Thursday, August 27, 2015

PAPER TOWNS (2015)



PAPER TOWNS
(Jake Schreier, 2015)

ชอบอะ!...ชอบมากกว่า The Fault in Our Stars อีกต่างหาก อาจเปนเพราะว่าไม่ได้อ่านหนังสือมาก่อน เลยไม่มีภาพใดๆในหัวเกิดขึ้นล่วงหน้า รวมถึงไม่รู้ว่าหนังตัดรายละเอียดส่วนใดในนิยายไปบ้าง #เดาว่าน่าจะตัดออกไปเยอะตามธรรมเนียมของหนังที่สร้างจากนิยายอะเนาะ ^^ ทำให้ดูหนังไปได้ด้วยความสบายใจ ไร้ความคาดหวัง ตามด้วยความรู้สึกสนุกและเพลิดเพลินตั้งแต่ต้นจบจบ บอกเลยว่าดูแล้วมีความสุขมาก แถมซาบซึ้งอีกด้วย โดยเฉพาะตอนที่เพื่อนรักสามคนมานั่งจับเข่าคุยกัน ว่าอีกไม่นาน พอเรียนจบมัธยม ต่างคนต่างก็ต้องแยกย้ายไปเรียนต่อที่อื่น โอกาสที่จะได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา ได้เล่น-กิน-เที่ยว-พูดคุยกันแบบตอนเรียนมัธยมก็คงจะเกิดขึ้นได้ยาก แม้ว่าทุกคนจะรู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก แต่พอแยกไปตามทางใครทางมันแล้ว ก็มีแต่จะยิ่งห่างเหินกันไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ จึงต้องพยายามหาทางใช้เวลาเท่าที่ยังเหลืออยู่เล็กน้อยเพื่ออยู่ด้วยกันให้มากที่สุด


เหตุนี้เองที่ทำให้ เบน กับ เรดาร์ ตกลงใจร่วมระยะทางไกลนับพันไมล์ในการติดตาม คิว (แน็ท วูล์ฟ) เพื่อนรักของพวกเขา มุ่งสู่ 'เมืองกระดาษ' เพื่อตามหา มาร์โก้ (คาร่า เดเลวิญจ์) เด็กสาวข้างบ้าน ผู้ที่คิวแอบหลงใหลใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งหายตัวไปอย่างลึกลับหลังจากค่ำคืนที่เขาและเธอร่วมกันออกไปผจญภัย ทำอะไรห่ามๆด้วยกันเปนครั้งแรก โดยมีเงื่อนงำปริศนาที่มาร์โก้ละทิ้งไว้ให้คิวตามสืบค้น จนสามารถล่วงรู้ถึงสถานที่พำนักหลบซ่อนตัวของเธอได้สำเร็จ

แม้ว่าการเดินทางอันเปรียบเสมือนการผจญภัยของสามหนุ่มเพื่อนซี้ในครั้งนี้ จะมีจุดเริ่มต้นที่ภารกิจ 'ตามหัวใจไปสุดหล้า' ซึ่งคิวมีต่อมาร์โก้ ทว่าผู้ที่ได้รับประโยชน์ด้านความรักจากการเดินทางนี้ กลับกลายเปนเบนกับเรดาร์ เพื่อนรักของคิวนั่นเอง โดยเบนมีโอกาสได้คบหาดูใจกับ เลซี่ย์ สาวเซ็กซี่ประจำโรงเรียนผู้เปนเพื่อนสนิทของมาร์โก้ที่ขอร่วมเดินทางตามไปด้วย (เพราะต้องการเคลียร์เรื่องที่ตนถูกมาร์โก้เข้าใจผิด) ส่วนเรดาร์ก็ได้โอกาสพัฒนาความสัมพันธ์กับ แองเจล่า แฟนสาวให้ลึกซึ้งแนบแน่นยิ่งขึ้น

สำหรับคิว แม้จะไม่สมหวังเรื่องความรัก แต่อย่างน้อยการเดินทางครั้งนี้ก็เปิดโอกาสให้เขาได้ลองทำอะไรที่แหวกกรอบความคุ้นเคยเดิมๆ หรือ 'เขตแดนอันปลอดภัย' ที่เขาใช้ชีวิตอยู่ในนั้นมาตั้งแต่เล็กจนโต จนอาจพูดได้ว่าเปนการเปิดประสบการณ์ใหม่ๆที่ช่วยเพิ่มสีสันรสชาติให้แก่ชีวิตอันเงียบเหงาของเขาได้อย่างเต็มที่

และที่สำคัญคือมันเปนการเดินทางที่ทำให้คิวได้ 'รู้จักตัวเอง' มากขึ้นด้วย!

ชอบที่หนังนำเสนอบุคลิกที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วของคิวกับมาร์โก้ โดยเฉพาะกับการเลือกทางเดินในชีวิต โดยที่ไม่เข้าไปตัดสินชี้นำว่าของใครดีกว่าของใคร แต่ปล่อยให้คนดูใช้วิจารณญาณในการคิดไตร่ตรองเอาเอง เช่น การกำหนดให้คิวเปนคนชอบวางแผนชีวิตทุกสิ่งอย่างแบบเป๊ะๆ คิดคำนวณเสร็จสรรพแล้วว่า พอเรียนจบมัธยมแล้วจะไปเรียนต่อที่ไหน สาขาใด และจะแต่งงานมีครอบครัวเมื่ออายุเท่าใด ตรงกันข้ามกับมาร์โก้ซึ่งดูจะไม่เคยวางแผนชีวิตเอาไว้เลยแม้แต่อย่างเดียว แทบพูดได้เลยว่าเธอเปนคนชอบใช้ชีวิตแบบ 'ไปตายเอาดาบหน้า' เพื่อหาความสุขใส่ตัวไว้ก่อน ราวกับมีคติประจำใจว่า "จงทำให้ตัวเองมีความสุขเสมอ" 

ตอนดูอยู่ในโรง ก็แอบคิดนะว่า คิวดูเหมือนจะใช้ชีวิตอยู่ในกรอบมากเกินไป #อยากตะโกนถามว่าไม่อึดอัดบ้างเหรอ ^o^ ส่วนมาร์โก้ก็ใช้ชีวิตแบบเสรีจนเกินเหตุ #จนอยากถามเหมือนกันว่าไม่ประมาทไปหน่อยเหรอ ^O^ แต่กลับมานอนคิดให้ถ้วนถี่แล้ว กลับมองว่าทั้งสองต่างก็มีรูปแบบการใช้ชีวิตที่คนภายนอกไม่อาจเข้าไปตัดสินชี้ขาดได้ว่าแบบใดดีกว่า และ/หรือ แบบใดจะทำให้เจ้าของชีวิตมี 'ความสุข' ได้มากกว่ากัน เพราะมันก็ขึ้นอยู่กับบุคลิก-ความคิด-ไหวพริบ-สติปัญญา-วิธีการมองโลกของแต่ละคนในการเลือกดำเนินชีวิตไปตามที่ตนถนัด-สบายใจ-เข้ากับไลฟ์สไตล์ของตัวเองได้ดีกว่า อะไรทำนองนั้น (พูดง่ายๆคือ ใครมีนิสัยสันดานอย่างไรก็มักจะใช้ชีวิตไปตามที่ตนเปน)

#ต่อไปนี้SpoilAlert ^__^ เพราะงั้น การที่คิวปฏิเสธคำชวนของมาร์โก้ที่บอกให้เขาไปพร้อมกับเธอนั้น โดยส่วนตัวจึงไม่ได้มองว่าเปนเพราะคิวเปนคนขี้ขลาด กลัวโน่นกลัวนี่จนไม่กล้าทำอะไร ใช้ชีวิตอยู่แต่ในเขตแดนอันปลอดภัยตลอดเวลาอย่างที่หนังนำเสนอมาตั้งแต่ต้น แต่มองว่าเปนเพราะคิวมีความเข้าใจและรู้จักตัวเองอย่างแท้จริงมากกว่า ว่าเขาไม่เหมาะที่จะไปดำเนินชีวิตแบบมาร์โก้แม้แต่น้อย เพราะนอกจากไม่มีนิสัยชอบผจญภัย ชอบทำอะไรเสี่ยงๆด้วยเห็นเปนเรื่องสนุก ตื่นเต้นแล้ว ยังมองเห็นได้ว่าคิวเปนคนมีทักษะในการเอาตัวรอดน้อยกว่ามาร์โก้อย่างชัดเจน อย่างน้อยๆเธอก็กล้าที่ลุกขึ้นมาประกาศศึกกับคนที่ทำให้เธอเจ็บช้ำ แทนการอยู่นิ่งเฉยโดยไม่ทำอะไรเลย อันแสดงให้เห็นว่ามาร์โก้เปนเด็กสาวที่รอบจัด-เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวไม่ธรรมดา หนุ่มเจี๋ยมเจี้ยมอย่างคิว #ซึ่งดูไปดูมาก็เหมือนลูกแหง่นิดๆด้วยซ้ำ #โตจนจะเข้ามหาวิทยาลัยแล้วยังต้องให้แม่ขับรถไปส่งที่โรงเรียน เห็นจะไม่มีวันวิ่งไล่ตามเธอได้ทันเด็ดขาด

ดูหนังเรื่องนี้จบแล้ว อดคิดไม่ได้ว่า ถึงแม้ความรักจะสำคัญ แต่ไลฟ์สไตล์อันจะทำให้ชีวิตเข้ากันได้หรือไม่นั้นน่าจะสำคัญยิ่งกว่า... :'-P

No comments: