Monday, August 10, 2015

THE BLUE HOUR อนธการ (พ.ศ. ๒๕๕๘)




THE BLUE HOUR อนธการ
(อนุชา บุญยวรรธนะ, พ.ศ. ๒๕๕๘)

หนังดีฮะ แต่ตอนดูอาจต้องตั้งใจมากหน่อย เพราะหนังออกจะนิ่งๆ ไม่ค่อยเร้าอารมณ์แบบหนังทั่วๆไป แต่เนื่องจากเคยดูฉบับสั้น ใช้ชื่อว่า "คืนสีน้ำเงิน" ในซีรีส์ "เพื่อนเฮี้ยนโรงเรียนหลอน" มาแล้ว เลยเหมือนรู้ตัวล่วงหน้าว่าสไตล์การนำเสนอของหนังจะเปนอย่างไร การมาดูฉบับยาวในโรงอีกครั้งก็เพื่อมาเก็บรายละเอียดเพิ่มเติมในส่วนที่ถูกตัดทอนออกไป ซึ่งก็รู้สึกว่าโชคดีที่ตัดสินใจมาดูในโรง เพราะหลายช่วงตอนของหนัง ภาพจะค่อนข้างมืด การดูในโรงก็ทำให้เห็นรายละเอียดต่างๆที่ปรากฏบนจอมากขึ้น อีกประการคือ ความที่หนังเรียกร้องสมาธิจากคนดูอยู่พอสมควร การดูในโรงมืดๆ ไร้สรรพเสียงนานาจากภายนอกรบกวน เช่น ข้างบ้านทะเลาะกัน หรือเสียงเด็กแหกปากร้องจะเอานั่นเอานี่ #ลูกมึงไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคน บลาๆๆ ก็ช่วยให้สามารถตั้งสมาธิดูหนังไปจนจบได้ง่ายขึ้น #แต่ถึงงั้นก็ไม่รอดพ้นเสียงระเบิดตึงตังตูมตามจากโรงข้างๆอยู่ดี ^^


สำหรับพล็อตหนัง ก็คงจะพอรู้ๆกันใช่ปะฮะ ว่าหนังเหมือนจะได้แรงบันดาลใจมาจากคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญเมื่อไม่กี่ปีก่อน ที่น้องชายร่วมมือกับแฟนหนุ่มจ้างวานมือปืนเข้าไปสังหารพ่อแม่และพี่ชายของตนถึงในบ้านอย่างโหดเหี้ยม ซึ่งถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเปนเรื่องราวของ ตั้ม (อรรถพันธ์ พูลสวัสดิ์) หนุ่มน้อยวัยมัธยมผู้มีชีวิตอันบัดซบ ไม่เพียงแต่ต้องตกเปนเหยื่อให้เพื่อนที่โรงเรียนรุมกลั่นแกล้งทุบตี เขายังเติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่ขาดแคลนความรับ ความอบอุ่น และความเข้าอกเข้าใจอย่างรุนแรง ทั้งจากพ่อที่แม้จะไม่เคยปรากฏตัวให้คนดูเห็น แต่ก็พอจะคาดเดาได้ว่าน่าจะเปนบุคคลที่ทุกคนในบ้านพากันเกรงกลัว โดยเฉพาะแม่ที่ได้แต่ทำท่าเหมือนหนูกลัวแมวในยามเอ่ยถึงพ่อ ส่วนแม่ที่แม้ว่าจะรักและห่วงใยตั้มมากที่สุด แต่ก็อ่อนแอจนเกินกว่าจะยืนหยัดลุกขึ้นเพื่อช่วยเหลือลูกชายคนเล็ก ที่ต้องตกเปนจำเลยทุกครั้งเมื่อเกิดเรื่องแย่ๆขึ้นในบ้าน ทั้งการที่เงินจำนวนมากและข้าวของมีค่าสูญหาย (ซึ่งปรากฏว่าอย่างหลัง ตั้มเปนคนขโมยไปจริงๆ เพราะเงินไม่พอใช้ รวมถึงต้องการแก้แค้นผู้เปนพ่อ! #แสดงให้เห็นว่าปมเกลียดพ่อชัดเจน) ขณะที่พี่ชายก็แลดูจะเปนคนชอบวางอำนาจไม่ต่างจากพ่อ และค่อนข้างเปนไม้เบื่อไม้เมากับน้องชายไม่น้อย โดยเฉพาะกับการออกคำสั่ง และใช้กำลังขู่เข็ญเพื่อให้ตั้มยอมรับสารภาพ ว่าเปนคนขโมยของในบ้านไป

เมื่อเปนเช่นนี้ การที่ตั้มได้รู้จักกับ ภูมิ (โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์) เพื่อนใหม่ที่ได้พบทางเน็ตซึ่งเปนเกย์เหมือนกัน จึงทำให้เขารู้สึกราวกับมีที่ยึดเหนี่ยวขึ้นมาในทันที กลายเปนเหมือนแสงสว่างที่ส่องเข้ามาในท่ามกลางความมืดมนอนธการที่ครอบคลุมชีวิตของเขามาโดยตลอด

สำหรับภูมิ ก็ดูว่าจะมีพื้นฐานครอบครัวที่มิได้แตกต่างจากตั้มนัก อย่างหนึ่งก็คือการที่พ่อแม่ไม่ยอมรับในความเปนเกย์ของเขา แต่ภูมิกลับแข็งแกร่งกว่าตรงท่ไม่ปล่อยให้ตนตกอยู่ใต้อาณัติของบ้าน และตัดสินใจออกมาทำงานหาเลี้ยงตัวเองโดยไม่พึ่งพาพ่อแม่ ซึ่งทำให้เขามีสิทธิ์กำหนดทางเดินในชีวิตของตนได้เต็มที่

ความเปนคนหัวอกเดียวกัน ทำให้ทั้งสองเข้าถึงส่วนลึกในความรู้สึกของกันและกันได้ไม่ยาก กลายเปนสิ่งสำคัญที่ก่อให้เกิดความผูกพันกันแนบแน่น ในฉากที่ภูมิพาตั้มไปดูที่ทิ้งขยะซึ่งเขาเล่าให้ฟังว่าเปนที่ดินของครอบครัวตนเองที่ถูกพวกมีอิทธิพลโกงไป ในโลกที่มองไปทางไหนก็มีแต่ความสลัวเลือนลางรายรอบ เห็นเพียงกองขยะเกลื่อนกระจายและซากศพนับจำนวนไม่ถ้วนที่ถูกฝังอยู่ข้างใต้ ส่งกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้ง แต่สิ่งหนึ่งที่กลับสว่างเรืองรองขึ้นมาในห้วงความคิดของคนทั้งสอง คือความหวังและความฝันที่จะได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขและงดงามดังใจปรารถนา...

ว่าที่จริง ออกจะชอบฉบับสั้นใน "เพื่อนเฮี้ยนฯ" มากกว่านะฮะ มีความรู้สึกว่ามันก็เล่าเรื่องทั้งหมดออกมาได้ครบถ้วนสมบูรณ์ดี แม้จะขาดรายละเอียดหลายอย่างไป แต่เท่าที่ได้ดูในฉบับยาวนี้แล้ว ก็รู้สึกว่ามันเปนรายละเอียดที่ช่วยเสริมอารมณ์และบรรยากาศของหนังเท่านั้น เช่นฉากร่วมรักกันระหว่างตั้มกับภูมิ หรือฉากเหตุการณ์ที่กองขยะซึ่งมีการไล่ยิงกันวุ่นวาย ฯลฯ เลยอดคิดไม่ได้ว่าถ้าไม่เคยดูฉบับสั้นมาก่อน จะรู้สึกชอบหนังเรื่องนี้มากขึ้น (หมายถึงชอบในความเปนหนังอะนะ เพราะทุกองค์ประกอบที่มารวมเข้าด้วยกันนั้น มันอยู่ในขั้น 'ดีงาม' มากๆ) หรือว่าจะ 'งง' ไปเลยกันแน่ โดยเฉพาะการใช้เรื่องราวของภูมิมาเปนประเด็นในฉากการจ้างวานมือปืน

แต่ถ้าพูดกันตามจริง ส่วนตัวกลับไม่ค่อยชอบภาพลักษณ์ของเกย์ที่ถูกนำเสนอในหนังเรื่องนี้เท่าไหร่นะฮะ คือนอกจากจะดู 'หงอยเหงาและเศร้าซึม' แล้ว สิ่งที่เขากระทำต่อผู้บังเกิดเกล้าก็ยังอยู่ในขั้น 'โหดเหี้ยมอำมหิต' และ 'เลือดเย็น' อย่างร้ายกาจ ฉากที่ตั้มเข้าไปในบ้านแล้วพบทุกคนนอนตาย โดยที่เขาได้แต่ยืนมองอย่างเฉยเมย ไม่เว้นแม้แต่กับแม่ซึ่งแทบว่าจะเปนคนเดียวที่มีความไยดีต่อเขามากที่สุดนั้น ดูแล้วอดรู้สึกขนลุกไม่ได้จริงๆ ถึงแม้ว่าส่วนตัวจะเข้าใจและยอมรับอะนะ ว่าคนเปนเกย์ก็มีทั้งดีและเลวเหมือนคนเปนรักต่างเพศทั่วๆไป ส่วนคนทำหนังซึ่งไม่ว่าจะเปนเกย์หรือไม่เปนก็ตาม ย่อมไม่มีความจำเปนจะต้องนำเสนอภาพลักษณ์อันงดงาม ชวนให้รู้สึก 'โลกสวย' เกี่ยวกับเกย์แต่อย่างใด (จะว่าไป คนทำหนังเรื่องนี้ก็นำเสนอออกมาตามความเปนจริงของเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ!)

แต่ถึงงั้นก็นะ!... ยอมรับตามตรงว่าดูหนังเรื่องนี้แล้วรู้สึกหดหู่ขึ้นเปนกอง ประโยคที่ผุดแวบขึ้นมาเลยก็คือ แค่เกิดเปนเกย์ก็แย่แล้ว ยังถึงขั้นลงมือฆ่าพ่อฆ่าแม่อีกนะ อดสงสัยไม่ได้ว่ามันจะเปนการตอกย้ำให้เกิดภาพด้านลบของคนเปนเกย์หรือเปล่าหว่า #เอ๊ะหรือเราจะคิดมากไป ไม่เพียงเท่านั้น การที่หนังเอ่ยถึงผีบังตาขึ้นมา เข้าใจว่าคงเพื่อต้องการให้คนดูเห็นว่า การที่ตั้มตัดสินใจจ้างวานมือปืนไปสังหารคนในครอบครัวตนเองนั้น หาใช่เกิดจากธาตุแท้อันชั่วร้ายในกมลสันดาน แต่เปนเพราะได้รับอิทธิพลจากอำนาจลี้ลับเหนือธรรมชาติซะงั้น

ทำให้สรุปได้ว่า คนเราเวลาจะลงมือทำเรื่องชั่วๆ แทนที่จะโทษว่าตัวเอง ก็ดันไปโทษผีโทษสางว่าเปนต้นเหตุแทน ลืมเลือนไปเสียสิ้นว่าผีสางที่น่ากลัวที่สุดนั้น คือความคิดอันชั่วร้ายที่ซ่อนแอบเร้นลึกอยู่ภายในจิตใจของเรานั่นเอง... :'-P

No comments: