FANT4STIC
(Josh Trank, 2015)
เอาจริงๆนะ! หนังก็พอดูได้เรื่อยๆอะ สนุกแบบพอประมาณ ไม่มากมายอะไรนัก แม้จะอดนึกเสียดายไม่ได้ว่าน่าจะทำออกมาให้ยาวกว่านี้ ดู 'อลังฯวังเวอร์' กว่านี้ ไหนๆก็สู้อุตส่าห์ปูพื้นฐานถึงต้นกำเนิดของสี่กายสิทธิ์เวอร์ชั่นนี้ซะนานเกินครึ่งเรื่อง ก็น่าให้แต่ละคนมีโอกาสได้โชว์ความสามารถ โชว์ทีเด็ดสะเด็ดยาด ที่มีอยู่กับตัวออกมาให้คนดูได้เห็นเปนบุญตากว่านี้ ไม่ใช่แบบว่า...พอผู้ร้ายโผล่ออกมา สู้กันได้แป๊บเดียว หนังก็ปิดฉากจบลงเสียแล้ว เล่นเอางงไปเบยยยยยย ว่าทำไมจบเร็วจุง! เพิ่งจะเริ่มมันส์แท้ๆเลยนะนั่น
สงสัยคงอยากให้ไปลุ้นต่อภาคสอง ซึ่งไม่รู้ว่าจะได้สร้างต่อหรือเปล่า เพราะได้ยินว่าคำวิจารณ์เมืองนอกออกแนวไม่ปลื้ม ส่วนเมืองไทยก็ทวิตด่ากันเละเทะไปแล้วตั้งแต่ตอนหนังเลิก #ดูฟรีแล้วยังด่าหนังเค้าอีกเนาะ! #ถ้าจะด่าก็ไปซื้อตั๋วดูเองดีกว่าปะ #อันนี้แค่ตั้งข้อสงสัยนะไม่ได้จะอะไร #เพราะบางทีก็เปนเหมือนกันเวลาเจอหนังห่วยระยำ #แต่เรื่องนี้มันไม่ถึงขั้นน้านนนนนนนนน ^^
ที่จริง ก็มองว่าหนังดูมีความน่าสนใจอยู่หลายอย่างนะฮะ อย่างแรกคือการที่คนทำหนังเน้นหนักหรือให้ความสำคัญกับความเปนไซไฟ มากกว่าความเปนหนังแนวซูเปอร์ฮีโร่เพียวๆ ซึ่งนี่ก็อาจเปนส่วนหนึ่งที่ทำให้คอหนังส่วนใหญ่ซึ่งคาดหวังจะได้ดูหนังซูเปอร์ฮีโร่กอบกู้โลกให้รอดพ้นจากเหล่าร้ายตัวฉกาจ เกิดอาการเบื่อหน่ายอ่อนใจว่าเมื่อไหร่จะเข้าเรื่องเสียที อยากดูฉากต่อยตีต่อสู้กันจนตึกถล่มแผ่นดินทลาย-หายนะภัยวายป่วงเต็มทีแล้ว มัวแต่เกริ่นนำปูพื้นเรื่องราวภูมิหลัง ความเปนมาของตัวละครกันอยู่มิรู้แล้ว ลากยาวกันตั้งแต่ตัวละครยังเปนเด็กกันเลยทีเดียว ซึ่งพอโตเปนหนุ่มก็ยังมีเรื่องเกี่ยวกับการทดลองทางวิทยาศาสตร์ต่อมาอีกยืดยาว แทรกเสริมด้วยซับพล็อตย่อยๆอีกเยอะแยะชวนให้รู้สึกยืดเยื้อ เช่นซับพล็อต พ่อไม่เข้าใจลูก...ลำเอียงรักลูกไม่เท่ากัน...รักลูกเลี้ยงมากกว่าลูกแท้ๆ จนทำให้พี่น้องปีนเกลียวกันอย่างช่วยไม่ได้ หรือพล็อต รักเธอแต่เธอไม่รู้ที่กำลังจะขยายกลายเปนรักสามเส้า #น้ำเน่ามาเต็มๆ รวมถึงมิตรภาพระหว่างเพื่อนผู้ชาย #MyBromance ที่ผูกพันเปนอันหนึ่งอันเดียวกันมาตั้งแต่เด็ก บลาๆๆๆ ซึ่งหากมองในแง่ดี ก็จะเห็นว่าซับพล็อตเหล่านี้ช่วยให้หนังดูมีความซับซ้อนมากขึ้น ตัวละครแลดูมีมิติของความเปนมนุษย์ มิใช่แบนราบเรียบจนไม่มีอะไรน่าจดจำ
ขณะที่อารมณ์ของหนังก็ดูจะออกไปในแนวมืดมนหม่นมัว เช่นในตอนนำเสนอถึงผลร้ายแรงเสียหายอันเกิดจากการทดลองทางวิทยาศาสตร์ จนทำให้ทั้ง 4 (จริงๆคือ 5) คน ต้องได้รับผลกระทบมหันต์จากความผิดพลาดนั้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ที่น่าชื่นชมคือ คนทำหนังก็มิได้จงใจจะโน้มนำให้คนดูเล็งเห็นว่าการได้รับผลกระทบจนทำให้กลายเปนผู้มีพลังอำนาจเหนือมนุษย์นั้นถือเปนเรื่องน่ายินดี แต่กลับชี้ให้เห็นว่ามันคือการที่ร่างกายเกิดความผิดปรกติอย่างรุนแรง และต้องมีการรักษาแก้ไขเพื่อให้กลับคืนเหมือนเดิม ด้วยมันทำให้พวกเขาต้องสูญเสียตัวตนและวิถีชีวิตแบบเดิมไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ พูดอีกแบบคือ มันทำให้ชีวิตต้องเปลี่ยนแปลงพลิกผันอย่างสิ้นเชิงภายในชั่วพริบตา #ไม่ต่างอะไรจากการประสบอุบัติเหตุจนทำให้ร่างกายพิการ
ทว่าคนอย่าง จอห์น สตรอม (ไมเคิล บี.จอร์แดน) ที่รู้สึกมาตลอดว่าตนไม่เคยเปนที่ยอมรับในความสามารถจากผู้ใด แม้แต่พ่อบังเกิดเกล้า ย่อมจะพึงพอใจกับชีวิตแบบใหม่นี้ที่ส่งให้เขาได้กลายเปนฮีโร่ในสายตาของผู้อื่น ต่างจาก รี้ด ริชาร์ดส์ (ไมล์ส เทลเลอร์) หรือ ซูซาน สตรอม (เคท มาร่า) ที่ต้องการเพียงแค่อุทิตตนเพื่อผลสำเร็จในงานทดลองวิทยาศาสตร์ แต่มิได้ประสงค์จะ 'อุทิศชีวิต' ทั้งหมดทั้งมวลของตนให้กับมันแต่อย่างใด โดยเฉพาะการที่พวกเขาต้องตกเปนทรัพย์สินของรัฐบาล พูดให้ชัดเจนคือการถูกใช้เปน 'อาวุธสงคราม' ที่จะถูกสั่งให้ออกไปรบในสมรภูมิใดก็ตาม เพราะด้วยพลังอำนาจเหนือมนุษย์ที่พวกเขามีนั้น ย่อมจะทำให้กองทัพได้รับชัยชนะกลับคืนมาเสมอ
กลายเปนว่าผู้ร้ายตัวจริงของหนัง เห็นทีจะมิใช่ ดูม (โทบี้ เค็บเบลล์ ซึ่งหน้าเหมือนพี่เจ๋งวงบิ๊กแอสมากๆอะ #เอ๊ะหรือว่าคนเดียวกัน ^^) อย่างที่หนังนำเสนอแต่อย่างใด เพราะมองว่า แม้เขาจะแลดูบ้าคลั่งถึงขั้นต้องการทำลายล้างโลกมนุษย์ก็จริง แต่ก็เพื่อปกป้องโลกอีกใบมิให้สูญสลาย และปรารถนาจะสร้างโลกขึ้นใหม่ตามแบบฉบับของเขาเอง แต่คือพวกมนุษย์โลกในรัฐบาลที่มีอำนาจอยู่ในมือต่างหาก ที่บ้าคลั่งคิดแต่จะทำสงครามเข่นฆ่ามนุษย์ด้วยการเองอย่างไม่หยุดหย่อน จนสามารถทำได้ทุกอย่างและทุกทางเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะ และใช้คำพูดว่า "เพื่อนำสันติภาพและความสงบสุขกลับคืนมาสู่โลกใบนี้" เปนเครื่องบังหน้า โดยแสร้งทำเปนลืมๆไปว่าอาวุธอันทรงประสิทธิภาพนั้นไม่เคยนำมาใช้สร้างสรรค์โลกให้งดงามขึ้นได้เลย... :'-P

No comments:
Post a Comment