Saturday, October 11, 2014

THE BABADOOK (2014)



THE BABADOOK
(Jennifer Kent, 2014)

หนังสนุกมากฮะ! ที่สำคัญคือมัน 'ดีงาม' มากๆด้วยอะ คือเปนหนังแนวเขย่าขวัญเชิงจิตวิทยาที่ทำออกมาได้น่าทึ่งน่าตื่นตะลึง โดยไม่จำเปนต้องมีฉาก 'ตุ้งแช่' คอยขู่เข็ญคำรามให้คนดูตกใจกลัวจนขี้หด นัยว่าผู้กำกับคงรู้ว่าถ้าทำบ่อยๆก็มีแต่จะทำให้คนดูรู้สึกรำคาญจนพานจะเกลียดหนังไปเลย จึงหันไปเล่นกับบรรยากาศความหลอกหลอนสยองประสาทอย่างได้ผล ดูจบแล้วก็ยังรู้สึกเหมือนยังติดตากับบางฉากที่ตามมาคอยรบกวนอารมณ์อยู่ไม่วาย โดยเฉพาะฉากแมลงสาบไต่ยั้วเยี่ยออกจากรังของมัน #กรี๊ดดดดกูเกลียดแมลงสาบ!!! เห็นแล้วรีบยกมือปิดตาเร็วเสียยิ่งกว่าเห็นฉากตัวละครเอามีดสับๆกันจนเลือดท่วมจอซะอีก (เพราะเลือดมันเปนน้ำ แต่แมลงสาบมันเปนตัว มีขาเหนียวๆแหลมๆด้วย แหวะ! เห็นมันวิ่งๆบินๆอยู่ในบ้านแล้วประสาทจะแดกทุกที 5555+)

จะว่าไป เรื่องนี้ก็เหมือนจะเปนภาคกลับด้านของ Annabelle นะฮะ ไม่รู้ว่าเปนเพราะได้ดูในเวลาไล่เลี่ยกันอะป่าว แต่อดคิดไม่ได้ว่าใน Annabelle เราได้เห็นถึงความรักยิ่งใหญ่ของแม่ ที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อปกป้องลูกน้อย แม้จะต้องยอมแลกด้วยชีวิตของตนก็ตาม แต่เรื่องนี้ เรากลับได้เห็นแม่อีกแบบหนึ่ง ที่แม้จะแสดงออกว่ารักลูกอย่างสุดหัวใจ แต่ลึกๆในใจจริงแล้ว กลับเกลียดชังเลือดเนื้อเชื้อไขที่เธอเปนผู้ให้กำเนิดอย่างที่สุด เหตุผลก็เนื่องจากการเกิดมาของลูกชาย คือการตายจากไปอย่างกะทันหันของสามี ด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ ขณะกำลังพาเธอไปคลอดลูกยังโรงพยาบาล

แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานหลายปี จนลูกชายเจริญเติบโตขึ้นมากแล้ว แต่ความทรงจำอันฝังใจและความอาลัยอาวรณ์ต่อสามีผู้ล่วงลับ กลับยังคงตรึงแน่นอยู่ในใจเธอไม่เสื่อมคลาย พูดง่ายๆคือ เธอยังทำใจยอมรับการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของสามีไม่ได้! การเลี่ยงไม่พูดถึงเขาเลยแม้สักนิด ราวกับเขาไม่เคยมีตัวตนอยู่ในโลก ไม่ได้หมายความว่าเธอจะทำใจยอมรับได้กับความสูญเสียอันใหญ่หลวง ที่จู่โจมเข้ามาในชีวิตโดยไม่เปิดโอกาสใดๆให้ตั้งรับ จึงเปนเสมือน 'เกราะ' ที่เธอสร้างขึ้น ด้วยความเข้าใจว่ามันจะช่วยป้องกันเธอให้อบอุ่นปลอดภัยอยู่ในโลกที่ปราศจากสิ่งเตือนใจใดๆให้รำลึกนึกถึงสามี ด้วยเพราะการมีใครสักคนเอ่ยถึงเขาขึ้นมา ก็สร้างความเจ็บปวดร้าวรานราวกับถูกแล่เนื้อออกเปนชิ้นๆเสียแล้ว T^T

ลืมคิดไปว่ายังมีอีกหนึ่งสิ่งเตือนใจที่ทำให้เธอหวนรำลึกถึงสามีได้ยิ่งกว่าสิ่งใด ก็คือ 'ลูกชาย' เธอนั่นเอง จึงกลายเปนว่าเกราะที่เธอพยายามสร้างขึ้น เอาเข้าจริง มันคือ 'กำแพง' ที่ล้อมรอบกักขังตัวเธอไว้ให้ติดหล่มอยู่ในความหม่นเศร้าทางอารมณ์ โดยที่ไม่ผู้ใดยื่นมือเข้าช่วยได้ T__T

แทบพูดได้ด้วยซ้ำว่า ใจจริงของเธออาจจะอยากฆ่าลูกชายให้ตายไปเสียด้วยซ้ำ พูดอีกแบบคือ หากสามารถเลือกได้ เธอคงจะเลือกให้สามีมีชีวิตอยู่ต่อไปมากกว่า อย่างน้อยก็ยังช่วยกัน 'ทำลูก' ใหม่ได้ คิดง่ายๆว่าการมีแต่สามีโดยไม่มีลูก ถึงอย่างไรก็น่าสนุกกว่ามีแต่ลูกโดยไม่มีสามีแหละเนาะ ส่วนเรื่องความรักในเชิงโรแมนติกระหว่างแม่-ลูกนั้นยกไว้เถอะ เพราะไม่มีใครปฏิเสธหรอกว่าความรักแบบนั้นมันมีจริง และหลายๆกรณีก็ยิ่งใหญ่แลน่าประทับใจเอามากๆ

แต่จากที่เห็นในหนัง ก็พอมองออกได้ว่าการเปน single mom ของนางเอกนั้น ถือเปนเรื่องหนักหนาสาหัสพอสมควร เพราะการเลี้ยงดูเด็กสักคนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องพร้อมทั้งกำลังเงินและกำลังใจ โดยเฉพาะอย่างหลัง ถือว่าสำคัญสุด! #เงินหมดเรายังหามาเติมได้ #แต่กำลังใจหมดมันไม่รู้จะหาจากไหนมาเติม เหลียวซ้ายแลขวาก็หาไม่เห็น ด้วยว่าคนบางคนนั้นพอล้มแล้วลุกขึ้นเองลำบาก ได้แต่ปล่อยชีวิตให้ลอยเท้งเต้งไปตามยถากรรม #เศร้าจุง ToT

เทียบกับแม่ใน Annabelle แล้ว จะเห็นว่าแม่ในเรื่องนี้มีสถานะแตกต่างห่างไกลกันลิบโลก พูดอย่างสรุปรวมความคือ เธออยู่ในสภาพ 'ปากกัดตีนถีบ' กว่ามาก เพราะไม่มีผัวคอยซัพพอร์ตด้านการเงิน ความหวังความฝันอันเรืองรองที่อาจจะเคยมีร่วมกันตอนเริ่มต้นชีวิตคู่ ก็มีอันต้องล่มสลายไปในพริบตา เมื่อความตายยื่นมืดมาพรากเขาไป ทิ้งไว้เพียงภาระใหญ่หลวงให้เธอต้องดิ้นรนรับมือตามลำพัง

ก็เลยเปนเรื่องเข้าใจได้ ที่เธออาจต้องการฆ่าลูกให้ตายดับ เพื่อจะได้เปนอิสระจากบ่วงที่รัดคออยู่ทุกวันจนแทบหายใจไม่ออก ใช้ชีวิตได้อย่างเสรี ทำอะไรก็ได้ตามใจปรารถนา สังเกตจากการที่เธอทั้งสบัดตัวและปัดมือลูกที่เอื้อมมาจับคอเธอในหลายๆฉาก ^^ เพราะว่ากันตามตรง ขนาดเราเองยังรู้สึกเลยว่า อยากยื่นมือเข้าไปบีบคอเด็กเปรตนั่นจริงๆ เพราะว่ามันซนเหลือเกิน แถมแหกปากเก่งอีกต่างหาก [รุ่นน้องนักดูหนังท่านหนึ่งบอกว่า มันเปนการเล่าเรื่องผ่านมุมมอง (POV) ของแม่ที่เกลียดลูก จึงไม่แปลกที่นางจะเห็นลูกเปนตัวน่ารำคาญ สมควรแก่การจับหักคอ!]

แต่การที่เธอจะทำถึงขั้นนั้น ก็ต้องอาศัยความเปนคนใจยักษ์ใจมารอยู่พอสมควร ซึ่งเธอยังไปไม่ถึง เพราะก็เห็นได้ว่าเธอคงมีใจรักและเอ็นดูลูกอยู่บ้าง ไม่งั้นก็คงจะทอดทิ้งไม่ไยดีลูกเสียตั้งแต่เกิดมาแล้ว ไม่ปล่อยให้มันโตขึ้นมาร้องกรี๊ดๆกวนประสาทได้ทุกวันหรอก 

ความรู้สึกในแบบที่เข้าข่าย 'ทั้งรักทั้งเกลียด' นี่กระมัง ผลักดันให้เธอก่อรูปปีศาจร้ายขึ้นมาในจิตใต้สำนึกโดยไม่รู้ตัว ด้วยว่าอย่างน้อย มันก็เปนการสร้างเหตุผลและความชอบธรรมแก่ตัวเธอเอง ในการจะกำจัดลูกให้พ้นไปจากเส้นทางชีวิตของเธอตลอดกาล... :'-P

No comments: