ภาพติดตา
(พัฒนะ จิรวงศ์, พ.ศ. ๒๕๕๘)
ไปดูเมื่อสัปดาห์ก่อนโน้นในวันประกาศผลรางวัลเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 19 ซึ่งหนังเรื่องนี้ได้รางวัลชนะเลิศ ประเภทบุคคลทั่วไป เรียกอย่างเปนทางการคือ 'รางวัลรัตน์ เปสตันยี' นั่นเอง จากนั้นก็มากลับกดๆ คุ้ยๆ ดูใน youtube เพราะรู้สึกแบบเดียวกับตัวละครในหนัง คือชอบเพลงประกอบหนังเรื่องนี้มากๆ คือเพลง "ผีดวงดาว" ของ ชูเกียรติ ฉาไธสง ทำให้ได้รู้ว่ามีหนังให้ดูเต็มๆเรื่องแล้วทาง channel ของ ThaiPBS เลยจัดไปอีกรอบด้วยความปลาบปลื้มชื่นชมหนังล้วนๆ
เพราะชอบตั้งแต่ดูรอบแรกที่หอศิลป์แล้ว แต่ยังคิดอะไรไม่ค่อยออก เพราะตอนนั้นมัวแต่อึ้งๆ ตะลึงพรึงเพริด เตลิดอารมณ์ #จะเว่อร์ไปไหน ^^ แบบว่าดูหนังไทยมาตั้งแต่เด็กจนโต เพิ่งเจอเรื่องนี้แหละที่ให้ตัวละครเปน 'เกย์วัยชรา' ซึ่งหนังนำเสนอภาพออกมาได้น่ารัก ดูแล้วรู้สึกน่าเอ็นดูในบุคลิกท่าทีและการแสดงออกที่ไม่เว่อร์จนน่าหมั่นไส้ (อดคิดไม่ได้ว่าการ 'เกลียดตุ๊ด' ของคนเรานั้น ที่เกลียดเพราะเปนพวกเหยียดเพศจริงจังก็มี แต่ที่เกลียดเพราะทนความ 'เยอะ' ในจริตกิริยาของคนกลุ่มนี้ก็คงจะมีไม่น้อย) ทำให้ออกจะชื่นชอบและติดใจหนังมากเปนพิเศษ เช่นเดียวกับเพลงประกอบก็มีเนื้อหาที่บาดลึกและกินใจมากๆ ฟังแล้วรู้สึกซึมๆ เศร้าๆ เหงาๆ ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ทั้งยังช่วยขยายความเสริมส่งเนื้อเรื่องให้มีความชัดเจนมากขึ้นอีกต่างหาก
ขอออกตัวไปหน่อยหนึ่งก่อนนะฮะ ว่าที่ตัวเอง 'คิดและรู้สึก' เกี่ยวกับหนังอาจจะไม่ค่อยเปนไปในทางเดียวกับที่ผู้กำกับ และทางรายการ Talk to Films ตั้งประเด็นไว้สักเท่าไหร่ โดยเฉพาะที่พูดว่าเปนเรื่องเกี่ยวกับภัยพิบัติซึ่งส่งผลกระทบร้ายแรงต่อชีวิตมนุษย์ โดยทางรายการได้เชิญนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม บลาๆๆ ซึ่งอันนี้ก็แล้วแต่จะว่ากันไปอะนะ พูดอย่างเปนกลางๆก็ถือเปนความรู้ที่น่าสนใจดีฮะ แต่ว่าเราดูหนังแล้วกลับไม่ค่อย concern เรื่องสิ่งแวดล้อมโลกเลยอะ #รู้สึกผิด (อาจเปนเพราะได้ยินคำพูดตัวละครที่บอกว่า "โลกเรามันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด แต่เผอิญดันมีคนเข้าไปอยู่ตรงนั้น ก็เลยเรียกกันว่าภัยพิบัติ" ทำให้รู้สึกว่า งั้นมันก็ไม่ใช่ความผิดของโลกเลยสักนิด ที่จะเกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด พายุถล่ม และสึนามิ จนมีคนตายพร้อมกันนับพันนับหมื่นในคราวเดียว แต่เปนความผิดของมนุษย์เองต่างหากที่ดันไปอยู่ผิดที่ผิดทาง) เข้าใจว่าเพราะมัวแต่ 'อิน' กับประเด็นความรักและการรอคอยอันยาวนานหลายสิบปีกว่าจะสมหวังของตัวละครเสียมากกว่า
หนังเล่าเรื่องของ พร้อม (ภัควรรธ์ วานิชธิติพันธ์) เกย์วัยชราที่โทรศัพท์ไปหา ถนอม (วันชัย ธนะวังน้อย) ชายที่เขาหลงรักมาตั้งแต่ครั้งยังเปนนักศึกษาร่วมสถาบันเดียวกัน เพื่อทวงถามคำสัญญา ว่าเมื่อถึงวันที่พร้อมมีอายุครบ 70 ปีและยังไม่ตาย ถนอมก็จะพาเขาไปเที่ยว พูดอีกแบบคือไปเดทกันนั่นเอง ถนอมตกลงทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้ ทั้งคู่จึงหวนกลับมาพบกันอีกหลังห่างเหินกันไปนานหลายสิบปี เพื่อไปเที่ยวด้วยกันเปนครั้งแรก และอาจจะเปนครั้งสุดท้าย เนื่องจากพร้อมกำลังอยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิต เพราะถูกโรคร้ายคุกคาม
จะว่าไป เนื้อเรื่องที่เล่ามาก็ชวนให้รู้สึกเศร้าๆอยู่ไม่น้อยนะฮะ อย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือเปนเรื่องของความรักที่ไม่มีวันสมหวัง #รักเพศเดียวกัน ซึ่งเมื่อสามสิบสี่สิบปีก่อนที่สภาพสังคมยังไม่เปิดกว้างจนพอจะยอมรับกันได้เหมือนทุกวันนี้ ก็น่าคิดอยู่เหมือนกันว่าเกย์สมัยก่อน จะต้องเก็บกดอารมณ์-ทำหน้าชื่นอกครม-หวานอมขมกลืนกับความรักที่เปรียบเสมือน 'ประตูที่ปิดตาย' ในชีวิตของพวกเขาสักเพียงไหน โดยเฉพาะการไปหลงรักผู้ชายที่เปน 'รักต่างเพศ' #พูดง่ายๆคือไปรักผู้ชายแท้ เพราะงั้นที่ตัวละครพูดว่า "ตุ๊ดปี(สองห้า)หนึ่งหก กับตุ๊ดปี(สองห้า)ห้าแปด ก็ไม่ต่างกันนักหรอก" จึงน่าจะเปนความจริง! มิใช่ในแง่บุคลิกท่าทางการแสดงออกเพียงอย่างเดียว แต่หมายรวมถึงการที่ตุ๊ด ไม่ว่ายุคไหนก็ล้วนอยากได้ 'ผู้ชายแท้' มาเปนสามีด้วยกันทั้งนั้น
แต่ถึงแม้ว่าจะเปนรักที่ไม่มีวันสมหวัง ทว่าตัวละครก็แสดงออกชัดเจนถึงความคงมั่นในรักที่มอบให้อีกฝ่ายอย่างไม่เสื่อมคลาย เห็นได้ชัดเจนจากความอดทนรอคอยให้ถึงวันครบกำหนดสัญญาที่อีกฝ่ายเคยให้ไว้ ซึ่งไม่แน่ใจว่าเปนการให้คำสัญญาแบบส่งเดชหรือเปล่า แบบว่ารับปากพอให้พ้นๆตัว เพราะกว่าที่คนเราจะมีอายุครบ 70 ก็น่าจะนานจนลืม หรือบางทีอาจตายไปก่อนก็เปนได้ พอคิดแบบนี้ เลยทำให้รู้สึกว่าพลัง 'มโน' ของตุ๊ดนี่ช่างกล้าแกร่งแข็งแรงจริงๆ คือมีน้ำอดน้ำทนในการเฝ้ารอให้ผู้ชายพาไปเที่ยวได้อย่างเหลือเชื่อ ทั้งที่ก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจว่าผู้ชายคงให้สัญญาไปงั้นๆเอง ไม่น่าจะจริงจังอะไรนัก มีแต่ฝ่ายตุ๊ดเท่านั้นแหละที่ดันไปถือเปนจริงเปนจังอยู่คนเดียวมาหลายสิบปี ทั้งที่ควรจะลืมๆไปเสียตั้งนานแล้ว
แต่ก็นั่นแหละ ลงว่าถึงขนาดมี 'ภาพติดตา' อันจดจำฝังใจตลอดมา แถมในห้องนอนยังมีสิ่งของ #ภาพโปสเตอร์หนังที่ผู้ชายถ่ายทำ ไว้เปนเครื่องเตือนให้รำลึกนึกถึงเขาอยู่ตลอด โอกาสที่จะลืมเลือนแม้ว่าจะเหินห่างจากกันไปนานจึงเปนไปได้ยาก #พูดง่ายๆคือคนมันรักเสียแล้วอะเนาะ ข้อสำคัญคืออาจมีเรื่องของยุคสมัยมาเกี่ยวข้อง คือเข้าใจว่าสภาพสังคมยุคก่อนซึ่งยังปิดกั้นคนรักเพศเดียวกันอยู่มาก ตุ๊ด/เกย์/เก้งกวาง/กะเทยยังเปนเหมือน 'ตัวประหลาด' ในสายตาคนส่วนใหญ่ในสังคม ทำให้พวกเขาต้องใช้ชีวิตอย่างหลบซ่อน ปิดบังอำพรางความต้องการแท้จริงของตน มิให้ผู้อื่นรับรู้ ยิ่งเทคโนโลยียุคก่อนยังไม่ก้าวหน้า โอกาสที่ตุ๊ดผู้หลบอยู่ในมุมมืดจะเปิดตัวออกไปพบประสบการณ์แปลกใหม่ในชีวิตก็ยิ่งมีน้อย พูดให้ชัดเจนคือการไม่ค่อยได้ออกพบเจอคนใหม่ๆในชีวิต ทำให้การเลิกหวังลมๆแล้งๆกับความรักที่มีต่อใครสักคนจึงเปนไปได้ยาก
เพราะงั้น ความคิดที่ว่าคนสมัยก่อนมีความรักอันยืนยงมั่นคงกว่าคนสมัยนี้ จึงอาจเปนความคิดที่คลาดเคลื่อนจากความเปนจริงอยู่ไม่น้อย ต้องพูดว่าเพราะคนสมัยก่อนมีทางเลือกในชีวิตน้อยกว่าคนสมัยนี้ น่าจะถูกกว่า
เอ...ยิ่งเขียนๆไป จากที่ชื่นชมก็ทำท่าจะกลายเปนสับหนังเสียแล้ว #เพราะมัวแต่โยงโน่นนี่ไปในทางลบ -_-' งั้นขอยืนยันอีกครั้งว่า 'ชอบ' หนังเรื่องมากๆ เปนความชอบด้วย 'อารมณ์' ล้วนๆ ไม่ควรจะต้องมี 'เหตุผล' ใดๆมาพิจารณา เพราะเด๋วจะกลายเปนไม่ชอบแทน #อ้าวววว... ^_^ แต่ที่มานั่งเขียนเปนวรรคเปนประโยคเปนย่อหน้าอยู่นี้ ก็แค่อยากชวนให้ทุกคนดูหนังเรื่องนี้กัน ไปตามลิงก์นี้เลยฮะ --> https://youtu.be/QGtTyp8xLEc ... :'-P
No comments:
Post a Comment