สภาพความกดดันในชีวิตที่ไอลีนต้องประสบอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการเติบโตขึ้นมาในสภาพครอบครัวที่แตกสลายตั้งแต่วัยเยาว์ มีเพียงความฝันเรืองรองเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชุบชูหัวใจให้เปี่ยมเต็มไปด้วยความหวัง ว่าสักวันจะมีอัศวินขี่ม้าขาวมาช่วยพาตัวเธอให้หลุดพ้นไปจากวังวนอันเลวร้ายจากน้ำมือของผู้ให้กำเนิดที่กระทำต่อเธออย่างทารุณเพียงเพื่อสนองความสะใจตน โดยไม่คิดแม้แต่น้อยว่ามันจะก่อรอยแผลลงบนหัวใจเล็กๆให้ค่อยๆเริ่มชาชินทีละน้อย จนในที่สุดก็กลายเป็นแข็งกระด้าง เย็นชา ขณะเดียวกันก็เก็บกดความเกลียดชังมนุษย์...โดยเฉพาะเพศชาย...ไว้ภายในใจโดยไม่รู้ตัวเลยว่า มันเป็นเหมือนระเบิดเวลาที่ถูกตั้งเวลาไว้เรียบร้อยแล้ว ทันทีที่เข็มนาฬิกาเคลื่อนมาถึงตำแหน่งของมัน นั่นแล้วที่ความรุนแรงภายในใจจึงปะทุขึ้นทันควัน!

เริ่มจากศพแรกที่ไอลีนจำเป็นต้องลงมือฆ่ามัน ด้วยเหตุผลง่ายๆคือเพื่อป้องกันตัวเองให้รอดพ้นจากการถูกทำร้ายร่างกายอย่างทารุณ ซึ่งจะว่าไป นี่อาจถือเป็นครั้งแรกที่ไอลีนสามารถปกป้องตนเองจากการถูกข่มเหงรังแกโดยผู้ชายมาตลอดชีวิตก็เป็นได้ อย่างที่เธอเล่าไว้ในฉากหนึ่งว่าเมื่อครั้งยังเล็ก เธอเคยโดนเพื่อนพ่อข่มขืน ซึ่งการตัดสินใจไปบอกให้พ่อของตนทราบ เพราะคิดว่าพ่อจะปกป้องก็กลับเป็นการตัดสินใจที่ผิดมหันต์ เพราะเธอได้รับการลงโทษอย่างหนักแทน และไอลีนก็ยังคงถูกเพื่อนพ่อตั้งหน้าตั้งตาข่มขืนต่อไปจนโต โดยที่เธอไม่อาจช่วยเหลือตนเองได้ ใช่เพียงเท่านั้น เมื่อไอลีนโตเป็นวัยรุ่น ผู้ชายทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตก็ล้วนต้องการเพียงแสวงหาความสุขราคาถูกเพียงชั่วคราวจากเนื้อหนังและร่างกายเธอเพียงถ่ายเดียว ไม่มีสักคนที่จะมองเธอในฐานะมนุษย์ที่มี ‘จิตใจ’ เลย นอกเสียจากเป็นแค่ ‘วัตถุทางเพศ’ มีหน้าที่หลักเพียงแค่บำบัดตัณหาสนองความใคร่ในยามกลัดมันเท่านั้น (สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลประวัติส่วนตัวและรายละเอียดเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมของไอลีน วัวร์นอส นอกจากจะอ่านเพิ่มเติมได้ในเว็บไซต์ดังกล่าวแล้ว ยังหาอ่านได้จากหนังสือ กามวิปริต จิตวิปลาส ของสรจักร ศิริบริรักษ์)

กล่าวได้ว่าผู้ชายทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของไอลีน ซึ่งส่วนใหญ่มักจะอยู่ในฐานะ ‘ลูกค้า’ จึงมีเพียง ทอม ชายชราผู้เคยเป็นทหารผ่านศึกเวียดนามเท่านั้น ที่แสดง ‘น้ำใจ’ เอื้อเฟื้อต่อเธอมากที่สุด ทั้งยังแสดงความเข้าอกเข้าใจในสภาพชีวิตอันจนตรอกที่ผลักดันให้ไอลีนต้องยึดอาชีพเป็นกะหรี่ไฮเวย์มานานปี เพียงแต่เขาไม่อาจยื่นมือเข้าช่วยเหลือเธอให้หลุดพ้นจากปลักตมอันความเน่าเหม็นในชีวิตได้ เหตุหนึ่งเป็นเพราะว่าชายชราก็ยังแทบจะเอาตัวเองไม่รอดอยู่แล้ว ทว่าอีกเหตุหนึ่งที่ดูจะสำคัญยิ่งกว่า นั่นคือการที่ไอลีนก็มิได้แสดงท่าทีแม้แต่น้อยว่าประสงค์จะได้รับความช่วยเหลือใดๆจากใคร ยิ่งหากเป็นเรื่องการหาเงินเลี้ยงชีพยิ่งไม่ใช่ปัญหา เพราะไอลีนใช้ร่างเป็นเครื่องมือทำมาหากินมาโดยตลอดอยู่แล้ว สิ่งเดียวที่ดูเหมือนว่าเธอจะต้องการ...จนถึงขั้นโหยหา...มันมากที่สุด กลับเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถให้แก่เธอได้ คือความรู้สึกที่ว่าตัวเธอเอง ‘มีคุณค่า’ เป็นที่รัก และเป็นที่ต้องการของใครสักคนในโลกอันหยาบกระด้าง ที่ความยาวนานของมันได้หล่อหลอมให้ไอลีนกลายสภาพเป็นหญิงกร้านโลก ผู้มีทัศนคติหยามหยันชีวิตอย่างสุดโต่ง ไม่เคยนับถือหรือเชื่อใจใครนอกจากตัวเอง ซึ่งมันได้กลายเป็นกำแพงปิดกั้นตัวเธอมิให้ผู้ให้คิดหรือกล้าที่จะเข้าใกล้เธอโดยปริยาย



จึงมีเพียงสาวเลสเบี้ยน เซลบี้ วอลล์ คนเดียวเท่านั้นกระมัง ที่นับแต่แรกพบกันในบาร์เกย์แห่งหนึ่ง ซึ่งไอลีนแค่แวะเข้าไปหาเบียร์ดื่มแก้กระหาย หากมันกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของไอลีนที่เกิดขึ้นตามมา เมื่อเซลบี้ตรงเข้ามาเพื่อขอทำความรู้จักด้วย ก่อนจะชักชวนไอลีนไปนอน (โดยไม่ได้ทำ ‘อะไร’ กัน) ในบ้านของเธอ เนื่องจากเล็งแล้วว่าไอลีนน่าจะยังไม่มีที่ซุกหัวในคืนนั้น ไม่เพียงเท่านั้น เซลบี้ยังใช้มือลูบไล้ใบหน้าของไอลีนอย่างแผ่วเบา ซึ่งก็น่าจะเป็นสัมผัสที่ไอลีนไม่เคยได้รับจากผู้ใดมาก่อนเป็นแน่ และนั่นก็คงจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ไอลีนได้รู้จักกับความอ่อนโยนจากรสสัมผัสที่ได้รับจากมนุษย์ด้วยกันเป็นครั้งแรก ตามด้วยความรู้สึกที่ว่าตัวเธอก็เป็นที่รักและต้องการของใครสักคนเช่นกันในครั้งต่อๆมา... เพียงแต่ว่ามนุษย์คนนั้นดันมีจิ๋มเหมือนกับเธอก็เท่านั้น!!!

พูดให้ชัดๆคือจะบอกว่าไอลีนไม่น่าเป็น ‘โฮโมเซ็กซ์ช่วล’ ตามที่เธอถูกตีตราจากการมีพฤติกรรมรักร่วมเพศกับผู้หญิงด้วยกัน แต่เป็นเพราะว่าคนแรกและคนเดียวที่ปฏิบัติต่อเธออย่างนุ่มนวลตามแบบที่มนุษย์พึงปฏิบัติต่อกันนั้น...เป็นโฮโมเซ็กซ์ช่วล (แถมไม่เคยสงวนท่าทีอยากมีเซ็กซ์กับเธอเอาเลยอีกต่างหาก) ฉะนั้น หากจะถือว่าเซลบี้ไม่ต่างอะไรกับ ‘ฟางเส้นสุดท้าย’ ที่ลอยมาให้คนจมน้ำอย่างไอลีนยึดไว้ก็ไม่น่าจะผิด (ตามข้อเท็จจริงที่บันทึกไว้คือไอลีนเข้าไปหาเบียร์ดื่มในบาร์ ก่อนจะตัดสินใจฆ่าตัวตายเนื่องจากเพิ่งโดนผู้ชายทิ้งมาหมาดๆ)

ปรัชญาข้อหนึ่งของชีวิตมนุษย์ที่พูดกันว่า “ชีวิตทุกคนย่อมมี ‘ทางเลือก’ เสมอ” นั้น จึงกลายเป็นเพียงถ้อยคำสวยหรูที่ใช้ไม่ได้กับชีวิตของไอลีนโดยแท้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการมีความรัก (ดังกล่าวแล้ว) ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่าสำหรับคนที่โหยหาความรักมาตลอดชีวิตอย่างไอลีน เมื่อได้ประสบพบกับมันเข้าก็ย่อมจะต้องทุ่มเทสุดตัวสุดหัวใจเป็นธรรมดา รวมถึงการออกตระเวนไปหางานที่สังคมยอมรับทำ ก็กลับได้รับความเดียดฉันท์หยามเหยียดกลับมาให้เจ็บใจเล่น (จากทนายความในสำนักงานที่ไอลีนไปสมัคร) แม้จะเป็นความจริงที่ว่าตลอดชีวิตของไอลีนไม่เคยได้รับการเตรียมตัวให้พร้อมออกมาเผชิญกับโลกและสังคมตามแบบวิถีทางที่คนส่วนใหญ่ยึดถือสืบต่อกันมาก็ตาม หากก็มิได้หมายความว่าเธอจะสมควรได้รับการดูถูกคืนกลับมาราวกับเป็นเศษขยะที่ทุกๆคนต่างเบือนหน้าหนี และแม้กับคนที่ก็มิได้มีสถานะทางสังคมสูงส่งกว่าเธอสักเท่าใด (หญิงผิวดำในสำนักจัดหางาน) ก็ยังแสดงท่าทีไม่แยแสในความมีตัวตนของเธอได้ลงคอ รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเคยเป็นลูกค้าของไอลีนมาก่อน ก็ยังถือหลัก ‘กะหรี่ย่อมต้องเป็นกะหรี่วันยังค่ำ’ ด้วยการใช้อำนาจบังคับให้เธอสนองความใคร่ให้แก่มัน หรือกระทั่งกับคนที่เธอรักและหวังจะเริ่มต้นชีวิตดีๆด้วยกันอย่างเซลบี้ ผู้ออกปากทวงสัญญาที่ไอลีนเคยให้ไว้แก่เธอ ก็ไม่วายมีส่วนผลักดันให้ไอลีนจำต้องหวนกลับคืนสู่อาชีพที่เธอคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็กอีกจนได้

เช่นนี้แล้วยังจะมีใครกล้าพูดได้อีกหรือว่าชีวิตของไอลีนมี ‘ทางเลือก’


ชีวิตของไอลีน วัวร์นอสจึงเป็นชีวิตที่น่าเศร้าโดยแท้ กระทั่งวินาทีที่ตัดสินใจจะทำความดีด้วยการไม่ฆ่าคนอีกแล้ว ก็มีเหตุพลิกผันให้เธอจำต้องลั่นไกสังหารเหยื่อรายสุดท้ายเพื่อปิดปากอย่างปราศจากทางเลือกอื่น แม้จะตระหนักดีถึงความมีน้ำใจที่ชายผู้นั้นยินดีหยิบยื่นให้ก็ตาม (ข้อมูลที่น่าสนใจประการหนึ่งคือ สก๊อตต์ วิลสัน นักแสดงที่รับบทเป็นเหยื่อรายสุดท้ายของไอลีน ในอดีตเคยแสดงเป็นหนึ่งในสองฆาตกรโหดที่สังหารเหยื่อยกครอบครัวในหนังเรื่อง In Cold Blood ซึ่งสร้างจากงานเขียนของ ทรูแมน คาโพท ที่เขียนขึ้นโดยอิงจากเหตุการณ์จริงมาอีกที)




ทว่าสำหรับ ชาร์ลิซ เธรอน นักแสดงสาวชาวอัฟริกาใต้ ผู้ข้ามน้ำข้ามทะเลมายึดอาชีพนักแสดงในฮอลลีวู้ดตั้งแต่ปี 1995 โดยไม่มีใครมองเห็นถึงความสามารถทางการแสดงที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้รูปโฉมอันงดงามของเธอเลย บทบาทที่เธอได้รับส่วนใหญ่จึงมักเป็นเพียงไม้ประดับเพื่อถ่วงดุลความรุนแรงในหนัง และเพื่อให้คนดูได้เห็นอะไรที่เจริญหูเจริญตาขึ้นบ้างเท่านั้น ตราบจนกระทั่งแพ็ตตี้ เจนกิ้นส์ ตัดสินใจยื่นบท Monster ให้ชาร์ลิซลองพิจารณาในระหว่างที่เธอกำลังถ่ายทำ The Italian Job (เนื่องจากแพ็ตตี้เพิ่งได้ดูการแสดงของชาร์ลิซใน The Devil’s Advocate กับบทภรรยาผู้ตรมทุกข์ของ คีอานู รีฟส์ และคิดว่าเธอเหมาะที่จะแสดงบทไอลีน วัวร์นอสเป็นที่สุด) หลังจากได้พบปะพูดคุยกันแล้ว ชาร์ลิซ เธรอน ผู้เคยต้องพลาดบทดีๆเพียงเพราะผู้อำนวยการสร้างให้เหตุผลสั้นๆว่าเธอ “สวยเกินไป” ใช่เพียงเท่านั้น เธอยังเคยได้รับการวางตัวให้รับบท ร็อกซี่ ฮาร์ท ใน Chicago เมื่อครั้งที่มันเป็นโปรเจ็คท์ของผู้กำกับ นิโคลัส ฮีทเนอร์ แต่พอถูกเปลี่ยนมือมาเป็นของ ร็อบ มาร์แชลล์ บทดังกล่าวจึงตกเป็นของ เรเน่ เซลล์เวเกอร์ แทน นอกจากนี้ชาร์ลิซยังได้รับการวางตัวกับบทนำใน Sweet Home Alabama แล้ว (แต่ต้องถูกเปลี่ยนตัวกะทันหันเพราะความดังเป็นพลุของ รีส วิทเธอร์สปูน จาก Legally Blonde) จึงตัดสินใจเสี่ยงเอาอนาคตในวงการของตนเองวางเป็นเดิมพัน ด้วยการตกลงใจร่วมอำนวยการสร้างและรับบทไอลีน วัวร์นอสใน Monster ซึ่งในการนี้ ชาร์ลิซต้องลงทุนลงแรงแปลงโฉมตนเอง ด้วยการเพิ่มน้ำหนักขึ้นถึงสามสิบปอนด์ หรือประมาณ 13.5 กิโลกรัม สวมฟันปลอมอันอัปลักษณ์ (จนผู้กำกับต้องออกปากว่าทีมงานเก็บเอาไปนอนฝันร้ายที่บ้าน!) ศึกษาบุคลิกท่าทางการแสดงออกของไอลีนตัวจริง (นอกเหนือจากการยอมรับว่าได้รับอิทธิพลทางการแสดงของ โรเบิร์ต เดอนีโร จาก Taxi Driver มาด้วย) จนกลายเป็นผู้หญิงที่ไม่เพียงหาความสวยไม่ได้เลยเท่านั้น หากยังดูน่ารังเกียจขยะแขยงอีกต่างหาก

บำเหน็จที่ชาร์ลิซได้รับจากการเสี่ยงครั้งนี้ จึงมิใช่เพียงแค่ทำให้เธอคว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงจากหลายสถาบันมาครอง พร้อมกับการเป็นเต็งหนึ่งบนเวทีออสการ์ครั้งที่ 76 อีกด้วยเท่านั้น (ขณะเขียนอยู่นี้ยังไม่ถึงวันประกาศผล แต่ก็ส่งใจข้ามโลกไปช่วยลุ้นจนตัวเกร็งไปหมดแล้วนะเนี่ย!) หากยังเป็นหลักไมล์ชิ้นสำคัญบนเส้นทางสายนักแสดงของชาร์ลิซให้นักดูหนังประจักษ์ถึงความสามารถทางการแสดงของเธออย่างเต็มที่ ทั้งบุคลิกท่าทางและอากัปกิริยาที่ส่อให้เห็นถึงความดิบเถื่อน จัดจ้าน กระด้าง ก้าวร้าว เหยียดหยัน ลำพอง และโหดเหี้ยมเลือดเย็น ขณะเดียวกันก็แฝงไว้ซึ่งท่าทีไร้เดียงสาต่อความเป็นไปของชีวิตและความรู้สึกผิดต่อการกระทำที่แม้ตนเองก็ไม่อาจให้อภัย...ออกมาได้อย่างหมดจดจะแจ้ง จนดูแล้ว แม้ว่าใจหนึ่งจะนึกกลัวบุคลิกและพฤติกรรมของเธอ หากอีกใจหนึ่งก็กลับนึกเวทนาในชะตากรรมที่เธอประสบไม่น้อย

ไอลีน วัวร์นอสเริ่มต้นเล่าเรื่องราวของเธอด้วยคำพูดที่ว่า “ฉันฝันที่จะเป็นนักแสดงมาตั้งแต่เด็กแล้ว” แม้ว่าในโลกความเป็นจริง เธอจะได้เล่นเป็น ‘ฆาตกรหญิงฆ่าต่อเนื่อง’ ของอเมริกาในหนังสารคดีแค่สองเรื่องก็ตาม แต่ถ้าในโลกภาพยนตร์ ชื่อของเธอจะทำให้ชื่อของผู้หญิงอีกคนกลายเป็น ‘นักแสดงหญิงยอดเยี่ยม’ ประจำปี 2003 แล้วล่ะก็...นับว่าความผิดบาปซึ่งเธอเคยเป็นผู้ก่อก็สมควรแก่กาลที่โลกจะให้อภัย...
เศรษฐศิริ


อำนวยการสร้าง-มาร์ค ดามอน, โดนัลด์ คุชเชอร์, คลาร์ค ปีเตอร์สัน, ชาร์ลิซ เธรอน, แบรด ไวแมน/กำกับภาพยนตร์, บทภาพยนตร์-แพ็ตตี้ เจนกิ้นส์/กำกับภาพ-สตีเว่น เบิร์นสตีน/ลำดับภาพ-อาร์เธอร์ โคเบิร์น, เจน เคอร์สัน/ออกแบบงานสร้าง-เอ๊ดเวิร์ด ที. แม็คเอวอย/กำกับศิลป์-ออร์วิส ริกส์บี้/เครื่องแต่งกาย-โรน่า เมเยอร์ส/ผู้แสดง-ชาร์ลิซ เธรอน (ไอลีน วัวร์นอส), คริสติน่า ริคชี่ (เซลบี้ วอลล์), บรูซ เดิร์น (ทอม), เคทลิน ไรลี่ย์ (ไอลีน-ตอนวัยรุ่น), พรูอิตต์ เทย์เลอร์ วินซ์ (เหยื่อรายแรก), สก๊อตต์ วิลสัน (เหยื่อรายสุดท้าย)

*ตีพิมพ์ในนิตยสาร Starpics

No comments: