Monday, September 28, 2015

MAZE RUNNER: THE SCORCH TRIALS (2015)



MAZE RUNNER:
THE SCORCH TRIALS
(Wes Ball, 2015)

หนังสนุกจุง! เดินเรื่องเร็ว ปรูดปราด มีเวลาให้พักเหนื่อยหายใจหายคอน้อยมาก เพราะภาคนี้แม้จะยังคงคอนเซ็ปต์เดียวกับภาคแรก คือให้ตัวละครวิ่งหน้าตั้งหนีภยันตรายเหมือนเดิม แต่ก็เพิ่มเติมความใหญ่โตมหึมานานาของอันตรายเข้ามาอีกเพียบ ไล่มาตั้งแต่หลบหนีออกจากตึกที่ถูกจับกุมคุมขัง ไปเจอฝูงผีดิบในห้างสรรพสินค้าร้าง วิ่งหนีหลบหลีกฟ้าผ่ากลางทะเลทราย แล้วจึงไปเจอผีดิบอีกรอบในอุโมงค์ใต้ดิน #วิ่งไปวิ่งมาดันไปโผล่บนซากตึกได้ไงก็ยังงงๆ ^^ ทั้งยังอุดมไปด้วยฉากแอ็คชั่นยิงกันอุตลุตหูดับตับแตกกันเลยทีเดียว


ถือเปนอีกหนึ่งหนังนิยาย YA ภาคต่อที่ดูแล้วรู้สึก 'มันส์' ถึงในได้อารมณ์มากๆ พูดอีกแบบคือภาคแรกว่ามันส์แล้ว ภาคสองมันส์กว่า! ทำให้อยากดูภาคสามขึ้นมาทันควัน  #ได้ยินว่าจะไม่มีการแบ่งออกเปนสองตอนเหมือนหนังYAเรื่องอื่นด้วยนะ #ขอบพระคุณฝุดๆ #เบื่อมากไม่เข้าใจว่ามันจะแบ่งเรื่องเดียวเปนสองตอนทำไม *_* เชื่อแน่ว่าน่าจะมันส์กว่าภาคนี้อีกแน่ๆ เพราะพระเอก โธมัส (ดีแลน โอ' เบรียน) ได้ประกาศเจตนารมณ์ชัดในหนังแล้วว่าจะฆ่า ปธน.สโนว์ ให้จงได้! #เฮ้ย!! #นั่นมันHungerGamesนี่หว่า #ดูเยอะเรื่องแล้วจำสลับกันมั่วพิลึก! จะฆ่า เอวา เพจ (แพทริเซีย คลาร์คสัน) หมอใจทมิฬผู้ทำได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งการเข่นฆ่ามนุษย์ด้วยกันราวกับผักปลา เพื่อหาสูตรยารักษาโรคร้ายอันเปนต้นเหตุให้มนุษยชาติต้องประสบกับความวิบัติ

ซึ่งจะว่าไป มันออกจะแลดูเปนความขัดแย้งในเชิงจริยธรรมซะมิมีเนาะ! แบบว่าต้องการจะช่วยชีวิตคน แต่ขณะเดียวกันก็ต้องฆ่าคน จับคนมาทดลองโน่นนั่นนี่ น่ากลุ้มใจจัง แต่วันก่อนได้คุยกับคนเคยทำงานห้องแล็บตรวจหาเชื้อโรคในสัตว์ เลยทราบว่าต้องมีการฆ่าสัตว์จำนวนมากเช่นกัน เหตุผลคือถ้ามีการเผลอปล่อยให้สัตว์ที่ติดเชื้อหลุดออกไป อาจทำให้เกิดการตายยกเล้าขึ้นก็เปนได้ จึงต้องมีการยอมเสียสละชีวิตส่วนน้อย เพื่อรักษาชีวิตส่วนใหญ่เอาไว้ ซึ่งในเวลาต่อมาก็จะถูกนำไปฆ่าเพื่อแปรรูปเปนอาหารของมนุษย์อยู่ดี #ดูย้อนแย้งตลบแตลงตะแคงข้างจุงเบย #โลกนี้มันช่างซับซ้อนนนน... T__T

แต่ถึงงั้น หนังก็ให้เห็นชัดเจนนะฮะ ว่าแม้จะอ้างว่าตนทำเพื่อประโยชน์สูงสุดของมนุษย์โลก แต่เอวาก็ไม่ลังเลที่จะสั่งฆ่าทุกคนที่ขัดขวางนางแม้แต่น้อย ซึ่งข้อนี้ก็ทำให้นางแลดูเปน 'ปีศาจ' มากกว่าจะเปน 'แม่พระ' อย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งส่วนหนึ่งที่ทำให้อยากดูภาคสามเร็วๆก็เพราะว่าอยากเห็นจุดจบของนางกับไอ้ลิ่วล้อใจโหดนี่แหละ #แบบว่าในโลกแห่งความจริงเห็นคนชั่วลอยนวลอยู่เกลื่อนกล่นโดยที่ไม่อาจจัดการอะไรมันได้ #ขอให้ได้สะใจในหนังแทนก็ยังดี #ทำได้แค่นี้เจงๆ T.T

อย่างหนึ่งที่ดูแล้วรู้สึกชัดเจนกับมันมากๆในภาคนี้ น่าจะเปนเรื่องของมิตรภาพในหมู่เพื่อนนะฮะ หลายฉากดูแล้วตื้นตันจนบ่อน้ำตาตื้นเขินขึ้นทันที อย่างฉากที่ทุกคนเดินเรียงแถวอยู่กลางทะเลทราย 'แดนมอดไหม้' พร้อมใจกันหยุดนิ่งหลังได้ยินเสียงปืนกึกก้องขึ้นนั้น ทั้งที่รู้ว่าหนังมันตั้งใจบิ้วท์ ก็ยังไม่ได้ที่จะรู้สึก 'อิน' ไปด้วย #เปนโรคภูมิต้านทานดราม่าบกพร่อง ^o^ หรือฉากที่พระเอก ยังไงก็ไม่ยอมทิ้งเพื่อนเปนอันขาด ถ้าจะตายก็ตายด้วยกัน ดูแล้วซาบซึ้งอลึ่งฉึ่งอารมณ์เปนที่สุด ในหัวได้ยินเพลง "เพื่อนไม่เคย...ไม่เคยทิ้งกัน" ของป้าเอ๋ นรินทร ลอยแว่วขึ้นมาทันที ประหลาดใจตัวเองมาก ไม่รู้เปนบ้าอะไร 555+

สรุปว่ารอดูภาคต่อไปด้วยใจจดจ่อฮะ แต่ต้องรอถึงปี 2017 แน่ะ #นานเฟร่อออ... :'-P

No comments: