Wednesday, September 9, 2015

NO ESCAPE (2015)


NO ESCAPE
(John Erick Dowdle, 2015)

หนังดูสนุกพอใช้ได้อะนะฮะ พล็อตเรื่องก็เปนไปตามแนวหนังระทึกขวัญ-ผจญภัย ที่คอหนังน่าจะเดากันได้ พูดอีกแบบคือถ้าได้ดูตัวอย่างหนังก็น่าจะเดาเรื่องได้ทะลุปรุหมด #ขอเล่าไว้หน่อยเผื่อมีคนไม่ได้ดู ^^ เรื่องของครอบครัวชาวอเมริกันครอบครัวหนึ่งที่เพิ่งเดินทางมาพำนักยังประเทศหนึ่งในเอเชีย แล้วประสบกับเหตุความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศซึ่งลุกลามกลายเปนสงครามกลางเมือง เมื่อประชาชนพร้อมอาวุธครบมือลุกฮือขึ้นต่อสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐ ส่งผลให้ครอบครัวชาวอเมริกันครอบครัวนี้ต้องพยายามหนีตายเพื่อเอาตัวรอดออกไปจากดินแดนอันเปรียบเสมือนนรกบนดินสำหรับพวกเขาให้ได้


ชอบที่หนังไม่พยายามพูดถึงเนื้อหาอะไรที่ยุ่งยาก เช่นเรื่องปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองอันเปนตัวจุดชนวนให้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้น ก็ถูกนำเสนอเพียงผ่านๆ แค่ให้รู้ว่าการที่ประชาชนลุกฮือขึ้นมาก่อการจราจลนั้นก็เนื่องมาจากความโกรธแค้นที่มีต่อนโยบายการบริหารประเทศของผู้นำประเทศซึ่งถูกลอบสังหารไปเปนที่เรียบร้อย โดยเฉพาะกับการนำเอาทรัพย์สินของชาติไปขายให้คนต่างชาติ อะไรประมาณนั้น แต่หนังกลับมุ่งเน้นไปที่สถาวะความกดดัน ความกลัว และการพยายามต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดของตัวละครที่ติดกับอยู่ในดินแดนที่ตนไม่คุ้นเคย ไม่รู้จัก เพราะเพิ่งเดินทางมาเยือนเปนครั้งแรก แต่กลับตกเปนเป้าหมายของการถูกทำลายชีวิตจากคนที่ตนไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันมาก่อน โดยที่ตนเองก็ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรด้วย ทำให้เขาต้องหาทำให้ตนเองและครอบครัวปลอดภัยจากอันตรายอย่างสุดความสามารถ

อีกอย่างที่ชอบคือ ตัวละครเอกของหนัง (โอเว่น วิลสัน) ก็ดูเปนคนธรรมดาๆ ไม่ได้มีความเปนฮีโร่อะไรอยู่ในตัวแม้แต่น้อย แต่เมื่อต้องประสบเหตุร้ายโดยไม่คาดฝัน พูดง่ายๆคือ 'ซวย' และโดยเฉพาะเมื่อมีเมียและลูกๆให้ต้องคอยปกป้องดูแล เขาก็ทำตัวเปนฮีโร่ได้อย่างน่าชื่นชม แม้ว่าบางวิธีการอาจจะชวนให้รู้สึกกระอักกระอ่วนเกินไปสักหน่อย อย่างฉากที่ต้องกระโดดข้ามไปยังอีกตึกหนึ่ง ซึ่งเปนฉากที่ได้ยินเสียงหัวเราะจากคนดูในรอบเดียวกันอยู่พอสมควร ไม่แน่ใจว่าเพราะจังหวะการนำเสนอไม่ดี หรือเพราะแอ็คติ้งนักแสดง หรือเพราะการเซ็ตสถานการณ์มันดูพิกลเกินไป ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ส่วนตัวมีความรู้สึกว่าเปนฉากที่ทำออกมาชวนลุ้นเอามากๆ แล้วหนังก็ไม่ได้ทำฉากนี้ออกมาให้ดูเกินจริง แต่เปนภาวะของตัวละครที่แสดงปฏิกิริยาออกมาตามสถานการณ์ที่เขาต้องเผชิญจริงๆ...เล่าแค่นี้ละกัน #เล่าเยอะเด๋วสปอยล์ ^_^ 

ดูหนังเรื่องนี้แล้วอดคิดถึงตัวเองไม่ได้ ว่าถ้าต้องไปตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน จะมีปัญญาวิ่งหนีเอาตัวรอดได้ทันมั้ย อย่างฉากที่พระเอกต้องวิ่งหนีฝูงชนที่กำลังบ้าคลั่ง วิ่งไล่จับคนต่างชาติมาสังหารเหมือนผักปลานั้น นึกถึงตอนเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ที่ประเทศรวันดา ประมาณว่าใครไม่ใช่พวกเรา จับมันฆ่าทิ้งให้หมด อะไรแบบนั้น มันเปนพฤติกรรมที่โหดเหี้ยมอำมหิตมากๆ รู้สึกได้เลยว่าฝูงชนเวลาบ้าคลั่ง ไร้การควบคุมนั้น มันน่ากลัวไม่มีอะไรเทียบ เพราะมันไม่คำนึงถึงมนุษยธรรมใดๆอีกต่อไปแล้ว มีแต่ความโหดร้ายกระหายเลือดล้วนๆ ดูแล้วรู้สึกหดหู่ปนสยอง ไม่อยากให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในมุมใบของโลกใบนี้เลยจริงๆ #แบบว่าเปนคนโลกสวยอะ... :'-P

No comments: