TED 2
(Seth MacFarlane, 2015)
ตอนแรกนึกว่าหนังจะออกมาบ้าๆบอๆเหมือนภาคแรก #ซึ่งมันก็บ้าๆบอๆจริงแหละ ^_^ แต่หนังกลับพูดถึงประเด็นที่ค่อนข้างหนักหน่วงกว่ามาก อย่างเช่นเรื่องสิทธิพลเมือง การตัดสินว่าอะไรสมควรเปนคนหรือเปนแค่ทรัพย์สินสิ่งของ อย่างที่ หมีเท็ด โดนในภาคนี้ ซึ่งออกจะเปนหัวข้อที่ชวนให้ปวดกบาลในการพยายามทำความเข้าใจอยู่ไม่น้อย แต่หนังก็สอดแทรกเข้ามาได้ในท่ามกลางมุกตลกกาก-หยาบคาย-ชั้นต่ำ-ไร้รสนิยม-จิกกัดวัฒนธรรมร่วมสมัยนานาได้น่าสนใจ ยอมรับเลยว่า เซ็ธ แม็คฟาร์แลนด์ นี่มันเก่งโคตรๆ จังหวะมุกตลกถือได้ว่าแพรวพราวมากๆ ดูแล้วขำหลายตอน
ชอบฉาก ลุงมอร์แกน ฟรีแมน พูดกับ หมีเท็ด เกี่ยวกับพฤติกรรมต่างๆของมันในอดีต ซึ่งล้วนแล้วไปด้วยเรื่องย่ำแย่เลวร้ายทั้งสิ้น ทั้งที่ตัวมันเองก็สามารถำตัวให้เปนแรงบันดาลใจแก่ผู้อื่นได้ ด้วยความที่อย่างน้อยมันก็มีความ 'พิเศษ' กว่าคนธรรมดาทั่วไป ตรงที่เปน 'ตุ๊กตาหมีพูดได้' แต่แทนที่จะทำความแตกต่างนั้นมาสร้างสรรค์สิ่งดีๆให้แก่โลกและสังคม ก็ดันมัวแต่ปรนเปรอสุขแก่ตนเองแบบไม่บันยะบันยัง แถมยังชักชวนเพื่อนซี้-จอห์น เบนเน็ตต์ (มาร์ค วอลห์เบิร์ก) ให้พลอยมีชีวิตเหมือนดิ่งเหวตามไปด้วย! (แม้ไม่ถึงขั้นร้ายกาจขนาดก่อความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น แต่การไม่ยอมทำชีวิตของตนให้ก้าวหน้ากว่าที่เปนอยู่ ก็ถือเปนการทำร้ายตัวเองทางอ้อมได้เช่นกัน)
ดูฉากนี้แล้วก็เห็นด้วยว่าใช่เลย!! เพราะการเกิดมาเปนคนนั้นจะมีคุณค่าอันใด หากมิได้ทำตัวให้เปนประโยชน์แก่ผู้อื่น ซึ่งไม่จำเปนต้องเพื่อคนกลุ่มใหญ่อะไรเลยด้วยซ้ำ แค่เริ่มต้นจากคนใกล้ตัวเพียงไม่กี่คน เช่นเดียวกับที่หมีเท็ดมอบความเปนเพื่อนให้จอห์น จนทำให้จอห์นยอมทำทุกอย่าง แม้แต่การยอมสละชีวิตของตนเพื่อปกป้องมันให้ปลอดภัย! แสดงให้เห็นว่า แม้เจ้าหมีกากอย่างเท็ดจะเปนหมีที่หาข้อดีในอุปนิสัยสันดานได้ยาก แต่อย่างน้อยที่สุด มันก็ทำให้คนไม่ค่อยเอาถ่าน ไม่ค่อยคิดถึงใครนอกจากตัวเอง ยอมทำในสิ่งที่น้อยคนนักจะกล้าทำเพื่อคนอื่น #ดูแล้วอึ้งไปเหมือนกันเพราะไม่เคยคิดถึงมุมนี้มาก่อน
ยิ่งเขียนไปชักยิ่งรู้สึกซีเรียสเนาะ! แบบว่าหนังมันพอมีประเด็นให้พูดอะฮะ ก็เลยหยิบมาพูด #อาจดูเวิ่นไปหน่อยต้องขออภัย ^^ จริงๆคือหนังก็พอใช้ได้ ไม่ถึงกับสนุกสนานฮาแตกอะไรมาก (เทียบกันแล้วชอบภาคแรกมากกว่า เพราะเนื้อเรื่องไม่ค่อยซีเรียสเท่า) ภาคนี้แม้จะมีมุกตลกขำกลิ้งกวนตีนตลอดเรื่องก็จริง แต่หลายมุกก็ต้องอาศัยความรู้รอบตัวเกี่ยวกับสังคมอเมริกันอยู่พอสมควร ถึงจะดูแล้วตลก! อย่างมุกให้ เจย์ เลโน่ พิธีกรรายการทอล์คโชว์ชื่อดังไปแอบจับจู๋ผู้ชายในห้องน้ำนี่ ไม่เก็ทจริงๆว่าอะไรยังไง ถึงได้แซวกันรุนแรงขนาดนั้น มีเรื่องเบื้องหลังอะไรกันมาก่อนหรือเปล่าก็ไม่ทราบ เช่นเดียวกับการเอา ทอม เบรดี้ มาเปนดารารับเชิญ คือไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขามาก่อน เพราะเปนคนไม่ดูอเมริกันฟุตบอล แต่รู้ว่าเขาเปนนักกีฬาหน้าตาหล่อมาก-หล่อลากไส้-หล่อห่านจิก-หล่อฟรุ้งฟริ้ง-หล่อวัวตายควายล้ม เท่านั้น :-)
พูดถึงตรงนี้ ก็ต้องขอชมคนแปลซับฯไทยของหนังด้วยฮะ ไม่เห็นชื่อว่าใคร แต่เดาว่าน่าจะเปนคุณศักดิ์สิทธิ์ แสงพราย นักแปลขาประจำของค่ายนี้ ขอบอกว่า 'งานคุณภาพ-งานดี-งานประณีต' มากอะ! โดยเฉพาะการแปลงมุกตลกของฝรั่งให้กลายมาเปนมุกที่คนไทยเก็ทได้ในทันทีโดยยังคงความตลกอยู่เหมือนเดิม อย่างฉากในโรงละครที่กลุ่มนักแสดงตลก ขอให้คนดูช่วยกันส่งมุกขึ้นมาเพื่อให้พวกเขาเอามาเล่นกันขำๆ ซึ่งแต่ละมุกที่ถูกโยนขึ้นไปนั้น ล้วนเปนเรื่องในสังคมอเมริกันทั้งนั้น ทว่าบางมุกที่คนไทยไม่น่าจะเก็ทว่าหมายถึงอะไร ก็ถูกแปลงเปนมุกที่คนไทยเข้าได้ได้ง่าย เช่นในหนังพูดถึงบิลล์ คอสบี้ (เข้าใจว่านะ เพราะได้ยินไม่ถนัด) ก็ถูกเปลี่ยนเปน 'โรฮิงญา' แทน ซึ่งก็แลดูเข้ากับบริบทของหนังที่ต้องการสื่อว่า พวกคนดูในโรงละครมันเปนพวกชอบแดกดันจนเหลือจะกล่าว! หรืออย่างมุกในตอนท้ายที่ซับฯขึ้นว่า "คู่แข่งของแฮสโบร" ก็ถือว่า 'เจ๋ง' มาก! มีคนบอกว่าตัวละครในหนังมันพูดชื่อบริษัทขึ้นมาเลย ซึ่งถ้าจะแปลออกมาตรงๆ ก็อาจจะมีคนรู้แหละว่าสองบริษัทนี้มันเปนคู่แข่งขัน เพราะในบริบทนั้น ตัวละครต้องการสื่อให้คนฟังเข้าใจผิดว่าเปนคนจากอีกบริษัทหนึ่ง แต่การแปลออกมาแบบนี้ มันก็ทำให้รู้สึกเคลียร์คัท-ชัดเจนมากกว่า สรุปคือชอบหนังเรื่องนี้มากขึ้นอีกนิด ก็เพราะซับฯไทยนี่แหละฮะ #ขอคารวะจากใจ... :'-P

No comments:
Post a Comment