INSURGENT
(Robert Schwentke, 2015)
ก็สนุกดีนะฮะ ถึงจะไม่ได้ดูภาคแรก แต่ก็พอจะงมๆดำน้ำตามเรื่องราวไปกับเค้าได้ เพราะมันก็ใช่ว่าจะซับซ้อน-ย้อนแย้ง-ตะแคงข้างมากมายนักหนา ชอบกราฟฟิกภาพที่ทำออกมาได้อลังการ-ตื่นตา-ตื่นตะลึง-ตึงโป๊ะ แลดูเปนหนังแฟนตาซีมากมาย เลยออกจะทำให้มันดูมีความหนักแน่นจริงจังน้อยกว่า The Hunger Games หลายเท่าอย่างช่วยไม่ได้
นางเอก เชลีน วู้ดลี่ย์ สวยมากๆอะ ตัดผมสั้นแล้วดูเก๋ ดูเท่ ดูปราดเปรียวแก่นเซี้ยวแคล่วคล่อง แถมยังดูตัวผอมเพรียวเรียวลง ไม่อวบระยะสุดท้ายแบบภาคแรกอย่างที่เคยมีคนค่อนขอด(ด้วยความรัก), พระเอก ธีโอ เจมส์ หล่ออย่างเดียวเลย! ถึงจะไม่ค่อยได้เล่นได้โชว์อะไรเท่าไหร่ #โชว์บทบาทการแสดง ^^ เพราะบทที่ได้ก็สุดแสนจะแบนราบมากๆ แบบว่ามีภารกิจหลักอย่างเดียวคือ ตั้งหน้าตั้งตารักนางเอก คอยปกป้องดูแลตลอดเว ทำให้เชื่อว่าคงมีหลายคนดูแล้วนึกอิจฉานางเอกเอามากๆ #แบบว่าอีนี่ก็ไม่ได้สวยแถมดูโง่แต่ได้กินผู้ชายหล่อเว่อร์! เพราะการมีคนมาหลงรัก ยอมทำเพื่อเราทุกอย่างเนี่ย มันยิ่งกว่าถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 อีกนะเธอว์ว์ว์ว์ว์
แอนเซล เอลกอร์ต พระเอก The Fault in Our Stars ก็โอเคนะ ดูบุคลิกแปลกตาไปหน่อย เพราะเล่นเปนคนขี้กลัว ไม่กล้าต่อสู้ #แต่พอหยิบเหล็กได้มันฟาดไม่ยั้งอะ! แต่เห็นแล้วรู้สึกอยากปกป้อง 5555+ เพราะหน้าตาแลดูโง่-เซื่อง-น่าเคี้ยวเอื้องมากๆ ^o^ แต่คนที่หลายคนเห็นตรงกันว่าขโมยซีนชาวบ้านตลอด คือ ไมล์ เทลเลอร์ ไอ้หนุ่มมือกลองแห่ง Whiplash ซึ่งน่าจะค้นพบแนวทางการแสดงของตนแล้ว คือการเล่นเปนคนมีบุคลิกเห็นแก่ตัว คิดแต่จะเอาตัวรอดอย่างเดียว แต่คนอื่นช่างหัวมัน! คือเล่นได้ตีบทแตกมากๆ เห็นหน้ามันออกมาทีไรนึกอยากเอาตีนถีบหน้าแม่งงงงงง :D
อีกคนที่เซอร์ไพรส์มาก เพราะไม่รู้มาก่อนว่าเล่นเรื่องนี้ด้วย คือ นาโอมิ วัตต์ ตอนเห็นครั้งแรกยังนึกว่าหน้าคุ้นๆ ต้องดูไปสักพักถึงนึกออกว่าคือขวัญใจข้าพเจ้าเอง หุหุ เล่นเปลี่ยนสีผมซะจนเกือบจำไม่ได้อะ เพราะดูสวย-สดใส-กระชากวัยวายป่วง (พลอยทำให้ เคท วินสเล็ต ตายไปเลย เพราะลุคดู 'ป้า' มากๆ #อวบระยะที่สามอีกต่างหาก ^_^) เข้าใจว่าน่าจะมีบทบาทสำคัญต่อไปยังภาคสามอีกนะ เลยยิ่งทำให้อยากดูเร็วๆจุง
สรุปว่าหนังก็ดูได้เรื่อยๆ มีฉากใหญ่ๆ ถล่มทลาย ชวนให้รู้สึกตื่นตาตื่นใจเรื่อยๆ แต่ในแง่ความดราม่าเร้าอารมณ์เมโลฯ ออกจะสู้ Catching Fire กับ Mockingjay ได้ลำบาก นอกจากจะไม่มีรักสามเส้าให้ลุ้นแล้ว เนื้อเรื่องก็ไม่ค่อยจะมีอะไรใหม่เล้ย ก็แค่วัยรุ่นไม่พอใจกับสภาพที่ตนเองเปนอยู่ และอยากทะลุกำแพงออกไปผจญโลกกว้าง บลาๆๆๆ
แต่ชอบที่หนังเหมือนจะเน้นย้ำกับคนดู ว่าทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้น มันมีเหตุผลของมันที่ทำให้มันเกิด ไม่ว่าเราจะมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงหรือไม่ก็ตาม การแบกรับความผิดบาปทั้งมวลนั้นไว้โดยลำพัง #พูดง่ายๆคือเอาแต่โทษตัวเองตลอด ก็มิใช่สิ่งที่พึงกระทำ หนทางเดียวที่เราควรทำเพื่อให้ตนเองได้พบกับความสงบสุขในชีวิต คือต้องรู้จักให้อภัยตนเอง... :'-P

No comments:
Post a Comment