Wednesday, September 16, 2015

แม่เบี้ย (พ.ศ. ๒๕๕๘)



แม่เบี้ย
(ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล, พ.ศ. ๒๕๕๘)

บันเทิงที่สุด! บอกเลยว่ายุคนี้ดูหนังอะไรแล้วจะให้รู้สึก 'บันเทิง' เท่าดูหนังหม่อมฯ เป็นไม่มี! แบบว่าดูแล้วยิ้มขำตามไปได้ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ พูดได้ด้วยซ้ำว่าชอบ แม่เบี้ย เวอร์ชั่นนี้ม๊ากกกก #เสียงสูงปรี๊ดดดด เปนเพราะเรามองว่ามันเปนคนละ แม่เบี้ย กับนิยายของ วาณิช จรุงกิจอนันต์ อะ เลยทำให้นั่งดูไปได้ด้วยความเพลิดเพลินเจริญใจสุดขีด อะไรที่ขวางหูขวางตาก็มองผ่านไปได้อย่างน่าแปลกใจตัวเองเปนที่ยิ่ง


แม้ว่าเวอร์ชั่นนี้ 'คุณ' จะดูตัวใหญ่จนแลดูเปนญาติผู้น้องของ 'โบอา งูยักษ์' ก็ตาม เราก็หาได้แยแสสนใจ! กลับมีความรู้สึกว่ามันก็เปนสิทธิอันชอบธรรมในการตีความของหม่อมฯ อะเนาะ เพราะในนิยายก็ไม่ได้ให้คำอธิบายใดๆ ชัดเจนเกี่ยวกับ 'คุณ' เท่าใดนัก คือทิ้งไว้ให้รู้สึกคลุมๆ เครือๆ ค้างคาอยู่ในใจคนอ่านให้ไปคิดกันเอาเองว่า 'คุณ' เปนสัญลักษณ์ของอะไร ซึ่งสำหรับเราถือว่าการดูหนังเรื่องนี้ เสมือนว่าเราได้เข้าไปนั่งในชั้นเรียนที่หม่อมฯ กำลังบรรยายวิเคราะห์เนื้อหาเรื่องราวของนิยายเรื่องนี้ให้เราฟังอย่างละเอียด-ปรุโปร่ง-ล้อนจ้อน-เปลือยเปล่า สิ่งใดที่เปนความคลุมเครือ ไม่ชัดเจน ชวนฉงนสงสัยนานาประการ หม่อมฯ ก็ค่อยๆ หยิบยกมาอธิบายให้ฟังจนชัดเจนแจ่มแจ้ง-แดงแจ๋แทงทะลุไปเสียทุกสิ่งอย่าง

ไม่ว่าจะเปนประวัติความเปนมาของ 'คุณ' งูเห่าลึกลับที่สิงสู่อยู่ ณ เรือนไทยโบราณริมแม่น้ำในจังหวัดสุพรรณบุรี รวมถึงชาติกำเนิดอันแท้จริงของ ชนะชล (ชาคริต แย้มนาม) พระเอกของเรื่อง ซึ่งมีปมประเด็นดราม่าแย่งชิงอำนาจภายในครอบครัวเปนส่วนเสริมความเข้มข้น ซึ่งเรื่องพวกนี้ล้วนไม่เคยปรากฏมาเลยใน แม่เบี้ย ทุกเวอร์ชั่นที่สร้างก่อนหน้า 

นี่จึงเปนหนึ่งในเหตุผลหลักที่ทำให้เรารู้สึก 'ทึ่ง' และ 'ปลื้ม' แม่เบี้ย เวอร์ชั่นหม่อมฯ มากกว่าเวอร์ชั่นก่อนๆ ที่แลดูค่อนข้างให้ความเคารพบทประพันธ์กันชนิด 'ตะพึดตะพือ' พูดอีกแบบคือซื่อสัตย์ต่อต้นฉบับเกินไป จนไม่กล้าตีความเพิ่มเข้าไป ตรงข้ามกับหม่อมฯ ที่กล้าหาญในการจะตีความและขยายความเพิ่มเติมเสริมแต่งในส่วนที่เห็นสมควรขยาย โดยไม่ทำให้รู้สึกว่าเปนการนำบทประพันธ์ดีๆ มาย่ำยีปู้ยี้ปู้ยำ เอิ่มมมม... #ทำเปนลืมๆจันดาราไปละกัน #เรื่องนั้นข้าพเจ้าก็รับไม่ได้เหมือนกัน #สาปส่งหนังและผู้กำกับกันไปเลย #รีเทิร์นมารักหม่อมฯอีกครั้งเพราะแผลเก่าเวอร์ชั่นอินเตอร์ฯนั่นแหละ ^_^

แม้ว่า 'คุณ' ของหม่อมฯ จะดูเปนอนาคอนด้าแห่งป่าอะเมซอนก็จริง แต่ถ้าคิดตามที่ เมขลา (กานต์พิสชา เกตุมณี) พูดในหนังว่า 'คุณ' เปนเหมือนญาติผู้ใหญ่ที่คอยทำหน้าที่ดูแลและสอดส่องความประพฤติของเมขลา ยามไปมีสัมพันธ์สวาทกับผู้ชายกลับมาถึงบ้าน ก็จะพบกับสายตาตำหนิติเตียนของ 'คุณ' เลยทำให้พอเข้าใจได้ว่า เหตุใดหม่อมฯ จึงให้ 'คุณ' มีขนาดร่างกายใหญ่โตปานนั้น (อดคิดไม่ได้ว่า หม่อมฯ ดูจะนิยมแนวคิด SIZE DOES MATTER เสียจริง! เพราะถ้าเอางูตัวเล็กๆ มาเข้าฉาก มันก็จะดูไม่น่าเกรงขาม ไม่ Grandeur ไม่ Larger Than Life ไม่แลดูเปนญาติผู้ใหญ่อันควรแก่ความเคารพนับถือ-กราบไหว้บูชา อะไรทำนองนั้นละมัง ^^)

ที่สำคัญคือตัวเรานั้น สงสัยมาตลอดตั้งแต่อ่านนิยายแล้วว่า ทำไมตอนจบ เมขลาถึงจับ 'คุณ' ฟาดกับโต๊ะจนตายได้ง่ายๆ ซึ่งหนังเวอร์ชั่นก่อนก็ทำตามในหนังสือเป๊ะๆ ดูแล้วก็ไม่เคยได้คำตอบที่กระจ่างใจเลยสักครั้งเดียว จนมาดูเวอร์ชั่นนี้ของหม่อมฯ ซึ่งหาทางเลี่ยงการมีฉากนี้ได้อย่างสวยงาม พูดให้ชัดๆคือฉากนี้ถูกตัดออกไป! #แต่จะเปลี่ยนเปนอะไรไปดูกันเอาเอง :-P เข้าใจว่าหม่อมฯ คงเห็นเปนการไม่เหมาะควรที่เมขลาจะลงไม้ลงมือกับ 'สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าญาติผู้ใหญ่' ถึงขนาดนั้น อีกทั้งด้วยขนาดร่างอันมหึมาของ 'คุณ' กว่าเมขลาจะจับตัวฟาดกับโต๊ะได้ ตัวนางคงหักกลางเสียก่อนเปนแน่ #หุ่นนางแบบเสียขนาดนั้น แถมอาจจะกลายเปนฉากที่ทำให้หนังดูตลกโดยไม่ตั้งใจ เพิ่มจากฉากที่ไม่ตั้งใจให้ตลกซึ่งมีให้หัวเราะกันเกือบทั้งเรื่องอยู่แล้ว เช่น การให้ 'คุณ' ผงกศีรษะรับการทักทาย แถมยังกระดิกหางริกๆ เปนงูหางกระดิ่งนั้น ดูแล้วทั้งขำทั้งน่ากลุ้มใจ บอกเลยว่าถ้าหนังจะดูแย่ ดูไม่ดี ก็เพราะฉากบ้าๆ บวมๆ ทำนองนี้แหละฮะ

ส่วนฉากเซ็กส์นั้นหายห่วงฮะ พูดเลยว่าหนังหม่อมฯ ตั้งแต่ ชั่วฟ้าดินสลาย เปนต้นมา เรื่องไหนไม่มีฉากเซ็กส์แรงๆ เห็นนมเห็นก้นนักแสดงลอยเด่นเด้งไปเด้งมาแล้วละก็ ถือว่าผิด!! เพราะเปนหนึ่งในจุดเด่น-เอกลักษณ์-จุดขายอันแข็งแกร่งของหนังหม่อมฯ เลยก็ว่าได้ อย่างที่เคยพูดแล้วว่า หม่อมฯ ถ่ายทำฉากแบบนี้ได้สวย ดูแล้วแฟนตาซีบรรเจิดศรี ปลุกปั่นเร้าจินตนาการได้เหลือหลาย พูดอย่างไม่อายคือส่วนหนึ่งที่ทำให้ชอบดูหนังหม่อมฯ ในยุคหลังๆ #จริงๆคือตามดูหนังหม่อมมาตั้งแต่ยุคแรกโน่นละ #ไม่งั้นคงไม่กล้าประกาศตัวหรอกว่าเปนติ่งหม่อมฯ หุหุ ^.^ เพราะคิดว่าพ้นจากหม่อมฯ ก็คงไม่มีใครทำหนังไทยที่มีฉากแบบนี้ เอานักแสดงมีชื่อเสียงมาเปลือยอกโชว์บั้นท้ายให้ดูกันเต็มๆ ตาได้เปนแน่ (ไล่ดูไปเถอะว่ามีผู้กำกับหนังไทยสักกี่คนมี 'บารมี' พอจะบอกให้นักแสดงยอมแก้ผ้าเล่นหนังได้บ้าง)

เช่นเดียวกับความอลังฯ วังเวอร์นานัปการของฉาก ของพร็อพ ของการแสดง บลาๆๆ เพราะงั้น เลยคิดว่ายุคนี้ก็มีแต่หม่อมฯ คนเดียวเท่านั้นแล้วที่ยังทำหนังไทยแบบนี้ให้ดูกัน มันอาจจะดูเหมือนลิเกฝรั่ง ดูเชย ดูเฉิ่ม ดูประดักประเดิด ดูไม่เปนธรรมชาติ มีอะไรน่าขำขัน น่าหัวร่องอหายในหลายช่วงตอนของหนังก็จริง แต่ถ้าดูโดยไม่คิดมาก ไม่ตั้งเกณฑ์มาตรฐานอันใดให้วุ่นวาย ก็ต้องยอมรับว่าการดูหนังของหม่อมฯ นั้นยังให้เกิดความบันเทิงอุรา-หฤหรรษาอย่างแท้จริง... :'-P

No comments: