Monday, October 20, 2014

WHIPLASH (2014)



WHIPLASH
(Damien Chazelle, 2014)

หนังดูสนุกฮะ! ที่สำคัญกว่านั้นคือมันเปนหนัง 'ดี' มากๆด้วย ยิ่งสำหรับคนชอบฟังดนตรีแจ๊ซ น่าจะโปรดปรานและสบอารมณ์กับหนังได้ไม่ยาก เพราะดนตรีในหนังเรื่องนี้ ต่อให้ไม่รู้จักมาก่อน แต่ฟังแล้วก็อดรู้สึกคึกคักเพลิดเพลินตามไปด้วยไม่ได้ #ดนตรีคือภาษาสากลยิ่งกว่าภาษาอังกฤษอีกเนาะฮะ ^^ ชอบบทบาทการแสดงของ เจ.เค. ซิมมอนส์ กับ ไมล์ส เทลเลอร์ มากๆ พูดแบบเว่อร์ๆแต่ไม่เกินจริง (อิอิ) คือเล่น 'ดีโลกแตก' ด้วยกันทั้งคู่ ต่างผลัดกันรุก-รับ-ส่งอารมณ์กันตลอดเรื่อง ดูแล้วทึ่ง-อึ้ง-น่าตื่นตะลึงมากมาย แทบพูดได้เลยว่า ความโดดเด่น-งดงาม-อลังการ-พันลึกของหนัง มาจากพลังการแสดงอันสุดติ่งของทั้งสองคนที่งัดอออกมาถาโถมใส่คนดูแบบไม่ยั้ง ทำให้เฝ้าจดจ่อติดตามจนตาไม่กระพริบเลยทีเดียว #แต่ก็ต้องกระพริบจนได้เพราะไม่งั้นตาจะแห้ง55555

อย่างไรก็ตาม แม้เราจะยอมรับในความดีงามของหนัง รวมทั้งรู้สึกชื่นชมมันในหลายๆด้าน แต่ส่วนตัวกลับรู้สึกลังเล บอกไม่ได้เต็มปากเต็มคำว่า 'ชอบ' หนังสักเท่าไหร่ #บอกว่าไม่ค่อยชอบน่าจะง่ายกว่าแต่มันก็ไม่ถึงขั้นนั้นอะ T^T ทั้งที่จะว่าไป เรื่องนี้ก็แทบจะเปนการปฏิวัติขนบการเล่าเรื่องของหนังแนว 'ตามล่าหาฝัน' และหนังแนว 'ครูและนักเรียน' #คนละอย่างกับครูและนักเรียนที่เพิ่งเข้าฉายไปเนาะ! อย่างที่เราๆคุ้นเคยกันมาแต่ดึกดำบรรพ์ ว่าถ้าคนเรามีความฝัน ก็จงมุ่งหน้าเดินตามความฝันนั้นต่อไป อย่าได้ท้อแท้ถอดใจ แม้จะมีอุปสรรคยิ่งใหญ่เปนกำแพงแลเหวลึกทอดยาวขวางกั้นอยู่ตรงหน้าก็ตาม เพราะไม่วันหนึ่งก็วันใดที่ฝันนั้นจะกลายเปนจริง ส่วนคุณครูก็มีหน้าที่คอยส่งเสริมสนับสนุน ทำตัวเปนแหล่งแรงบันดาลใจชั้นเลิศแก่เด็ก คอยโอ๋เมื่ออ่อนแอ คอยปลอบเมื่อท้อแท้ บลาๆๆ... 

ซึ่งการที่หนังปฏิเสธจะเดินตามแนวทางของพล็อตที่ว่ามา ตอนแรกก็ให้รู้สึกผิดคาดนิดๆ แต่ก็แอบดีใจว่าคนทำหนังช่าง 'กล้า' ทำในสิ่งที่แปลกใหม่ไปจากเดิมหลายขุมอยู่เหมือนกัน พูดอีกแบบคือมันเปนหนังที่ 'ไม่' ซ้ำซากเลยแม้แต่น้อย

แต่ก็นั่นแหละ พูดกันตรงๆ เรากลับไม่รู้สึกปลื้มเปรมไปกับหนังสักเท่าไหร่อยู่ดี ทั้งที่ก่อนจะเข้าโรงก็เพิ่งพูดไปหยกๆ ว่าคนยุคเราโตมากับหนังที่แสดงให้เห็นถึงด้านสวยงามของการก้าวขึ้นมายืนบนจุดสูงสุดของความสำเร็จอย่างเดียว หรืออย่างน้อยก็เน้นให้เห็นแต่ด้านสวยงามเปนหลัก จนทำให้ลืมคิดกันไปว่า มันยังมีด้านไม่งดงามแอบแฝงอยู่ ซึ่งแทบจะเปนสิ่งที่ถูกนำมาเอ่ยถึงในหนังน้อยมาก พูดอีกแบบคือเราแทบจะไม่ค่อยได้ดูหนัง และ/หรือ เห็นตัวอย่างของด้านที่เหนื่อยยากลำบากแสนเข็ญ กว่าจะเดินไปสู่จุดสูงสุดแห่งความฝัน แบบเน้นย้ำให้เห็นกันชัดๆสักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ก็มักจะนำเสนอด้านเหนื่อยยากแค่ผิวๆเพียงผ่านให้พอรู้ แต่พอถึงตอนจบที่ตัวละครฝ่าฟันมาจนได้รับผลสมความตั้งใจ กลับถ่ายทอดออกมาอย่างยิ่งใหญ่ในแง่ของ 'คุณค่าที่คุณคู่ควร' ก็ไม่ปาน

ทั้งที่ในความเปนจริง มันก็คงมีคนจำนวนไม่น้อย ที่แม้จะทุ่มเทความพยายามเพื่อก้าวตามความฝันไปอย่างไม่ย่อท้อ แต่กลับไม่เคยได้รับผลสมเจตนารมณ์ที่มุ่งหวังเลยแม้แต่นิดเดียว! (นี่อาจมองโลกในแง่ร้ายไปสักหน่อย แต่ดูหนังเรื่องนี้แล้วนึกถึงกรณีโค้ชกับนักกีฬาที่เกิดขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อน ว่ามันมีอะไรที่คล้ายๆกัน ทว่าประเด็นที่อยากพูดคือ ตัวเราเองก็เพิ่งจะรู้จากข่าวนี่แหละ ว่าเค้ามี 'ธรรมเนียมปฏิบัติ' ในทีมเกี่ยวกับการทำโทษนักกีฬาถึงขั้นนั้นด้วย เพราะก่อนหน้านี้ก็รู้แค่ว่าเปนนักกีฬาต้องซ้อมหนัก ต้องเหน็ดเหนื่อย ต้องบาดเจ็บ ต้อง...บลาๆๆๆ ไม่นึกว่าจะต้องโดนซ้อมด้วย ซึ่งนี่ก็คือตัวอย่างที่อยากชี้ให้เห็นว่า เรามีการพูดถึงเรื่องแบบนี้ในหนังในละครในสื่อต่างๆน้อยเกินไป แถมที่พูดก็ไม่ค่อยชัดเจน เลยไม่น่าแปลกใจที่เด็กมันจะรับไม่ได้!)

Whiplash จึงเปนหนังที่พูดถึงด้านเหนื่อยยากของการเดินตามฝันได้ชัดเจนและทรงพลังอย่างมาก ด้วยมันทำให้เห็นว่า กว่าที่คนๆหนึ่งจะก้าวขึ้นไปสู่จุดสุดยอดแห่งความสำเร็จ มันมี 'ราคาค่างวด' ที่ต้องจ่ายไป ซึ่งอาจจะแพงเทียบเท่าชีวิตทั้งชีวิตเลยทีเดียว

คำถามคือ แล้วเราจะยอมแลกทุกสิ่งทุกอย่างที่มีในชีวิต เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งเดียวอันเปนสุดยอดแห่งความใฝ่ฝันและความปรารถนาหรือไม่... และคำถามถัดมา คือ แล้วมัน 'คุ้มค่า' พอมั้ยที่จะแลก!!

ใจจริงอยากพูดเยอะกว่านี้ เพราะหนังมีประเด็นตรงกับหลายอย่างที่อยู่ในใจพอดี แต่คิดว่าเท่าที่พูดๆมานี้ก็น่าจะพอสมควรอยู่นะ อย่างหนึ่งก็เพราะมันเปนการเขียนเล่นๆ ไม่ได้เอาไปตีพิมพ์ที่ไหน จะเขียนยาวหรือเขียนสั้น มันก็ไม่ได้เงินเหมือนกัน 55555+ ก็เลยขี้เกียจคิดมากเพื่อที่จะเขียนแบบเอาเปนเอาตายเหมือนเมื่อก่อน เพราะมองไม่เห็นเหตุผลว่าจะทุ่มเทไปทำเพื่อ! ได้แค่ความภูมิใจที่ได้ทำในสิ่งที่ชอบและมีความสุขเท่านี้ก็เพียงพอละ ทุกครั้งที่เขียนอยู่นี้ก็คิดแบบนี้แหละ ไม่งั้นเครียดตาย เพราะจะว่าไป ดูตัวละครที่ไมล์ส เทลเลอร์แสดงแล้ว ก็โคตรจะเข้าใจเลยนะว่าที่มันเปนอย่างนั้นเพราะอะไร แต่เพราะเรายังไม่บ้าไม่เท่ามัน เราเลยยังไปไม่ถึงไหน #เริ่มดราม่าอีกละ5555 แต่ขนาดบ้าน้อยกว่า เรายังได้โรคซึมเศร้าติดตัวมาแบบผลุบๆโผล่ๆเลยอะ T____T

ก็เลยอดจะรู้สึกสะท้านสะเทือนใจอยู่ลึกๆไม่ได้ ว่าถ้าตัวละครมันไม่ 'บ้าคลั่ง' ถึงขั้นนั้น ก็คงยากที่จะไปให้ถึงจุดสูงสุดดังต้องการ เพราะสังคมอเมริกันมันแข่งขันกันวายป่วง ใครดีใครได้ ถ้ามัวแต่หงอก็คงไม่มีวันเจิดจรัส ได้ก้าวขึ้นมายืนแถวหน้าอย่างเด็ดขาด (ส่วนที่ว่าพอเจิดจรัสขึ้นมาแล้วจะแอบไปผูกคอตายทีหลังหรือไม่ ยังเปนเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครคิดกันเท่าไหร่เนาะ ^^)

เอาเปนว่าที่รู้สึกไม่ค่อยปลื้มกับหนังเรื่องนี้สักเท่าไหร่ อาจเปนเพราะว่า 1. ดูหนังแล้วย้อนกลับมามองตัวเองดันรู้สึกว่า อันตัวเรานั้นไม่ค่อยจะเอาไหน บ้าได้ไม่ถึงครึ่งของเค้า แล้วยังสะเออะอยากเปน "SOMEONE" 2. เปนเพราะว่าเราโตมาในสังคมไทยที่มีลักษณะประนีประนอมสูง ทำได้ก็ได้ ทำไม่ได้ก็ไม่เปนไร เด๋วมันก็ทำได้เอง อะไรทำนองนั้น ซึ่งแตกต่างจากสังคมอเมริกันที่ทุกคนมุ่งหน้าทำตามความฝันให้เปนความจริงอย่างเอาเปนเอาตาย สรุปสั้นๆคือมันเปนเรื่องของความแตกต่างทางวัฒนธรรมนั่นละมัง ที่ทำให้เรารู้สึกเฉยๆกับหนังเรื่องนี้อย่างช่วยไม่ได้... :'-P


No comments: