Monday, September 28, 2015

EVEREST (2015)



EVEREST
(Baltasar Kormákur, 2015)

พูดแบบเกรงใจ  #ค่ายหนังที่ใจดีมีเมตตาเรียกเราไปดูฟรี 555+ คือหนังก็ 'โอเค' นะฮะ พอดูได้เรื่อยๆ เพลินๆ ได้ความรู้มาประดับสมองหน่อยนุง ว่าเค้ามีธุรกิจรับพานักปีนเขาขึ้นไปให้ถึงยอดด้วยอะ ไม่เคยรู้มาก่อนเลยจริงๆ #นี่แหละคือความหมายของภาพยนตร์ยังให้เกิดปัญญา ^^ เนื้อเรื่องก็ไม่มีผิดคาดไปจากที่เห็นในตัวอย่างหนัง ซึ่งว่าด้วยเรื่องของเหล่านักปีนเขาที่ต้องการพาตัวเองขึ้นไปพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ อันเปนยอดเขาที่สูงสุดในโลก แม้ว่าจะมีผู้คนต้องสังเวยชีวิตตนเองนับจำนวนไม่ถ้วนก็ตาม แต่หาได้เปนเครื่องกีดขวาง-ห้ามปราม-ต้านทานเหล่านักปีนเขาที่ต้องการไปให้ถึงจุดสุดยอดของโลกให้จงได้ โดยไม่หวั่นเกรงอันตรายนานัปการที่จักเกิดขึ้นตลอดการเดินทางบนเทือกเขาแห่งนั้น


แต่หากให้พูดแบบไม่ค่อยเกรงใจเท่าไหร่ ขอบอกตรงๆเลยว่าหนังออกจะ 'น่าเบื้อ...น่าเบื่อ' อะ! ตลอดชั่วโมงแรกนี่แทบว่าจะหลับเสียให้ได้ #ขอบคุณคนนั่งข้างหลังที่ช่วยเอาขายันเบาะที่กูนั่งตลอดเรื่องด้วยนะ #สัส! เพราะเล่าเรื่องในแบบเกือบจะเปนหนังสารคดี มีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องการปรับสภาพร่างกายตามแคมป์ต่างๆ อะไรด้วยก็ไม่รู้ ดูแล้วงงๆ ไม่ค่อยเข้าใจ พูดเลยว่านอกเหนือจากการให้เห็นภาพทิวทัศน์อันยิ่งใหญ่-สง่างาม-โอฬารตระการตาของเทือกเขาเอเวอเรสต์ ซึ่งมีให้ดูอย่างเต็มอิ่มจุใจ #ควรค่าแก่การดูโรงIMAXเปนที่ยิ่ง #ดูแล้วรู้สึกเต็มตาน่าพรึงเพริดเตลิดจิตมว๊ากกกก ^o^ รวมถึงได้เห็นนักแสดงดังๆหลายคน #บางคนก็ตกอับไปแล้ว T__T ผลัดกันโผล่หน้ามาให้เห็นตลอดเรื่อง #ให้feelเปนหนังหายนะยุค70สุดๆ หนังก็แทบจะไม่มีอะไรกระชากใจ-ดึงดูดให้เรามีใจจดจ่อผูกติดไปกับมันได้เลย

โดยเฉพาะตัวละครนักปีนเขาแทบทั้งหมด ที่ไม่ทำให้เรารู้สึกผูกพันอยากเอาใจช่วยพวกเขาให้บรรลุถึงเป้าหมายที่ตั้งใจ คือการปืนขึ้นสู่ยอดเขาเอเวอเรสต์ได้สำเร็จเลยแม้แต่คนเดียว หรือหากจะมีให้รู้สึกเอาใจช่วยอยู่บ้างก็ดันไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับการขึ้นเขา แต่เปนเรื่องการกลับบ้านไปหาเมียกับลูกที่อยู่ในท้องเสียมากกว่า นอกนั้นก็อดไม่ได้ที่จะคิดว่าน่าจะตายๆไปเสียให้หมด เพราะดูแล้วก็ไม่รู้เลยว่าแต่ละคนมาปีนเขาด้วยจุดประสงค์อันใด #ทั้งที่หนังก็สร้างจากเรื่องจริงแท้ๆเนาะ #น่าจะทำออกมาได้สนุกสนานและมีสีสันกว่านี้อะปะ *_*

คนเดียวที่แลดูว่าจะมีเป้าหมายในการมาพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์มากที่สุด น่าจะเปนหญิงชาวญี่ปุ่นที่ตอบคำถามนักข่าวว่ามาปีนเขาเพื่ออะไร ว่าเปนเพราะเธอพิชิตยอดเขาหลักๆในโลกมาได้ 6 ลูกแล้ว เหลือเอเวอเรสต์เปนลูกสุดท้าย เลยมาเพื่อทำภารกิจแห่งชีวิตนี้ให้สำเร็จ ซึ่งถือเปนคำตอบที่น่าจะเข้าท่ามากที่สุด ต่างจากคนอื่นที่นอกจากจะไม่ให้คำตอบเปนเรื่องเปนราวแล้ว ยังทำเปนพูดว่านั่นก็ยังไม่ใช่คำตอบที่แท้จริงอยู่ดี #ห่าลาก #พวกมึงก็ไม่เห็นตอบอะไรเปนชิ้นเปนอันเลย #เหยียดเพศชิบหายฉากนี้ดูแล้วโกรธ :-( เลยไม่เข้าใจว่าที่แต่ละคนอุตส่าห์เสียเงินเสียทองเสียเวลามากมาย เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเล มาพบความลำบากลำบน-ทรมานทรกรรมลำเข็ญตัวเองในความหนาวเย็นบนเทือกเขานั้น เพราะมี passion ใดเปนแรงกระตุ้น นอกจากการได้ชื่อว่าเปนผู้พิชิตยอดเขาที่สูงสุดในโลก...เท่านั้นเองเหรอ!!!

ดูหนังจบ ก็ให้รู้สึกเห็นด้วยกับคำกล่าวของคุณ... (ขออภัย จำชื่อไม่ได้) ผู้เปนคนไทยคนแรกที่เคยไปพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์มาแล้ว ซึ่งรับเชิญให้ไปพูดบนเวทีก่อนหนังฉาย ได้ยินคำหนึ่งซึ่งเขาพูดประมาณว่า คนจะไปปีนเขาเอเวอเรสต์ได้ นอกจากต้องมีนั่น-นู้น-นี่แล้ว ยังต้อง 'เสียสติ' ด้วย! ซึ่งในหนังก็ทำให้รู้สึกได้ชัดเจนเลยว่า นักปีนเขาเหล่านั้นมัน 'เสียสติ' จริงๆ! อย่างที่บอกแล้วว่าหนังก็ไม่ได้ทำให้คนดูรู้สึกชัดเจนว่าพวกเขาไปปีนเขาเพื่อด้วยจุดมุ่งหมายใด #นอกจากกูมีเงินกูเลยมาปีนเขาเล่นแก้เซ็ง เลยไม่รู้สึกว่าการมาพิชิตเอเวอเรสต์ของพวกเขานั้น มันจะแลดูยิ่งใหญ่ เกริกเกียรติเกรียงไกร ควรค่าแก่การชื่นชม-ยกย่อง-แซ่ซ้องสรรเสริญตรงไหน!

พูดกันตรงๆ พอถึงฉากที่นักปีนเขาตะกายกันขึ้นไปสู่ยอดเขาได้สำเร็จนั้น เราถึงกับ #เบะปาก ออกมาเลยทีเดียว ขณะที่ในใจก็คิดว่า "ขึ้นไปถึงแล้วก็รีบๆลงเหอะ อยากเห็นฉากพายุถล่มเต็มทนแล้ว" เพราะนั่งเบื่อจนเมื่อยก้นเต็มที มีความรู้สึกว่าการได้เห็นตัวละครกระเสือกกระสน ดิ้นรนให้รอดพ้นจากความตาย ก็ยังออกจะน่าลุ้นน่าเอาใจช่วยกว่าการได้เห็นมันไปปีนเขา โดยที่เราไม่รู้ว่ามันไปปีนทำเพื่อ?

ก็ไม่รู้สินะฮะ อาจเปนเพราะว่าเราไม่เคยไปปีนเขา #ไม่เคยคิด ไม่เข้าใจอารมณ์ของคนชอบปีนเขา แถมหนังก็ไม่พยายามจะทำให้คนดูทั่วไปได้เข้าใจในอารมณ์แบบนั้นเสียด้วย เราเลยไม่รู้สึกเศร้าซึมซึ้งโศกอันใดกับการที่เห็นตัวละครต้องเอาชีวิตไปทิ้งบนนั้น มีคนเดียวที่รู้สึกใจหายเมื่อได้ทราบชะตากรรมคือหญิงชาวญี่ปุ่น นอกนั้นให้รู้สึกสมเพช-เหยียดหยาม-สมน้ำหน้าไปเสียทุกคน อดคิดไม่ได้ว่าถ้ามีแต่เงินเพื่อพาตัวเองไปปีนเขา งั้นก็สมควรแล้วที่จะขึ้นไปอยู่บนนั้นโดยไม่มีวันได้กลับลงมาอีก... :'-P

No comments: