INSIDE OUT
(Pete Docter, 2015)
ชอบจังเลยฮะ! นึกไม่ถึงจริงๆว่าหนังจะทำออกมาได้ 'ดีงาม' และ 'อเมซซิ่ง' มากๆ #เรื่องสนุกคงไม่ต้องพูดถึงใช่ปะ #ของมันแน่อยู่แล้นนนนน ^^ ดูแล้วอึ้ง-ทึ่ง-ตะลึงงัน-ละลานตา-ละลายใจสุดๆว่ามันทำออกมาได้ยังไง เหมือนคนทำหนังลงมือเปิดกะโหลกมนุษย์ แล้วผ่าสมอง แยกออกมาให้ดูเปนส่วนๆว่าชิ้นนี้ชิ้นนั้นทำหน้าที่อะไร ข้อที่น่ามหัศจรรย์ใจคือที่หนังทำออกมาให้ดูนั้น มันไม่ใช่การทำงานของสมอง
แต่มันคือการทำงานของ 'จิตใจ' ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึกล้วนๆ ซึ่งเปนตัวละครสำคัญของหนัง คืออารมณ์ทั้ง 5 แบบที่มีอยู่ในมนุษย์ทุกคน คือ ความสุข (Joy #แอบสงสัยหน่อยนุงว่าทำไมถึงไม่ใช้คำว่าHappy #คงไม่ใช่กลัวเปนป้าแฮปปี้หรอกเนาะ #หรือเพราะมันแลดูเปนผู้ชายไปหน่อย #เอ๊ะมีsexismในอนิเมชั่นเรื่องนี้ด้วยเหรอ #เพ้อเจ้อใหญ่ละน้องมอด ^^), ความเศร้า (Sadness), ความโกรธ (Anger), ความขยะแขยง (Disgust) และ ความกลัว (Fear) โดยแต่ละอารมณ์ต่างก็มีส่วนช่วยในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกคนอย่างเต็มที่ ขาดอย่างหนึ่งอย่างใดไป รวมถึงมีอย่างหนึ่งอย่างใดมากเกินไป ก็อาจส่งผลให้ชีวิตเราเสียศูนย์-ขาดความสมดุล จนอาจทำให้ชีวิตพังทลายได้อย่างไม่น่าเชื่อ
จึงขึ้นอยู่กับว่าคนเราปล่อยให้อารมณ์แบบใดมีอิทธิพล สามารถยึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ในจิตใจได้มากกว่าอารมณ์อื่นๆ ถ้าพูดแบบคนสมัยก่อนก็ต้องพูดว่า "ปล่อยให้อารมณ์ใดเปน 'เจ้าเรือน' ในใจ" อะไรทำนองนั้น ซึ่งก็อย่างที่ในหนังให้เห็นว่าทั้งพ่อ, แม่ และลูกสาว-ไรลี่ย์ ต่างก็มีอารมณ์เจ้าเรือนผู้ทำหน้าที่เปนหัวหน้าคอบควบคุมบัญชาการการแสดงพฤติกรรมและความรู้สึกต่างๆที่แสดงออกมา อย่างพ่อก็คือ Anger ส่วนแม่คือ Sadness (แอบสงสัยอีกตามเคยว่าทำไมพ่อต้องเปน Anger เพราะว่าเปนเพศชาย ต้องมีอำนาจเด็ดขาดในการตัดสินใจนั่นโน่นนี่หรืออย่างไร ส่วนแม่ที่ต้องเปน Sadness ก็เพราะเปนเพศหญิง ต้องเปนผู้ตามตลอดเวลา ไม่มีโอกาสลุกขึ้นตัดสินใจอะไรเอง นอกจากรอสามีออกคำสั่งหรือป่าว #ชักไปกันใหญ่ละ 555+ #ที่เขียนไปนั้นเพราะกำลังมีอารมณ์ใดคอยบงการอยู่เนาะ อิอิ ^o^)
ส่วนไรลี่ย์คือ Joy อันนี้พอเข้าใจได้ว่าเพราะยังเปนเด็กน้อย เพิ่งลืมตาดูโลกมาแต่สิบกว่าปี ประสบการณ์ชีวิตยังไม่มาก ยังมีพ่อมีแม่คอยดูแลปกป้องมิให้ความทุกข์ใหญ่หลวงใดๆมาแพ้วพานกล้ำกราย พูดให้ง่ายๆคือ เพราะเด็กย่อมมีความสุขมากกว่าผู้ใหญ่ ซึ่งตอนแรกๆที่นั่งดูไปก็ให้นึกเห็นใจ Joy อยู่ไม่น้อยนะฮะ เพราะว่านางต้องรับมือกับอารมณ์อีก 4 แบบซึ่งล้วนแล้วแต่เปนอารมณ์ 'ด้านลบ' ทั้งสิ้น แต่นางดันเปนอารมณ์ 'ด้านบวก' อยู่เพียงคนเดียว ทำให้ต้องเหนื่อยหนักหนาสาหัสในการจัดการควบคุมจิตใจและความรู้สึกของไรลี่ย์ให้มีความสุขไปได้ตลอด
แต่พอดูๆไปได้สักพัก ก็ให้รู้สึกหมั่นไส้ในความวุ่นวาย-เจ้ากี้เจ้าการจนเกินเหตุของนาง โดยเฉพาะในความพยายามกีดกัน Sadness ไม่ให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการจัดการความรู้สึกต่างๆของไรลี่ย์ ด้วยเกรงว่าพลังแห่งความเศร้าจะส่งผลเสียต่อไรลี่ย์ไปตลอดชีวิต! แต่หารู้ไม่ว่าการที่ Joy ทำแบบนั้นกลับจะยิ่งส่งผลร้ายต่อไรลี่ย์เช่นกัน อย่างที่บอกแล้วว่า ขาดอย่างหนึ่งไปก็ไม่ดี มีอย่างหนึ่งมากเกินไปก็ไม่เหมาะ น้องมอดเลยค่อนข้างชอบฉากที่ Joy งงไปเลยว่า Sadness สามารถทำให้ 'ปิ๊งป่อง' เพื่อนเก่าในจินตนาการที่ตกค้างอยู่ในซอกหลืบความทรงจำของไรลี่ย์ รู้สึกดีขึ้นหลังจากร้องไห้ได้ไง ซึ่งถ้าใครเคยร้องไห้บ่อยๆก็คงจะเข้าใจฉากนี้ไม่ยากใช่ปะฮะ ว่าเวลาเราเศร้า หนทางเดียวที่ดีที่สุดคือต้องระบายความรู้สึกเศร้านั้นออกมา เพื่อให้หายเครียด ไม่ใช่เอาแต่เก็บกดไว้ในใจ เพราะมันมีแต่จะทำให้รู้สึกแย่ยิ่งกว่าเดิม #ใครไม่เปนโรคซึมเศร้าไม่รู้หรอกว่ามันหนาวเย็นยิ่งกว่าภูเขาน้ำแข็งอย่างไร
อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้รู้สึกชอบหนังมากๆ คือการที่มันทำให้ดูไปก็นั่งคิดไปด้วยตลอดเวลา ว่าแล้วตัวเราเองนั้นมีอารมณ์ชนิดใดเปน 'เจ้าเรือน' คอยควบคุมบงการให้เราแสดงปฏิกิริยา-อาการ-ความรู้สึกต่างๆออกมา (สำหรับน้องมอดได้คำตอบว่าเปนอารมณ์ 'บ้าๆบอๆ' บวก 'ผีเข้าผีออก' นะฮะ #ไม่เชื่อไปถามคิตตี้ดูดิ คิคิ)
ก็อย่างที่บอกแล้วแหละฮะ ว่าหนังทำออกมาได้น่าทึ่งมากๆตั้งแต่ต้นจนจบ เลยไม่รู้จะพูดอะไรอีกที่จะไม่ทำให้ดูเปนการเวิ่นเว๊อมากไปกว่าที่เวิ่นมาแล้ว #เพราะงั้นก็ขอเชิญทุกคนไปพิสูจน์ด้วยตาตนเองจะดีที่สุด แต่อยากบอกว่า ถ้าเปนก่อนหน้านี้สักสี่ห้าเดือน น้องมอดคงดูหนังเรื่องนี้ด้วยความรู้สึกหมั่นไส้-อยากกระโดดเข้าไปในจอหนัง แล้วตบหน้านัง Joy ให้ได้สติ! ค่าที่เอาแต่ 'โลกสวย' อยู่ตลอดเวลา จนทำให้เกิดเรื่องปั่นป่วนไปตามๆกันเพราะความ 'เยอะ' ของนางเปนสาเหตุ
แต่พอมา ณ ตอนนี้ น้องมอดกลับคิดตรงกันข้ามกับเมื่อก่อน อย่างหนึ่งคือเล็งเห็นว่าการเปนอารมณ์ 'ด้านบวก' เพียงหนึ่งเดียวในท่ามกลางอารมณ์ 'ด้านลบ' ถึงสี่แบบนั้น จำเปนจะต้องใช้พลกำลังและเรี่ยวแรงในการต่อสู้อย่างมหาศาลเพียงใด #นี่จึงเปนคำตอบว่าเพราะเหตุใดความสุขในชีวิตเราจึงหล่นหายได้ง่ายดายนัก T__T ทำให้อดรู้สึกไม่ได้ว่า บางทีเราก็ควรจะคิดอะไรแบบ 'โลกสวย' ไว้บ้าง #แต่อย่าถึงขั้นหลอกตัวเองก็พอ ไม่งั้นเราก็คงจะดำเนินชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบันนี้ได้ยากเต็มที
เพราะว่าเรื่องดีๆ เราต้องเปนฝ่ายออกไป 'แสวงหา' เพื่อให้ได้มา ไม่เหมือนเรื่องร้ายๆ ที่ต่อให้เราอยู่เฉยๆไม่ต้องกระดิกตัวทำอะไร มันก็มักจะมาถึงตัวเราได้โดยไม่ต้องร้องขอ... :'-P

No comments:
Post a Comment