TO THE FORE
(Dante Lam, 2015)
หนังสนุกดีฮะ เชื่อว่าคนที่ชอบปั่นจักรยานน่าจะชอบหนังเรื่องนี้ได้ไม่ยาก เผลอๆอาจจะเกิดแรงบันดาลใจไปเปนนักแข่งจักรยานกันเลยทีเดียว หรืออย่างน้อยก็คงอยากหาจักรยานมาปั่นเล่นกินลมชมวิวบ้างอะไรบ้าง เพราะปั่นอยู่กับที่ #แบบน้องมอดปั่นRPMในฟิตเนสสถาน ^^ มันก็น่าเบื่อเหมือนกันเนาะฮะ แม้ว่ามันจะเผาผลาญแคลอรี่ได้เปนอย่างดีก็เหอะ #ไม่อยากเอาชีวิตไปทิ้งกลางถนน #แค่เดินข้ามถนนยังจะโดนรถชนเลยอะ T__T
หนังดูแล้วมันส์มาก โดยเฉพาะฉากแข่งจักรยานที่มีให้ดูกันเต็มอิ่ม พอๆกับความหล่อระดับ 'วัวตายควายล้ม-เก้งสะท้านกวางสะเทิ้น-ชะนีสะเทือน' ของ เอ็ดดี้ เผิง ซึ่งเลอค่าน่ากินทุกฉาก จนทำให้นางเอก (ชื่ออะไรก็ไม่รู้ แต่หน้าคล้าย แบดูนา มากๆ) กลายเปนที่อิจฉาตาร้อนของคนดูหนังหลายคนอย่างช่วยไม่ได้ เพราะได้กอดเอ็ดดี้หลายฉาก #กรี๊ดดดดด
ตลอดทั้งเรื่อง หนังเน้นหนักไปที่ 'โลกของการแข่งขันจักรยาน' เปนหลักอะฮะ โดยเฉพาะการไต่เต้าขึ้นสู่ลำดับสูงขึ้นไปในการแข่งขันของตัวละครหลักสามคน คือ เอ็ดดี้, ชีวอน และอีกคนคือใครก็ไม่รู้จัก #ชื่อจีนจำยาก #เลิกตามวงการหนังจีนมาชาตินึงละ #รู้จักเอ็ดดี้เผิงได้เพราะมีคนขยันส่งรูปมาให้ดูทุกวันเพื่อแสดงความเปนเจ้าของ 5555+ ^o^ ซึ่งแต่ละคนต่างก็มี 'ดราม่า' ในชีวิตที่แม้จะแตกต่าง แต่ก็มีเป้าหมายเดียวกันคือการไปให้ถึงจุดสูงสุดของความใฝ่ฝัน คือการได้เปน 1 ในนักปั่นของทีมในดิวิชั่น 1 ซึ่งถือเปนเรื่องเย็นยากแสนสาหัสมากๆ เพราะการจะไต่อันดับจากดิวิชั่นล่างๆขึ้นไปดิวิชั่นบน จะต้องอาศัยการทำงานเปนทีม หาใช่เปนการทำงานแบบตัวใครตัวมัน เพิ่งรู้จากหนังเรื่องนี้แหละว่าการแข่งจักรยาน มันต้องมีการตกลงกันในทีมว่าใครจะทำหน้าที่ใดในการส่ง 'ลีดเดอร์' หรือดาวเด่นประจำทีมพุ่งเข้าเส้นชัย เพราะนั่นหมายถึงชัยชนะของทั้งทีมในการได้เลื่อนดิวิชั่นขึ้น (แต่ก็นั่นแหละ ใครที่เปนตัวเด่นในทีมก็ย่อมจะได้รับการจับตามองมากกว่าคนที่ด้อยกว่าอยู่ดี)
ความดีงามอย่างหนึ่งของหนัง คือการไม่ทำให้ออกมาเปนแนว 'เพื่อนรักเพื่อนแค้น' อย่างที่พล็อตทำทางไว้ให้คาดว่าน่าจะเปน อย่างการให้ ฉิวหมิง (เอ็ดดี้) กับ ชิวเถียน (อีกคนที่ไม่รู้จักชื่ออะ ^.^) ชอบผู้หญิงคนเดียวกัน มีฉากที่ทั้งคู่ไปแย่งกันจีบ หาทางเรียกร้องความสนใจจากหญิงที่หมายปอง #ฉากนี้บ้าๆบอๆมาก แม้จะรู้กันในเวลาต่อมาว่าฝ่ายหญิงเลือกใคร #ใครหล่อกว่าก็คว้าไปแดก! ^_^ แต่ก็มิได้ทำให้สองหนุ่มกลายเปนศัตรูกันด้วยเหตุนี้ แม้ว่าต่อมาจะเกิดความเปลี่ยนแปลงอันทำให้ต้องแยกย้ายไปอยู่คนละทีม เท่ากับกลายเปนคู่แข่งกันโดยปริยาย แต่พอมาเจอกันข้างนอกก็ยังคุยกันแบบเพื่อนสนิทดังเดิม
หนังเรื่องนี้จึงเปนหนังเกี่ยวกับนักกีฬาที่ดูคลีนๆ สะอาดสะอ้านเอามากๆ 'ด้านมืด' ประเภทที่ให้เห็นการกลั่นแกล้งกันในหมู่นักกีฬาเพื่อให้ตนโดดเด่นและเหนือกว่าคู่แข่งจึงไม่ค่อยมี หรือถึงมีก็เปนฝีมือของผู้จัดการนักกีฬาที่เห็นเงินมากกว่าศักดิ์ศรี ส่วนการที่มีนักแข่งบางคนยอมใช้สารกระตุ้นในการแข่งขัน ก็เพราะอยากให้ตนมีโอกาสได้ขึ้นไปยืนบนแท่นรับรางวัลบ้าง เรียกว่าเปนความทะเยอทะยานส่วนตัวมากกว่าต้องการเอาชนะคู่แข่ง ส่วนการกลั่นแกล้งกันในสนามแข่งขันอันเปนสีสันสำคัญของหนังแนวนี้ ก็มีแค่ฉากเดียวโดยไม่มีดราม่าสืบเนื่องต่อมาให้ลุ้น นอกจากให้ฝ่ายถูกแกล้งพลิกกลับมาเอาชนะคนขี้โกงได้อย่างขาวสะอาดสง่างาม
กลายเปนว่าสิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ดูสนุก ชวนติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ นอกจากความหล่อของเอ็ดดี้ เผิง ก็คือ ฉากแข่งขันจักรยานที่ทำออกมาได้ตื่นเต้นเร้าใจ และน่าตื่นตาอลังการมากๆ (แต่ละสถานที่ที่ให้นักปั่นไปแข่งกันนั้น สวยงามโคตรๆ เห็นแล้วอยากไปปั่นจักรยานกินลมชมวิวบ้างจุง ^^) น่าเสียดายที่ 'ดราม่า' อันว่าด้วยการต่อสู้ภายในจิตใจของตัวละครแต่ละคนที่พยายามมุ่งมั่นทำตามความฝันของตนให้เปนความจริงโดยไม่ย่อท้อ ถูกนำเสนอออกมาน้อยไปหน่อย ซึ่งก็พอเข้าใจว่ามันคงยากจะทำให้เปนหนังที่ดูสนุก เพราะต้องมีการลงลึกถึงรายละเอียดด้านบุคลิกนิสัยของตัวละครตามแบบหนัง character study ให้มากขึ้น สู้ทำออกมาให้ดูสนุกแบบฉาบฉวยอย่างที่เปนอยู่ดีกว่า กินง่ายย่อยง่าย (พูดอีกแบบคือ 'ดูง่ายลืมง่าย') กว่ากันเยอะฮะ... :'-P

No comments:
Post a Comment