Thursday, April 9, 2015

เก็บตกหนัง ช่วง 'ดวงอาถรรพณ์'

เก็บตกหนัง
ช่วง 'ดวงอาถรรพณ์'

อย่างที่เคยเล่าไปอะนะฮะ ว่าที่ผ่านมาเหมือนมี 'ดวงอาถรรพณ์' #ใครแกล้งทำคุณไสยใส่ข้าพเจ้าหว่าาาาาา #เจ็บแค้นเคืองโกรธโทษฉันไย T___T ทำให้มีอาการประหนึ่ง writer's block เขียนอะไรก็ไม่สำเร็จสักชิ้น แม้แต่รีวิวหนังที่ไปดูมา ทั้งที่เคยบอกตัวเองแล้วไม่รู้กี่ครั้ง ว่าอย่า 'เอาเปนเอาตาย' กับมันมาก อยากเขียนอะไรก็เขียนๆไป เพราะเด๋วมันก็จะผ่านไป เมื่อมีสเตตัสใหม่ๆ โพสต์เข้ามาใน News Feed

แต่ก็นั่นแหละเนาะฮะ ไม่รู้มีใครเคยเปนแบบเดียวกันบ้างบ่าว แบบว่าพอเขียนได้คล่องๆไปได้สักระยะ ก็จะถึงช่วงภาวะที่เขียนไม่คล่อง ติดๆขัดๆ กลายเปนเขียนแล้วลบทิ้งตลอดเวลา เหมือนประโยคนั้นก็ไม่ดี ประโยคนี้ก็ไม่พอใจ ใช้คำนี้แล้วไม่สละสลวยสวยเก๊... บลาๆๆ บ้าๆบอๆ พานให้เขียนด้วยอารมณ์ 'เอาเปนเอาตาย' กับมันขึ้นซะงั้นเอง


จึงเปนที่มาของการเขียนรีวิวไม่จบอยู่หลายเรื่อง ประมาณว่าขึ้นต้นไปจึ๋งนึงแล้วไปต่อไม่ถูก บางเรื่องเขียนเกือบจบ แต่รู้สึกว่ามันแย่จุง เขียนห่าอะไรไปวะนั่น!! #อ่านเองยังเวียนหัวเลยเก็บไว้ดูเล่น (พูดจริงๆ ที่เขียนไปนั้น มันก็ไม่ได้ต่างจากที่เขียนอยู่ตอนนี้หรอกฮะ เพียงแต่ตอนนั้นอยู่ในสภาวะไม่มั่นใจในการ 'โชว์โง่' ต่อสาธารณะชนมากกว่า 555+) 

ทว่าพอย้อนกลับไปดู ก็ให้นึกเสียดายนะฮะ เพราะช่วงที่ผ่านมา ได้ดูหนังไปพอสมควร ถ้าเขียนรีวิวได้ครบทุกเรื่องก็น่าจะได้งานสะสมไว้ปริมาณหนึ่ง ซึ่งแม้จะนำไปต่อยอดใดๆไม่ได้ รวมถึงปราศจากคุณค่าแลความหมายต่อผู้ใด แต่อย่างน้อย มันก็ย่อมจะมีค่าทางจิตใจแก่ผู้สร้างผลงานเหล่านั้นขึ้นมา... พูดแบบไม่ต้องตอแหล (aka. โลกสวย) คือ "ถึงไม่มีใครเห็นค่าในสิ่งที่เราทำ เราก็จงเห็นค่าในสิ่งที่เราทำซะเอง" #นี่ก็แลดูตอแหลไปอีกแบบหนึ่งเหมือนกันนะฮะ ^^

เอาละ!! บ่นปนพล่าม+ดราม่ามาพอหอมปากหอมคอ ก็เข้าเรื่องที่มานั่งเขียนอยู่นี่เสียที อย่างที่พูดแล้วว่าช่วงที่ผ่านมาดูหนังไปพอสมควร แต่ไม่ได้เขียนรีวิวยาวๆเลย พอมาช่วงนี้ที่เริ่มจะเปนผู้เปนคนขึ้นบ้าง ก็เลยจะมาย้อนเขียนรีวิวหนังที่ได้ดูไปก่อนหน้านี้ เอาแบบสั้นๆละกันเนาะ เพราะไหนๆเวลาก็ล่วงเลยมาเยอะแล้ว เขียนยาวๆไปก็เท่านั้นแหละ #ยังไงก็ไม่มีใครอ่านอยู่ดี ^o^ อีกอย่างคือในเมื่ออยากให้โลกรู้ว่าเราเปน 'คนเขียนหนังสือ' (ย้ำ!! ว่าแค่คนเขียนหนังสือเท่านั้นนะ ไม่ใช่ 'นักวิจารณ์') เราก็ต้องก้มหน้าก้มตาเขียนมันออกมา! ถือซะว่าเปนการบันทึกอารมณ์ความรู้สึกถึงหนังที่ได้ดูไปแบบสั้นๆละกันนะฮะ (เรียงตามลำดับวันเวลาที่ได้ดู)




LIFT ITSELF
(Steve James, 2014)

สารคดีเกี่ยวกับชีวิตของ โรเจอร์ อีเบิร์ต นักหนังสือพิมพ์/นักวิจารณ์ภาพยนตร์ที่โด่งดังที่สุดของอเมริกา เผลอๆอาจจะทั่วโลกด้วยซ้ำ โดยเฉพาะบ้านเรา เพราะรู้มาว่ามีนักวิจารณ์ไทยหลายคนติดตามอ่านงานของเขาเปนประจำ แต่เผอิญข้าพเจ้าไม่เคยอ่าน เพราะภาษาอังกฤษอ่อนแอมากกกกก เลยเข้าไปดูหนังเรื่องนี้ด้วยความรู้สึกเฉยๆ เหมือนดูหนังชีวประวัติ 'เซเล็บฯ' คนหนึ่ง ซึ่งมิได้มีความผูกพันทางอารมณ์ หรือเปนแรงบันดาลใจใดๆในชีวิตแม้แต่สักน้อยนิด เพราะงี้!! ข้าพเจ้าจึงได้แต่งงๆ ว่าหลายคนพากันบ่อน้ำตาแตกด้วยสาเหตุใด ระหว่าง 1) โลกต้องสูญสิ้นบุคคลสำคัญแห่งวงการวิจารณ์หนัง หรือ 2) ความรักความผูกพันอันมากล้นของโรเจอร์ อีเบิร์ตกับภรรยา ที่คอยอยู่ดูแลกันและกันตราบจนวาระสุดท้าย ซึ่งขอเดาว่าน่าจะเปนประการหลัง! ด้วยมันแลดู 'ดราม่า' มั่กๆ ขนาดทำให้ข้าพเจ้าน้ำตาซึม! 

ทว่ามิใช่เพราะเห็นสองผัวเมีย รักใคร่ไยดีอะไรกันนักหนาหรอก เปนเพราะได้เห็นสภาพของโรเจอร์ อีเบิร์ตแล้ว ข้าพเจ้าเกิดความรู้สึกสงสารแลสมเพชขึ้นเต็มอารมณ์ พูดอย่างไม่เกรงใจคือ 'น่าทุเรศลูกตา' ด้วยมันหาความน่าดูใดๆมิได้! เพราะเขาโดนตัดกรามล่างไปจนหมด เนื่องจากโรคมะเร็ง เหลือแต่ริมฝีปากด้านหน้าซึ่งเชื่อมติดกับด้านบนห้อยไว้ลงมา เห็นแล้วน่ากลัวมากๆ แถมหนังก็ดูจงใจถ่ายทอดให้เห็นสภาพความน่าทุกขเวทนาในสังขารของเขาออกมาบนจออยู่เปนระยะๆอีกต่างหาก ทำให้รู้สึกหดหู่สังเวช และอดคิดไม่ได้ว่า "ความไม่มีโรคเปนลาภอันประเสริฐ" โดยแท้!! 

แต่ที่ยิ่งทำให้อารมณ์หดหู่เข้าขั้น 'รุนแรง' คือข้อเท็จจริงว่า การที่โรเจอร์ อีเบิร์ตสามารถมีชีวิต่อมาอีกหลายปี หลังจากตรวจพบว่าเปนโรคมะเร็ง ก็เนื่องจากเขามีเงินทองจำนวนไม่น้อยคอยซับพอร์ตตัวเอง แม้จะบอกไม่ได้ว่าเขามีฐานะร่ำรวยเปนมหาเศรษฐีหรือไฉน แต่ที่แน่ใจได้คือ ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลโรคร้ายกาจขนาดนั้นตลอดหลายปี เห็นทีจะไม่ใช่น้อยๆ! พาลให้อดคิดไม่ได้ว่าค่าตอบแทนของการเปนนักวิจารณ์หนังในอเมริกา มันคงจะสูงลิบเสียนี่กระไร #เพราะงั้นอย่าเปนแม่งเลยนักวิจารณ์หนังในเมืองไทย #เงินก็ได้น้อยแถมลดค่าเรื่องกูก็ไม่ยอมบอก! #เลยเลิกเขียนเอาตังค์แม่งเลย #เขียนให้อ่านฟรีในเน็ตแทน (อ่อ! เพิ่งนึกได้ว่ามีอยู่ช่วงหนึ่ง โรเจอร์ อีเบิร์ตไปจัดรายการทีวีซึ่งคงจะได้เงินเยอะอยู่แหละ เพราะงั้นจะบอกว่าเขารวยจากการเขียนวิจารณ์อย่างเดียวคงไม่ได้หรอกเนาะ!)

สรุปคือดูเรื่องนี้จบแล้ว แทนที่ข้าพเจ้าจะโฟกัสเรื่องชีวิตและการทำงานของเขา #โดยเฉพาะเรื่องที่เขาทำเว็บไซต์ทิ้งไว้เพื่อเผยแพร่งานทั้งหมดที่เคยเขียน กลับไปโฟกัสที่อาการเจ็บป่วยแทน บอกกับตัวเองว่า "ไม่ป่วยเลยจะดีที่สุด" แต่ถ้าเกิดป่วยหนักหนาสาหัสถึงขั้นนั้น ก็ขอให้ตายไปเร็วๆ จะได้ไม่ต้องทรมาร โดยเฉพาะทรมานกับความคิดที่ว่า "ทำงานมาแทบตาย สุดท้ายเอาเงินไปให้หมอจนหมด" T___T #เศร้ามาก #มีลูกมีหลานก็ให้มันเรียนหมอไว้เถอะ #อย่างน้อยก็ให้มันมารักษาเราฟรีๆได้ 5555+


(อ้าว! ตั้งใจว่าจะเขียนสั้นๆ แต่แค่เรื่องแรกก็ยาวหลายย่อหน้าซะแระ #สงสัยเก็บกด งั้นเรื่องต่อไปเอาสั้นๆละกัน ^^)





PROJECT ALMANAC
(Dean Israelite, 2015)

หนังก็พอดูได้ฮะ ตอนดูตัวอย่าง นึกว่ามันจะออกมาสนุกเหมือน Back to the Future ที่เคยดูเมื่อตอนเอ๊าะๆ แต่กลายเปนว่าหนังทำออกมาได้บ้าบอกว่าเยอะ! เพราะแทบไม่มีฉากใดที่ดูอลังการน่าตื่นเต้นเลย แถมกว่าจะสนุก...หมายถึงให้คนดูเห็นถึงปัญหาเลวร้ายที่ตัวละครต้องหาทางแก้ไขให้สำเร็จ ก็ปาเข้าไปเกินครึ่งเรื่องละ #พูดว่าหนังใกล้จบน่าจะชัดเจนกว่านะ ^^ เพราะช่วงก่อนหน้า ก็เอาแต่เน้นแต่กลุ่มเด็กวัยรุ่นแสดงพฤติกรรมแผลงๆ ที่ได้ของเล่นชิ้นใหม่ คือเครื่องไทม์แมชชีนมาเล่นกัน ซึ่งดูแล้วก็น่ากลุ้มปนน่าปวดลูกตา เพราะหนังทำออกมาเปนแบบ Found Footage ซึ่งกล้องต้องส่ายไปส่ายมาทั้งเรื่อง ทำให้พานจะอ้วกแตกคาโรงเอาได้ง่ายๆ สรุปคือได้ดูฟรีก็ดีฮะ แต่ถ้าไม่ดูก็น่าจะดีแก่ชีวิตยิ่งกว่า 555+





THE THEORY OF EVERYTHING
(James Marsh, 2014)

เปนหนังรักที่งดงามมากๆอะ ดูแล้วรู้สึกว่าอะไรๆมันช่างสวยงาม...โลกสวยไปหมด เพราะไม่มีใครในหนังที่เปนคนไม่ดีเลย พูดให้ชัดกว่านั้นคือไม่มีใครคิดจะทำเรื่องชั่วเลย อย่างนางเอกอยากมีชู้จนตัวสั่น แต่ก็ไม่ย้อม! ไม่ยอมปล่อยให้ตนเองทำผิดศีลธรรม ทั้งที่ผู้ชายคนใหม่นั้นก็หล่อแซ่บน่าเจี๊ยะฝุดๆ เอ๊ย... #ที่เขียนไปนั้นมันออกมาจากกระดูกสันหลังใช่มั้ยนี่ ^^ ทั้งที่ผู้ชายคนใหม่นั้นก็มีใจให้เธอเช่นกัน แต่เพราะว่าดันเกิดมาเปนคนดูทั้งคู่ไง เลยต้องอดทนรอให้ถึงเวลาอันเหมาะสมจริงๆ จึงค่อยทำไปตามที่หัวใจบงการ

ไม่รู้เหมือนกันว่าเปนเพราะทั้ง สตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง กับ เจน ไวลด์ เจ้าของเรื่องที่ถูกนำมาสร้างเปนหนังเรื่องนี้ยังมีชีวิตอยู่ทั้งคู่อะป่าว คนทำหนังเลยเลือกแต่ด้านดีงามของทั้งสองมานำเสนอ หากจะมีการวิพากษ์วิจารณ์ แสดงความเห็นเกี่ยวกับ 'ความเปนมนุษย์' ของคนทั้งคู่บ้างก็น้อยนิดเต็มที ทว่านั่นก็ไม่ใช่ประเด็นที่ควรสนใจ เพราะสิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ การที่หนังต้องการให้กำลังแก่มนุษย์ทุกคนที่ต้องประสบชะตากรรมอันเลวร้ายของชีวิต ให้ลุกขึ้นต่อสู้อุปสรรคนานาโดยไม่ยอมท้อแท้ถอดใจ เพราะไม่ว่าอุปสรรคนั้นจะคืออะไร เราทุกคนย่อมหาทางเอาชนะ หรือปลดเปลื้องข้อจำกัดจนสามารถผ่านพ้นมันไปได้ ตราบเท่าที่ยังไม่หมดสิ้น 'ความหวัง' 

เพราะงั้น การมี 'ความหวัง' จึงกลายเปนทฤษฎีเดียวที่ใช้อธิบายทุกสิ่งอย่างเกี่ยวกับชีวิตได้ชัดเจนแจ่มแจ้งที่สุด คือ "ที่ใดมีชีวิต ที่นั่นย่อมมีความหวัง" #เนื้อเพลงกันและกันจากหนังรักแห่งสยามลอยมาเชีย #น่าปลื้มปริ่มแทนพี่มะเดี่ยวเจงๆ ^o^

ขอพล่ามต่ออีกนิด!... เอ็ดดี้ เรดเมย์น เล่นเก่งจริงอะไรจริง คือเล่น 'ท่ายาก' ซะมากมายขนาดนั้น รางวัลออสการ์และรางวัลบลาๆๆ อีกมากมายที่ได้ไปก็เปนสิ่งการันตีความยอดเยี่ยมของเขาจนไม่อยากจะพูดมากละ #เสียดายแทนลุงไมเคิลคีตันจากBirdman #ร้องไห้หนักมาก T___T 

แต่ขอพูดถึง เฟลิซิตี้ โจนส์ เพราะชอบนางมาก เล่นได้ดีงามสุดๆ! ชอบฉากที่เจนบุกไปหาสตีเฟ่นที่กำลังหมดอาลัยตายอยาก และพยายามหาทางกระตุ้นให้เขาเลิกจมอยู่ในความเศร้า โดยชวนออกไปตีคริกเก็ตนั้น เห็นนางแสดงฉากกลั้นน้ำตา ทั้งที่สีหน้าจวนเจียนจะร้องไห้โฮๆ ทำเอาเราน้ำตาซึมไปด้วยเลย เศร้ามากๆ #แถมดนตรีก็ช่วยบิ้วด้วยแหละ ยิ่งพอไปถึงฉากกลางๆเรื่องที่เจนเริ่มไม่ไหวละ ทั้งเลี้ยงลูกทั้งดูแลผัวกลายเปนภาระประเดประดังเข้ามาจนหลังแอ่น ต้องการตัวช่วย นางแม่ (เอมิลี่ วัตสัน #แก่มาก! #เห็นตอนแรกตกใจนึกว่าอิเมลด้าสทอนตัน) เลยแนะนำให้ไปฝึกร้องเพลงในโบสถ์แก้เครียด แต่ไปๆมาๆดันกลายเปนเครียดยิ่งกว่า เพราะเจอ 'ตัวช่วย' หนุ่มหล่อ-นิสัยดี-น้ำใจงาม-มีความเปนสุภาพบุรุษที่สุดในโลก มาคอยช่วยนั่นทำนี่ให้โดยเฉพาะเรื่องดูแลผัวพิการ ก่อเกิดเปน 'รักต้องห้าม' ขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้!! เฟลิซิตี้เล่นเรื่องนี้ได้ดีเหลือหลาย สื่ออารมณ์ต่างๆ ทั้งความรักความปรารถนา ความเครียด-อึดอัด-กดดัน และความพยายามข่มกลั้นความรู้สึกเพื่อหักห้ามใจ ภายใต้ท่าทีสงบนิ่งแต่ดูเคร่งขรึม พูดง่ายๆคือนางเก็บอารมณ์ได้ยอดเยี่ยมมาก อยากถวายออสการ์เปนรางวัล #แต่ให้ป้าจูลี่แอนน์ไปก่อนละกันเพราะนางรอมาหลายปีแล้ววววว... 5555+





THE IMITATION GAME
(Morten Tyldum, 2014)

ตอนแรกนึกว่าจะไม่สนุก เพราะไม่เห็นใครชมว่าหนังสนุกเลยสักคน ได้ยินแต่ชมว่า เบเนดิกท์ คัมเบอร์แบทช์ เล่นดีงั้นงี้ ก็เลยไปดู! อีกอย่างคือเพราะเขาได้เข้าชิงออสการ์ด้วย ถึงจะพอเดาๆได้ว่าคงไม่แคล้วเปนไม้ประดับเวทีเหมือนเฮีย สตีฟ คาร์เรลล์ (Foxcatcher) แต่พอดูจบกลับพบว่าหนังสนุกกว่าที่คิดมากมาย มีพาร์ทที่เปนความตื่นเต้น ระทึกใจให้ลุ้นอยู่พอสมคว ส่วนพาร์ทดราม่าก็จัดมาแบบเอาตายไปข้างหนึ่งเหมือนกัน

ชอบฉากที่ อลัน ทัวริ่ง สมัยยังเปน 'ตุ๊ดเด็ก' ปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่ได้สนิทกับเด็กผู้ชายอีกคนที่จากไปสวรรค์กะทันหัน ดูแล้วเศร้าสัสๆ! เพราะทั้งสีหน้าและแววตาของนักแสดงที่เล่นบทนี้ มันช่างสื่อถึงการสะกดกลั้นอารมณ์อย่างรุนแรง สื่อให้เห็นว่าความรู้สึกภายในกำลังแตกสลายอย่างช้าๆแทบไม่เหลือชิ้นดี แต่ต้องแอ๊บไว้ไม่ให้ใครล่วงรู้ ซึ่งเล่นดีไม่แพ้เบเนดิกท์เลย #สมควรได้เข้าชิงออสการ์สาขาสมทบเนาะ ^^ ขณะที่เบเนดิกท์ก็เล่นเปน 'ตุ๊ดเนิร์ด' นักคณิตศาสตร์อัจฉริยะที่คิดค้นเครื่องถอดรหัส ซึ่งพัฒนามาเปนคอมพิวเตอร์ที่เราใช้กันในปัจจุบัน-ได้ดีตามสมควร แต่เรากลับไม่ค่อยรู้สึกว่าเขามีความเปนคนรักเพศเดียวกันสักเท่าไหร่ อาจเพราะหนังให้น้ำหนักไปที่ความชาญฉลาดของเขาเปนหลัก เลยเห็นแต่ความเนิร์ดของตัวละครอย่างเดียว จะรู้ว่าเปนตุ๊ดก็จากฉากย้อนอดีตเท่านั้น

อดคิดไม่ได้ว่าถ้าเขียนบทให้อลันมีอะไรมุ้งมิ้งฟรุ้งฟริ้งกับตัวละครที่ แม็ทธิว กู๊ด แสดง น่าจะช่วยขับเน้นถึงความเปนคนรักเพศเดียวกันของอลัน ทัวริ่งให้เด่นชัดขึ้นก็เปนได้ แบบว่าไปหลงรักเขาทั้งที่เขาชอบผู้หญิง จะบอกก็ไม่กล้า กลัวเสียทั้งเพื่อนเสียทั้งงาน เลยได้แต่เก็บกดไว้ ก้มหน้าก้มตาทำงานไปเงียบๆตามลำพัง เก็บซ่อนอารมณ์ความรักและความปรารถนาของตนไว้ลึกเร้น ในยุคสมัยที่ความรักประเภทนี้ถือเปนเรื่องร้ายแรงของสังคม ถึงขนาดก่อความหายนะแก่ผู้มีรสนิยมทางเพศแบบนี้ ดังเช่นที่อลัน ทัวริ่งต้องประสบในช่วงท้ายของชีวิต และทำให้เขาตัดสินใจมอบความตายเปนบรรณาการแก่ตนเองเปนครั้งสุดท้ายของชีวิต #พูดถึงตรงนี้แล้วเศร้า!





UNBROKEN
(Angelina Jolie, 2014)

ก็คิดนะ! ว่าหนังเกี่ยวกับเชลยที่โดนจับไปทรมานในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มันจะยังมีอะไรน่าดู-น่าสนุก-น่าตื่นเต้นอีก เพราะหลายเรื่องที่ดูมาก็ออกแนวซ้ำๆ แถมยังชวนให้รู้สึกหดหู่ใจอีกต่างหาก แต่เรื่องนี้กลับรู้สึกผิดคาด!! เพราะหนังดูสนุกและเพลิดเพลินมาก อาจเปนเพราะประเด็นที่หนังต้องการจะพูดและสื่อสารถึงคนดู มันชัดเจน-แจ่มแจ้งและ 'แรง' มากๆ เพราะเกาะเกี่ยวประเด็นที่ต้องการเสนอไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ไม่มีหลุดนอกประเด็นเลยสักนิด ทุกฉากทุกเหตุการณ์ล้วนมุ่งส่งเสริมสนับสนุนให้เห็นถึงพลังแห่งความไม่ยอมแพ้ของมนุษย์ แม้จะต้องตกอยู่ในสภาวะและสภาพแวดล้อมเลวร้ายเพียงใดก็ตาม

ดูแล้วทึ่งในชีวิตของ หลุยส์ แซมเพอรินี่ มาก ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนแบบนี้จริงในโลก รอดตายจากการอดอยากกลางทะเลตั้ง 40 กว่าวันแล้ว ยังรอดพ้นจากการถูกทรมานในค่ายกักกันเชลยสงครามได้อีกต่างหาก ซึ่งเห็นได้ชัดว่าการถูกทรมาณในค่ายกักกันนั้น มันเลวร้ายยิ่งกว่าการติดอยู่กลางทะเลเสียอีก เหมือนคนทำหนังต้องการจะบอกว่าสิ่งที่มนุษย์กระทำต่อกัน มันบัดซบยิ่งกว่าอะไรทั้งปวงโดยแท้

แต่มีเรื่องหนึ่งที่ไม่ค่อยแน่ใจว่าเปนความตั้งใจของผู้กำกับ หรือว่าคนดูชอบ 'มโน' อย่างเราคิดไปเอง คือการที่หนังแลดูมีอารมณ์ 'โฮโมอีโรติก' ระหว่างพระเอกซึ่หล่อน่ารัก กับนายทหารญี่ปุ่นผู้คุมค่ายกักกันซึ่งนอกจากหน้าตาจะแลดู 'ตุ๊ด' มากๆ สีหน้าและแววตาที่ฉายออกมาในแต่ละซีน โดยเฉพาะต้องจ้องพระเอก ก็แลดูเหมือนอยาก 'รวบหัวรวบหาง กินกลางลำตัว เอ๊ย! ตลอดตัว' รวมทั้งยังมีนัยยะของความ 'อยากเก็บเธอว์ไว้เปนของฉันคนเดียว' อีกต่างหาก เลยชักไม่แน่ใจว่าเรื่องจริงๆ หลุยส์ แซมเพอรินี่เคยถูกผู้คุมเรียกไป 'บำเรอกาม' กลางดึกหรือเปล่า เพราะในหนังมีฉากที่เขาโดนปลุกขึ้นมากลางดึก แล้วโดนผู้คุมหน้าตุ๊ดเอาเข็มขัดฟาดซะไม่ยั้ง และพูดว่า "ทำไมนายต้องบังคับให้ฉันทำแบบนี้ด้วย" ฟังแล้วรู้สึกเหมือน 'คู่เกย์' กำลังทำโทษกันด้วยความรักก็มิปาน!!

พูดชัดๆคือเราดูแล้ว ไม่ค่อยรู้สึกเลยว่าที่ผู้คุมมันกลั่นแกล้งพระเอกนานา เพราะมันอิจฉาที่พระเอกเปนคนเก่ง โปรไฟล์เริ่ด เปนนักกีฬาโอลิมปิกเหรียญทอง ทั้งที่เกิดมาในครอบครัวยากจน ขณะที่ตัวมันเกิดในครอบครัวร่ำรวยพร้อมพรั่งบริบูรณ์ไปเสียทุกอย่าง แต่ดันทำอะไรไม่รุ่งเลยสักอย่างเดียว ไม่ชอบเห็นใครดีกว่า-เก่งกว่า!! ทว่าเรากลับรู้สึกว่าเพราะอีผู้คุมมันเปน 'อีแอบ' ต่างหาก อยากได้แต่ไม่มีทางได้ เลยต้องหาทางกลั่นแกล้งทำลายเพื่อความสะใจ หุหุ...





ซิงเกิ้ลเลดี้ เพราะเคยมีแฟน
(ธนกร พงษ์สุวรรณ, พ.ศ. ๒๕๕๗)

จริงๆเขียนยาวๆไว้ เหลืออีกนิดก็จะจบ แต่อ่านทวนแล้วรู้สึกว่ามันห่วย มีแต่พล่ามๆๆๆ ต้องรีไรท์เยอะ แถมตอนนั้นกำลังสติแตกอยู่พอดี เลยโยนทิ้งแม่งทั้งหมดนั่นแหละ!! งั้นขอพูดถึงสั้นๆไว้ ณ ที่นี้ละกัน ว่าเรื่องนี้ อั้ม พัชราภา สวยมาก สวยทุกมุม-ทุกช็อต-ทุกฉาก ราวกับเปนหนังที่สร้างขึ้นเพื่อให้เธอเล่นโดยเฉพาะ น่าเสียดายที่หนังใช้ประโยชน์ด้านความสวยของเธออย่างเดียว ด้านความสามารถทางการแสดงแทบไม่ได้เข้าไปแตะ #พูดตรงๆคือไม่แตะเลยด้วยซ้ำ อั้มเลยมีสถานะเหมือนตุ๊กตาสวยๆไว้ประดับตกแต่งหนังเท่านั้น

คนที่มีโอกาสได้โชว์ฝีมือการแสดงจึงหนีไม่พ้นชายหนุ่มที่เล่นเปนอดีตแฟนเก่า ซึ่งก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะเล่นดีควรค่าแก่การโชว์ จะขอพูดถึงแค่คนที่เห็นว่าเล่น 'ดีจริงๆ' คือ ปิ๊ป รวิชญ์ ในบทอดีตแฟนรุ่นใหญ่ ซึ่งถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกอึดอัดเหมือนคนน้ำท่วมปากตลอดเวลาออกมาได้ดีมากๆ ดูแล้วรู้สึกได้ว่าคนที่มันลังเล-ตัดสินใจไม่ถูก-จะเลือกทางใดก็ลำบาก เลยไม่เลือกแม่งสักทาง ปล่อยไปเรื่อยๆเฉื่อยๆแบบนี้ เด๋ว 'เวลา' ก็ช่วยหาทางออกให้เองนั้น มันมีบุคลิกแบบที่พี่ปิ๊ปแสดงในเรื่องนี้แหละ เห็นแล้วอยากเอาไม้ฟาดให้มีสติขึ้นมาบ้าง ว่าถ้าคุณไม่รู้จักต่อสู้ในสิ่งที่ต้องการ คุณก็จะไม่มีวันได้มันมาครอบครองอย่างเด็ดขาด! ส่วนคนที่เราว่าน่ากลุ้มที่สุดคือ เอกกี้ ซึ่งเล่นเยอะ-เล่นใหญ่-เล่นเว่อร์ทุกฉาก เหมือน 'จ้างร้อยแต่เล่นพัน' #คนจ่ายค่าตัวคงปลื้มเพราะนางทุ่มเทมากกกกก #แต่คนดูไม่ปลื้มด้วยเลยเพราะนางกรี๊ดกร๊าดจนน่าปวดหัว

นอกนั้นก็อย่างที่หลายคนว่ากันแหละ คือหนังยาวยืดเยื้อเกิ๊นนนน คงเพราะมีเรื่องให้เล่าเยอะ ซึ่งถ้าทำเปนละครทีวีก็น่าจะเหมาะ เวลาจะใส่มุกตลกล้อเลียนเสียดสีก็ทำได้เต็มที่ไม่ต้องกั๊ก คนดูจะได้มีเวลาเบรกไปดื่มน้ำปัสสาวะกันได้ตามสมควร แต่โดยส่วนตัวมีความรู้สึกว่าหนังดูได้เพลินๆนะฮะ คงเพราะเสน่ห์ของอั้มช่วยหนังไว้ได้มากจริงๆ





JUPITER ASCENDING
(The Wachowskis, 2015)

...ZZZZZzzzzzzzzzzZZZZZZZZZZZZzzzzzzzzzzzzz... #ไม่สามารถพูดอะไรถึงหนังได้เลยเพราะหลับตั้งแต่ต้นยันจบเรื่อง #นี่ยังไม่หายง่วงเลยอะ ...zzzzzzzzzzZZZZZZZZZZzzzzzzzzzzzzzzZZZZZZZZZZZZZZ...


ขอเก็บตกแค่นี้ละกันเนาะฮะ จริงๆก็ยังมีอีกสองสามเรื่อง แต่ขี้เกียจนึกแล้วว่าเคยรู้สึกกับมันอย่างไร อีกอย่างคือพอช่วง 'ดวงอาถรรพณ์' ผ่านพ้นไป ข้าพเจ้าก็กลับมาเขียนรีวิวหนังได้ตามปรกติ ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถตามอ่านได้จากบล็อกนี้ และขอขอบพระคุณทุกท่านที่กรุณาอ่านความเวิ่นของข้าพเจ้ามาจนถึงบรรทัดนี้... :'-P

9 เม.ย. 2558 13.23 น.

No comments: