Tuesday, August 4, 2015

ANT-MAN (2015)


ANT-MAN
(Peyton Reed, 2015)

เออ! ก็สนุกดีนะฮะ คือสนุกกว่าที่คิดไว้ เพราะก่อนดูก็ไม่ได้อะไรกับมันมากอยู่แล้ว เลยดูไปเรื่อยๆ ไม่คิดอะไรเล้ยยยยย... ได้ยินคนพูดให้ฟังหลังหนังจบว่าถ้า เอ๊ดการ์ ไรท์ มาทำ อาจดูสนุกและกวนตีนกว่านี้ ก็ได้แต่เออๆตามไป จริงๆคือไม่รู้ว่าเอ็ดการ์ ไรท์เปนใคร #แต่ไม่อยากโชว์โง่ออกมาตอนนั้น มีโปรไฟล์โดดเด่นแค่ไหน นอกจากรู้แค่ว่ามันเปนคนปั้นโปรเจ็คท์นี้มากับมือ แต่พอหนังจะเปิดกล้อง ดันขัดแย้งกับโปรดิวเซอร์เสียก่อน เลยโดนเด้งไปแบบไม่มีวันกลับ ปล่อยให้คนอื่นมาชุบมือเปิบไปหน้าตาเฉย #อ่านมาจากFlickzฉบับ17 #ยังมีรายละเอียดแซ่บๆอีกเยอะต้องไปหาอ่านกันฮะ #Flickz #หนังสือดีมีไว้แจก ^^

อีกอย่างคือไม่รู้สึก 'อิน' กับซูเปอร์ฮีโร่ตัวนี้ด้วยแหละ พูดตรงๆคือไม่รู้จักมาก่อน (ในชีวิตรู้จักยอดมนุษย์ที่เปนมดคือ 'ไอ้มดแดง' เท่านั้น #เพิ่งรู้เมื่อไม่นานนี้แหละว่าจริงๆมันคือตั๊กแตน!) เลยทำให้ไม่เกิดความคาดหวังอยากดูอะไรเปนพิเศษ (ไม่เหมือนตอนดูสไปดี้ ซึ่งตั้งใจจะเข้าไปดูฉากห้อยโหนโจนทะยานไปตามตึกต่างๆ เปนทาร์ซานป่าคอนกรีต อย่างเดียวเลย)

กลายเปนว่าที่ชวนให้รู้สึกคาดหวังจากหนังเรื่องนี้มากสุด คือการได้ดู พอล รัดด์ ในมาดแอนท์-แมน ซูเปอร์ฮีโร่คนล่าสุดของมาร์เวล ซึ่งมีเครดิตเปนผู้เขียนบทร่วมด้วย #เก่งจุง ^_^ ว่าจะออกมาเปนไง พูดเลยว่าไม่เคยนึกจริงว่าพี่พอลจะมาเล่นหนังอะไรแบบนี้ เพราะดูไม่ค่อยมีมาดเปนวีรบุรุษนักบู๊ หุ่นก็ไม่ macho man มีกล้ามแน่นๆ-ซิกส์แพ็คเป๊ะเว่อร์ หรือตัวใหญ่เปนยักษ์แบบสามหนุ่มสามคริส (เฮมส์เวิร์ธ, อีแวนส์, แพร็ตต์) คือดูตัวเล็กๆ อวบๆ ออกแนวย้วยๆ อีกต่างหาก แถมอายุก็ไม่น้อยแล้ว #ตั้ง46แน่ะ O_O แต่คงเพราะชาติก่อนทำบุญมาดี ชาตินี้แม้จะเกือบ 50 แต่ก็ยังดูไม่แก่เท่าไหร่ (ยิ่งเมื่อก่อนตอนเล่น The Object of My Affection อะนะ อย่าให้เซ่ดเลย หล่อใสแจ๋วแบบว่าถ้าเปนสมัยนี้ก็ต้องพูดว่า #หล่อวัวตายควายล้ม เลยทีเดียว คริคริ) 

ถือว่าบทนี้พี่พอลเล่นได้โอเคนะฮะ คือคงมีการไปอึ๊บหุ่นให้ดูมาดแมนเหมาะแก่การรับบทซูเปอร์ฮีโร่อยู่แหละ เท่าที่แพล็มๆโชว์ให้ดูแวบๆหุ่นก็แลดู 'แซ่บ' อยู่เนาะ! นอกเหนือจากการต้องเล่นบทเปนแฟมิลี่แมน รักลูกยิ่งกว่าชีวิต ทำได้ทุกอย่างเพื่อลูก บลาๆๆ ตามบทหนังที่ผูกปมตัวละครว่าให้เปนจอมโจรอัจฉริยะ ที่พอโดนจับเข้าคุก เมียก็เลยหอบลูกหนีไปอยู่กับผัวใหม่ซึ่งหน้าเยินและหุ่นแย่ยิ่งกว่าพี่พอลเสียอีก #แถมโง่กว่าด้วย! มีดีกว่าอยู่อย่างเดียวคือเปนตำรวจ ทั้งยังคอยกีดกันไม่ให้พี่พอลเข้าใกล้ลูกทุกวิถีทาง เจอทีไรเปนไล่ให้ไปไกลๆยิ่งกว่าหมูกว่าหมา พี่พอลเลยต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้กลับไปอยู่ใกล้ลูกอีกครั้ง แม้แต่การยอมกลับไปเปนโจรอีกครั้ง (ดูตรงนี้แล้วเศร้าใจมากที่สังคมไม่ยอมให้โอกาสคนเคยติดคุกได้กลับตัวเปนคนดีของสังคมเลย เพราะกลัวจะยังไม่ละทิ้งสันดานเดิม หารู้ไม่ว่านั่นคือการผลักไสให้เค้าต้องกลับไปเดินบนเส้นทางสายอาชญากรรมอย่างไม่มีทางเลี่ยง... #ทำไมเขียนแล้วรู้สึกว่าตัวเองโลกสวย #akaตอแหลจุง #มีความรู้สึกว่ามึงก็ดีแต่พูดไปตามที่มันควรจะเปน #ถ้าเจอกับตัวเองเข้าบ้างจะทำอย่างที่คิดอะป่าวยังสงสัย ^o^)

อีกคนที่แบบว่าชอบมากเลยคือ ป๋าไมเคิล ดั๊กลาส (ช่วงนี้เห็นดาราเก่ายุคเรายังเด็กๆ กลับมาเล่นหนังแล้วมีความสุขอะ เหมือนได้เจอญาติผู้ใหญ่ อะไรทำนองนั้น 555+) แบบว่าป๋ายิ่งแก่ยิ่งดูใจดี บุคลิกแทบว่าจะเปนคนละแนวกับตอนหนุ่มๆ สมัยเล่น Wall Street, Black Rain, Basic Instinct, The Game เลย ซึ่งจะดูร้ายกาจ ไม่น่าไว้ใจ ไม่น่าเข้าใกล้ แต่พอมาปูนนี้ก็เหมือนป๋าจะถอดเขี้ยวเล็บหมดละ ความร้ายในบุคลิกเลยไม่ค่อยปรากฏให้เห็น แถมยังเล่นบทดราม่า ต้องแสดงท่าทีกินแหนงแคลงใจ-มึนตึง-เย็นชา-ห่างเหินกับลูกสาวอีกต่างหาก ฉากที่สองพ่อลูกปรับความเข้าใจกันนี่แบบว่าทำเอาน้ำตาซึม T_T ส่วน อีแวนเจลิน ลิลี่ มาแบบว่าสวย-เริ่ด-เชิด-หยิ่งตลอด แต่ลุคผมสั้นดูไม่ค่อยเข้ากับหน้าเท่าไหร่นะ นอกจากทำให้หน้าดูแก่กว่าปรกติแล้ว ยังดูเหมือนสายลับรัสเซียอีกต่างหาก #ชอบลุคผมยาวแบบTheHobbitมากกว่า

พูดถึงรัสเซียขึ้นมา เลยนึกขึ้นได้ว่าก่อนได้ดูเรื่องนี้ เผอิญได้ดูสารคดีเกี่ยวกับการที่ โจเซฟ สตาลิน ต้องการสร้างความแข็งแกร่งให้กองทัพรัสเซีย เลยสั่งให้นักวิทยาศาสตร์ไปหาทางเพาะพันธุ์มนุษย์วานร (เอาคนกับชิมแปนซีมาผสมพันธุ์กันจริงๆ) เพื่อจะได้เอามาใช้เปนทหารในการทำสงคราม เพราะสิ่งมีชีวิตพันทางพวกนี้มีพละกำลังมากเกินกว่าคนธรรมดา พูดง่ายๆคือ 'อึด-ถึก-ทน' พอมาดูเรื่องนี้ ตอนเห็นไอเดียของตัวร้ายที่สร้าง เยลโลว์แจ๊กเก็ต คู่ปรับของแอนท์-แมน เพื่อขายให้ผู้มีอำนาจนำไปใช้สร้างกองทัพทหารพันธุ์ใหม่ เพื่อช่วงชิงอำนาจและความเปนใหญ่ในการทำสงคราม เลยรู้สึกแปลกใจว่าทำไมเราถึงได้ดูประเด็นอะไรแบบนี้ในเวลาไล่เลี่ยกัน มันเปนความบังเอิญหรือพรหมลิขิตกันแน่...หรือไอเดียอะไรแบบนี้มันกำลังจะกลายเปนจริงในยุทธวิธีการทำสงครามยุคปัจจุบันไปเสียแล้ว #เริ่มเวิ่นไปไกล #จบดีกว่า... :'-P

No comments: