ฟรีแลนซ์
ห้ามป่วย.. ห้ามพัก.. ห้ามรักหมอ
(นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์, พ.ศ. ๒๕๕๘)
ชอบที่สุด! แต่ดูแล้วออกจะรู้สึกขยาด-หวาดกลัวชีวิตการเปนฟรีแลนซ์ขึ้นมาทันควัน เพราะมันแลดูจะไม่ค่อยตรงกับภาพที่ 'มโน' ไว้ในใจเท่าไหร่ ว่าการเปนฟรีแลนซ์ซึ่งเรียกอีกแบบว่า 'มือปืนรับจ้าง' รับทำงานเปนชิ้นๆ ทำเสร็จส่งแล้วก็รับเงิน ถือเปนอันสิ้นสุด หมดพันธะผูกพันใดๆ โปรเจ็คท์ต่อไปค่อยมาว่ากันใหม่นั้น มันน่าจะต้องเปนการทำงานที่ชิลๆ สบายๆ ไม่รีบร้อน มีเวลาเหลือเฟือ มีอิสระมากมาย อยากทำงานที่ไหน-เมื่อไหร่-อะไรยังไง ก็สามารถเลือกได้ตามใจชอบ เพราะไม่ต้องตอกบัตรเข้างาน ไม่มีเจ้านายเรื่องมาก-เอาแต่ใจมาคอยชี้นิ้วบงการให้ทำโน่นนี่นั่นตามคำสั่ง เพราะ 'ฟรีแลนซ์' คือการเปนเจ้านายตัวเอง มีสิทธิ์เลือกที่จะทำงานใดหรือไม่ทำงานใดก็ย่อมได้ #เด๋วนะนั่นมันอาชีพลูกมหาเศรษฐีอะป่าว :-P
แต่กลายเปนว่า ความเปนฟรีแลนซ์ที่ปรากฏในหนังเรื่องนี้ กลับเปนตรงกันข้ามกับทุกสิ่งที่กล่าวไปอย่างสิ้นเชิง เพราะ ยุ่น (ซันนี่ สุวรรณฯ) เปนฟรีแลนซ์ที่ต้องทำงานหนัก-หามรุ่งหามค่ำ-เอาเปนเอาตาย จนไม่ได้หลับได้นอนติดต่อกันหลายวัน ส่งผลให้ร่างกายเกิดอาเพศวิปริต คืออยู่ๆมีผื่นผุดขึ้นตามเนื้อตัว เปนสัญญาณเตือนให้รู้ว่ามีบางสิ่งผิดปรกติเกิดขึ้นกับสุขภาพของเขาอย่างโจ่งแจ้ง ยุ่นจึงจำต้องไปหาหมออย่างหมดทางเลี่ยง เพียงเพื่อจะพบว่าการต้องปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของหมอโดยเคร่งครัด เพื่อให้ตนเองหายจากอาการผิดปรกติที่กำลังคุกคามชีวิต แถมยังส่อวี่แววว่าจะรุนแรงลุกลามยิ่งขึ้นได้อีก มันเปนอุปสรรคขัดขวางการทำงานของเขาอย่างแท้จริง ยุ่นจึงเหมือนตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก กล่าวคือ ถ้าเพิกเฉย ไม่ยอมทำตามคำแนะนำของหมอ อาการของโรคก็มีแต่จะกำเริบหนัก แต่ครั้นจะทำตามที่หมอสั่ง มันก็ส่งผลกระทบกับการทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พูดง่ายๆคือเลือกทางไหนก็เสียหายทั้งขึ้นทั้งล่อง
ไม่แน่ใจว่าคนที่ไม่ได้ทำงานฟรีแลนซ์ แล้วมาดูหนังเรื่องนี้จะเกิดความรู้สึก 'อิน' ไปกับสภาพชีวิตของยุ่นสักแค่ไหน แต่สำหรับน้องมอด แม้จะยังไม่เคยได้ใช้ชีวิตเปนฟรีแลนซ์เต็มตัว แต่ดูหนังแล้วก็เข้าอกเข้าใจอารมณ์ของยุ่นเอามากๆ รู้เลยว่าคนเปนฟรีแลนซ์นั้นมีความกระหายอยากได้งานมากมายขนาดไหน เพราะว่าถ้าไม่มีงานเข้า ก็เท่ากับว่าขาดรายได้ แล้วที่ได้ๆในแต่ละเดือนนั้นก็ใช่ว่าจะแน่นอนเหมือนคนทำงานประจำ แถมกว่าจะได้เงินมาแต่ละครั้งก็ต้องรอกันนานนับเดือน ต่างจากตอนให้งานมาทำกลับให้เวลาแค่ไม่กี่วัน ทำให้ต้องเร่งมือทำกันจนตาเหลือก-หูตูบ! ซึ่งตัวน้องมอดเองก็เปนแบบเดียวกันนี้แหละ คือเวลามีงานเข้ามาให้ทำ ก็จะปิดประตูขังตัวเองนั่งอยู่หน้าจอคอมฯ ทำๆๆๆไปจนกว่าจะเสร็จ #หรืออย่างน้อยก็ต้องใกล้เสร็จ ข้าวปลาไม่ยอมกิน #กินแต่กาแฟ ใครมาชวนไปไหนก็ไม่ยอมไป ส่วนโทรศัพท์ก็เปิดโหมด airplane ราวกับได้นั่งเครื่องบินตลอดเว ด้วยว่าในห้วงยามนั้น ในใจมีแต่จะร้อนรนกระวนกระวาย กลัวว่าจะทำงานเสร็จไม่ทันตามกำหนด ซึ่งถือเปนเรื่องคอขาดบาดตายสุดๆ เพราะมันเสี่ยงต่อการถูกมองว่าเปนคนขาดความรับผิดชอบ นัดแล้วไม่เปนนัด อาจส่งผลต่อการได้งานมาทำต่อ
อย่างที่ยุ่นพูดไว้ในหนังว่า "วงการฟรีแลนซ์มันโหดร้าย" นั้น น้องมอดเห็นด้วยสัสๆ! เพราะลูกค้ามีสิทธิ์จะเปลี่ยนใจไปจ้างคนอื่นได้ทุกเมื่อ ยิ่งถ้าเปนงานที่เราทำได้ ใครๆก็ทำได้ ด้วยแล้ว คำว่า 'คนเก่าๆที่คร่ำหวอดในยุทธจักรมาก่อน' แทบจะไร้ความหมาย ในเมื่อมีเด็กรุ่นใหม่ๆ ค่าแรงถูกและมีเรี่ยวแรงพละกำลังเต็มเปี่ยมในระดับอึดกว่า-ถึกกว่า-ทนกว่า พร้อมจะก้าวเข้ามาในวงการเดียวกันทุกวัน ดังเช่นที่ยุ่นก็กำลังโดน เจิด เด็กรุ่นน้องวิ่งไล่ตามหลังมาติดๆ ชนิดหายใจรดต้นคอ! ซึ่งน่าจะทำให้เขาหงุดหงิดด้วยรู้สึกว่าความมั่นคงในชีวิตกำลังเริ่มสั่นคลอน จากที่แต่เดิมมันก็ไม่ได้มั่นคงเท่าไหร่อยู่แล้ว #เปนฟรีแลนซ์นี่มันมีแต่อะไรแย่ๆเนาะ ^-^
ยอมรับว่าถ้าเปนสักหลายๆเดือนก่อน #เกินหกเดือน ^.^ น้องมอดคงดูหนังเรื่องนี้ด้วยความรู้สึก 'อิน' อย่างบ้าคลั่งกว่าที่เปนหลายเท่า แบบว่า...คงจะเห็นดีเห็นงามไปกับทุกสิ่งอย่างที่ยุ่นทำ แม้แต่การไปหาหมอเพื่อรักษาอาการป่วยก็คงมองว่าเปนเรื่องยุ่งยากน่ารำคาญ ซึ่งมันก็น่ารำคาญจริงแหละ น้องมอดเลยป้องกันด้วยการไปออกกำลังกายแทน (ไม่แน่ใจว่ามันจะป้องกันได้สักแค่ไหน กลายเปนว่ายิ่งไปออกก็ยิ่งป่วยบ่อยกว่าตอนไม่ออกเสียอีก *_*) แต่ถึงงั้น น้องมอดก็ยังคงเชื่อว่า ถึงที่สุดของคนเรา ย่อมมิมีสิ่งใดสำคัญมากเกินไปกว่าการมีสุขภาพร่างกายที่ดีหรอก มันอาจจะฟังดูโบราณ แต่ก็โคตรจะเปนความจริงเลยนะ ที่เค้าว่ากันว่า "ความไม่มีโรคเปนลาภอันประเสริฐ" เพราะคนเราจะมีความสุขกับชีวิตได้อย่างไร หากว่าร่างกายเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา มีแต่จะรำคาญหงุดหงิดเสียไม่ว่า #บางคนขนาดไม่เจ็บปวดยังหงุดหงิดตลอดได้เลยอะ 555+
เลยกลายเปนว่า แทนที่น้องมอดจะเห็นด้วยกับคำพูดของยุ่นที่บอก หมออิม (ใหม่ ดาวิกา) ว่าตน "ไม่กลัวตาย" เพราะยังไงคนเราทุกคนก็ต้องตายนั้น บอกเลยว่าตอนนี้น้องมอดค่อนข้าง 'กลัวตาย' มาก โดยเฉพาะตายแบบทรมาน เช่นป่วยหนักด้วยโรคร้าย ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ต้องกลายเปนภาระของคนอื่น รวมถึงการตายก่อนวัย-ตายโหง-ตายแบบศพไม่สวย เช่น เดินข้ามถนนตรงทางม้าลาย แล้วมีรถเก๋งพุ่งชน T__T คือว่า...ถ้าเปนไปได้ก็อยากจะ 'แก่ตายไปเองเฉยๆ' เหมือนใบไม้เก่าแก่โดนลมพัดปลิวแล้วร่วงหล่นลงจากต้นลงสู่พื้นดิน อะไรทำนองนั้น #แลดูโรแมนติกเนอะ อิอิ
แต่พูดให้ถึงที่สุดจริงๆ คือน้องมอดไม่อยากตายเพราะนั่งทำงานให้คนอื่นอะ มีความรู้สึกว่าถ้าต้องกลายเปนมันแบบนั้น มันเปนชีวิตที่น่า 'สมเพช' มากๆนะ ไม่เหมือนการตายอย่างเดียวดายเพราะกำลังสร้างงานเปนของตัวเอง ซึ่งชวนให้รู้สึกถึงความมี dignity มากกว่า! เพราะงั้น น้องมอดเลยค่อนข้างเห็นด้วยกับการตัดสินใจของ เจ๋ (วี วิโอเล็ต) ที่เลือกทางเดินใหม่ให้แก่ชีวิตตน คือการมีแฟน แต่งงาน และมีลูก พูดอีกแบบคือหา 'ความสุข' ให้ตัวเอง แทนการมีชีวิตที่เอาแต่คร่ำเคร่ง เอาเปนเอาตายอยู่กับงาน จนละเลยชีวิตตัวเองในทุกๆด้านอย่างที่ยุ่นเปน (ซึ่งเท่าที่ดูจากหนัง ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจนัก ว่าทำไมยุ่นถึงต้องเปนคนบ้างานหนักหนา มีความจำเปนหรือแรงผลักดันอะไรที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังให้เขาต้องกลายเปนคนทำงานแบบหัวไม่วาง หางไม่เว้น #กระทั่งแม่บอกให้ช่วยรีทัชรูปให้ก็ยังไม่ทำ #โชคดีที่หนังไม่มีฉากคลีเช่ในตอนท้ายด้วยการให้ยุ่นหยิบรูปแม่มาแต่งในช่วงที่ตนตกงาน เพราะหนังบอกแต่เพียงว่าเขาเปนคนชอบทำงาน ถือการทำงานเปนสรณะแห่งชีวิต แม้จะถือเปนคุณสมบัติที่ดี แต่การเอาเป็นเอาตายกับมันมากเกินไป มันก็ย่อมกลายเปน 'โทษสมบัติ' ได้เหมือนกัน ดังเช่นอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นกับยุ่นนั่นเอง)
พล่ามมาเยอะละ! รู้สึกเหมือนยิ่งเขียนยิ่งวนราวพายเรือในอ่าง ไม่ไปถึงไหน เอาเปนว่าขอบอกอีกทีละกัน #ย้ำ! ว่า 'ชอบ' หนังมากๆอะ! เปนหนังของ GTH เรื่องแรกในรอบหลายทีที่ดูแล้วชอบตั้งแต่นั่งดูในโรง #บางเรื่องต้องดูรอบสองรอบสามถึงจะชอบ #บางเรื่องต้องกลับไปนอนก่ายหน้าผากหาเหตุผลให้ตัวเองว่าจะชอบตรงส่วนไหน แต่เรื่องนี้ไม่มีอะไรแบบนั้น ดูแล้วชอบเลยทันที เปนหนังของ เต๋อ นวพล ที่ชอบมากรองจาก 36 (พ.ศ. ๒๕๕๕) #แต่ชอบมากกว่าmaryishappymaryishappy ^^
ซันนี่ได้บทที่น่าจะถือว่า 'ดีที่สุด' ในชีวิตการแสดงของเขา และเขาก็สามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร ส่งมาให้คนดูสัมผัสได้อย่างจะแจ้งชัดเจน #ได้ตั๋วทองเข้ารอบห้าคนสุดท้ายปีนี้ไปอย่างค่อนข้างแน่ ส่วนใหม่ ดาวิกา แม้จะแต่งหน้าโทรมๆ แต่ก็เฉิดฉายเจิดจรัสให้เห็นถึงความเปนนักแสดงฝีมือดีออกมาเต็มที่ ดูเปนธรรมชาติสุดๆ ชอบฉากที่ยุ่นมาหาหมออิม หลังจากหายจากการเปนผื่นแล้ว ซึ่งเขาตั้งใจจะมาพบเธอเปนครั้งสุดท้ายเพื่อบอกลา แต่ไปๆมาๆก็กลับพูดไม่ออก กลายเปนอ้ำอึ้งตะลึงงันกันไปทั้งคู่ ใหม่เล่นฉากนี้ได้ดีสุดๆ สีหน้าแววตานี่แบบว่า...ไม่รู้เล่นได้ไงอะ #อธิบายไม่ถูกต้องไปดูกันเอาเอง ^,^ สรุปคือดูแล้วไม่ผิดหวังฮะ แม้ว่าใจจริงจะชอบหนังของ เต๋อ นวพล ในแบบที่เปนอินดี้ #ไม่ต้องแยแสสนใจการตลาดในวงกว้าง มากกว่าก็ตาม... :'-P

No comments:
Post a Comment