Wednesday, August 19, 2015

ตามสายน้ำ DOWN THE RIVER (พ.ศ. ๒๕๔๖)


ตามสายน้ำ DOWN THE RIVER
(อนุชา บุญยวรรธนะ, 2004)

ไปดูเมื่อวันศุกร์ที่ 14 ส.ค. ที่ผ่านมาในเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 19 ที่หอศิลป์กรุงเทพฯ ซึ่งเปนการได้ดูครั้งแรก! ทั้งที่ก็รู้จักหนังเรื่องนี้มาตั้งแต่เมื่อสิบปีก่อน แต่ไม่ได้ดู และไม่ทราบข้อมูลใดๆเกี่ยวกับหนังเลย นอกจากเปนผลงานหนังสั้นของ อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้กำกับเรื่อง The Blue Hour อนธการ ที่กำลังเข้าฉายในช่วงนี้ #หนังดีต้องดู ^^ และเปนเรื่องชายรักชาย แถมเพิ่งมารู้ในงานหนังสั้นครั้งนี้แหละว่าหนังเคยได้รับรางวัล Young Thai Artist Awards ของมูลนิธิเอสซีจี 


พอดูจบ ก็ให้รู้สึกทึ่งในฝีมือการทำหนังของผู้กำกับ ซึ่งยังเปนนิสิตคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ แต่ทำหนังออกมาได้ 'ไม่ธรรมดา' และน่าสนใจมากๆ ที่น้องมอดติดใจเปนพิเศษ คือตรงที่หนังสามารถโน้มน้าวและชักจูงให้เราเลื่อนไหลเข้าไปเปนส่วนหนึ่งในโลกที่หนังสร้างขึ้นมาได้อย่างสมบูรณ์ พูดง่ายๆคือหนังทำให้น้องมอดรู้สึก 'อิน' ไปกับอารมณ์และความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับตัวละครได้อย่างไม่น่าเชื่อ #สงสัยเพราะเคยมีประสบการณ์แบบเดียวกันมาก่อน เลยทำให้นั่งดูไปด้วยอารมณ์เพลิดเพลิน โดยมีความเหงาปนเศร้าลึกๆเจือจางอยู่ในความรู้สึก

ยอมรับตามตรงว่าน้องมอดดูหนังแล้วไม่ค่อยเข้าใจเนื้อหาสาระบางส่วนของหนังนะฮะ #พูดให้ชัดๆคือสติปัญญายังไปไม่ถึงคนทำหนังอะ ทำให้ไม่อาจพูดถึงในเชิงวิเคราะห์อะไรได้ แต่ที่มานั่งเขียนนี้ก็แค่ต้องการบอกเล่าความ 'ประทับใจ' ที่เกิดขึ้นจากการได้ดูหนังเสียมากกว่า โดยเฉพาะ 'ความขำ'! มิได้หมายความว่าเปนเพราะหนังมันดูเด๋อด๋าล้าสมัยหรืออะไรทำนองนั้นหรอกฮะ แต่เปนเพราะน้องมอดดันนำประสบการณ์ส่วนตัวบางอย่างที่ตนเองเคยพบเจอในชีวิตเข้าไปสวมทับกับสิ่งที่เห็นในหนัง เลยทำให้อดไม่ได้ที่จะรู้สึก 'ขำ' ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ

อย่างหนึ่งคือบุคลิกท่าทางของ กฤต (ประกาศิต หอวรรณภากร) ตัวละครผู้เปนจุดศูนย์กลางของเรื่อง เปนเกย์ออกสาวที่มีบุคลิกเหมือนกับคนหนึ่งที่น้องมอดเคยพบในชีวิตจริงเอามากๆ คือเปนคนที่เวลาอยู่ใกล้ๆแล้วจะรู้สึกอึดอัดไปหมด! เหตุเพราะนางมักจะชอบทำหน้าเฉยๆ นิ่งๆ เวลาพูด ทำให้รู้สึกเครียดเหมือนโดนจ้องจับผิดอย่างเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งวิธีการพูดจาของนางก็มักจะห้วนๆ ตรงเข้าประเด็นทุกประโยคจนแลดูเหมือนออกคำสั่งตลอดเวลา เจอหน้ากับทีไรเปนต้องหลีกเลี่ยงให้ไกลเท่าที่จะไกลได้ เพราะมันมีแต่จะทำให้รู้สึกหายใจไม่ออกเสียทุกที ซึ่งพอได้เห็นตัวละครในหนังมีบุคลิกดังที่ได้แจกแจงไปนั้น ก็เลยทำให้รู้สึกขำๆขึ้นทันควัน ตามมาด้วยความคิดว่า "ก็มึงเปนเสียแบบนี้ ผู้ชายที่ไหนมันจะมารักจะอยากอยู่ด้วยไปจนตายอย่างที่มึงต้องการวะ! ไม่รู้จักส่องกระจกดูตัวเองเสียบ้างเล้ยยยย..." 

พูดไปแบบนั้น ฟังเหมือนน้องมอดกำลัง 'ตัดสิน' คนอื่นไปหน่อยเนาะฮะ แต่คิดแบบนั้นจริงๆอะ! มีความรู้สึกว่าถ้าน้องมอดเปน วิน (ณพงศ์ วิริยะสมบูรณ์) เพื่อนชายที่กฤตหลงรัก ก็คงจะพยายามถอยห่างการต้องติดต่อข้องแวะกับกฤตให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเบื่อหน่ายที่ตัวเองจะต้องรู้สึกอึดอัดทุกครั้งที่อยู่ด้วย เพราะเหนืออื่นใดคือ กฤตยังแลดูเปนคนชอบ 'แสดงอำนาจเหนือกว่า' คนที่ตนรักอีกต่างหาก อย่างฉากที่นางถามวินว่า ถ้าเดินๆอยู่ด้วยกันแล้วนางเกิดโดนหมากัด วินจะทำยังไง? จะช่วยนางมั้ย? พอวินเงียบไปนาน นางก็ขึ้นเสียงทันทีว่า...ป่านนี้คงโดนหมากัดตายไปแล้ว! กลายเปนฉากที่ทำให้รู้ว่ากฤตเปนคนต้องการความรักความเอาใจใส่จากวินอย่างมากมาย เลยถามคำถามแบบที่คิดว่าคนรักกันต้องตอบ เพราะตัวเองอยากได้ยิน พอเห็นอีกฝ่ายทีท่าทีลังเล ไม่สนองตอบทันทีที่ต้องการ ก็เลยออกอาการขุ่นเคือง

ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าวินยอมลงเอยกับกฤตจริงๆ คงไม่แคล้วว่าเขาจะได้ 'แม่' มาคอยบงการชีวิตมากกว่าจะได้ 'เมีย' มาเปนคู่ใจเสียแน่แท้!

แต่ก็นะ! หนังก็วางบุคลิกลักษณะของวินให้เหมาะจะถูกเมีย dominate เอามากๆ เพราะแลดูเปนคนเซื่องๆ เชื่องๆ เงื่องๆ หงอยๆ ยอมทำตามสั่งของวินตลอดเวลา อย่างฉากใต้ต้นนุ่น ที่วินบอกว่าจะกลับบ้าน แล้วกฤตก็เรียกไว้ไม่ยอมให้ไปนั้น ดูแล้วรู้เลยว่าเพราะวินเปนคนอ่อนขนาดนี้นี่แหละ คือเรียกกี่ครั้งก็หันกลับทุกครั้ง ไม่มีเลยที่จะแกล้งทำเปนเฉย ไม่ได้ยิน เดินกลับไปเลย #ช่างหัวแม่ง! หรือฉากที่กฤตกระเสือกกระสน ดิ้นรนจะขึ้นไปให้ถึงน้ำตกชั้น ๗ ตามความตั้งใจมุ่งมั่นให้จงได้ ไม่ว่าจะลำบากแสนเข็ญแค่ไหนก็ตาม อันแสดงถึงความเปนคนต้องการเอาชนอย่างเต็มที่ จนวินต้องยอมแพ้และตัดสินใจว่าจะตามขึ้นไปเปนเพื่อน แต่ต่อรองว่าขอไปส่งผู้หญิงก่อน แต่พอเห็นทั้งสองหญิงพากันเดินกลับไปเองแล้ว แถมหนึ่งในนั้นเปนคนที่วินอ้างว่าเปนแฟนเขาด้วย #เชื่อแน่ว่ากฤตจะต้องรู้สึกสะใจมากๆ #เพราะชัยชนะใดจะสะใจเท่าชนะชะนีผู้เปนศัครูหัวใจย่อมไม่มี ^__^ แทนที่เขาจะรีบเดินตามไปส่ง ก็กลับเดินตามกฤตขึ้นไปที่น้ำตกแทน (พูดแบบเบาๆก็ต้องว่า "เห็นเพื่อนดีกว่าแฟน" แต่ถ้าพูดแรงๆคือ "เห็นกะเทยดีกว่าชะนี" ซะงั้นเอง)

เลยเห็นได้ชัดเจนว่า วินเปนคนมีจิตใจโลเล ไม่แน่นอน ยิ่งเฉพาะกับความรู้สึกจริงแท้ของตนในเรื่องรสนิยมทางเพศ ทั้งที่ยอมไปไหนมาไหนสองต่อสองกับกฤต เดินจับมือ นอนหนุนตักกัน แถมยังลงเอยด้วยการ XXX กันอีกต่างหาก! แต่ก็ไม่ยอมรับว่าตัวเองเปนเกย์อยู่นั่นเอง ... แต่คิดอีกแง่ ถึงวินจะยอมรับว่าตัวเองเปนเกย์ ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะต้องชอบกฤตนะฮะ อย่างที่พูดแล้วคือบุคลิกของกฤตนั้น ต่อให้ไม่ใช่เกย์ เปนชายจริงหญิงแท้ ก็ไม่น่าจะมีใครอยากรักใคร่ใกล้ชิดได้ลง #ถ้าไม่มีผลประโยชน์ตอบแทน เพราะแลดูจริงจัง เคร่งเครียดปานนั้น คนที่จะรักและใช้ชีวิตร่วมกับนางได้ น่าจะเปนคนที่มีบุคลิกเข้มแข็งแกร่งกล้ากว่านางหลายเท่า ซึ่งไม่น่าจะใช่วินอย่างแน่นอน

จะว่าไปในความรู้สึกของน้องมอด ข้อดีของวินมีแค่อย่างเดียวคือ รูปร่างหน้าตาน่ากินมากๆ ทำให้ไม่น่าแปลกใจที่กฤตจะหลงรักวินอย่างสุดหัวใจ แถมยังรักมั่นคงทนทานยาวนานหลายปี ขนาดไปทำสังฆทานแล้วอธิษฐานขอให้ความรักของตนสมหวังตลอดกาลเลยทีเดียว #บ้าคลั่งมาก เช่นเดียวกับฉากที่นางบอกวินว่า แอบอธิษฐานขอว่าถ้าสอยฝักนุ่นลงจากต้นได้ แสดงว่าความรักของนางกับวินจะสมหวัง! แม้จะฟังแล้วรู้สึกว่าบ้าๆบอๆ แต่ก็เข้าใจอะเนาะฮะ ว่าความรักย่อมทำให้เราทำอะไรได้ทุกอย่าง ไม่ว่ามันจะแลดูโง่เง่าเพียงใดก็ตาม

ที่จริง การที่กฤตตัดใจจากวินได้สำเร็จในตอนจบของหนัง ก็เปนสิ่งที่พอจะเดากันได้ตั้งแต่เปิดเรื่อง ที่กฤตโดนหลวงพ่อเทศนาเกี่ยวกับการปล่อยวางและไม่ยึดติด พอดูหนังจบแล้วก็ได้ข้อสรุปประมาณว่า หนังเรื่องนี้เปนบันทึกเรื่องราวของชายรักชาย ผู้แสวงหาความหลุดพ้นเพื่อให้ตนเปนอิสระจากห้วงทุกข์แห่งรักอันปราศจากความสมหวัง ซึ่งกว่าที่กฤตจะสามารถทำใจยอมรับความจริงได้ว่า ตนไม่มีวันได้วินมาครอบครองโดยเด็ดขาด นางก็ต้องเสียเวลาในชีวิตไปนานโข ซึ่งแน่นอนว่าย่อมหมายถึงเสียโอกาสที่ตนเองจะได้พบเจอคนรักที่มีจิตใจและมีความรู้สึกตรงกัน หาใช่ได้พบเจอเพียงแค่คู่นอนที่เมื่อให้ปลดเปลื้องอารมณ์ปรารถนาเสร็จสิ้นแล้ว ก็กลายเปนคนแปลกหน้าต่อกันแทบจะในทันที

อย่างที่บอกแล้ว ว่าเข้าไม่ค่อยถึงความหมายเชิงสัญญะของเนื้อหาสาระบางส่วนในหนังสักเท่าไหร่ ฉากที่กฤตพาวินไปสำรวจดูภาพเขียนบนผนังโบสถ์ที่บรรยายถึง 'ไตรภูมิพระร่วง' ทำให้รู้สึกงงๆ เพราะตีความไม่ออก อีกอย่างคือไม่รู้จะตีความไปทำไม ในเมื่อหลายฉากในหนังก็บอกชัดอยู่แล้วว่า ความรักของกฤตกับภูมิไม่มีทางสมหวังแน่นอน (และถึงสมหวัง ก็ใช่ว่าจะไปกันรอด ในเมื่อคนหนึ่งก็แลดูเหวี่ยงๆ จนไม่น่าเข้าใกล้ ส่วนอีกคนก็สับสนในใจ จะชอบผู้ชายก็กระดาก จะชอบผู้หญิงก็ยังหาไม่ได้สักที! ทำให้คิดว่าถ้าวินได้เจอเกย์ที่ดูเหวี่ยงน้อยกว่านี้ มีบุคลิกท่าทีเปนมิตร น่าเสน่หา น่าเข้าใกล้กว่านี้ ก็ไม่แน่ว่าเขาอาจจะเปลี่ยนใจมาชอบผู้ชายก็ได้อะปะ อิอิ ^.^)

เพราะงั้น การที่วินตัดใจจากวินได้เด็ดขาด และทำใจได้ถึงขนาดนั่งสวยๆ บรรตงพับกระทงมาให้วินกับแฟนสาวได้ลอยด้วยกันต่อหน้าต่อตานั้น น้องมอดขอคิดง่ายๆ ว่าเปนเพราะกฤตได้มีเซ็กส์กับวินแล้วนั่นแหละ พูดง่ายๆคือกฤตได้ 'รวบหัวรวบหางกินกลางตลอดตัว' วินสมตามความใฝ่ฝันดังปรารถนาแล้ว จึงเท่ากับว่านางได้บรรลุสิ่งที่เพ้อคลั่งมานาน น่าจะประมาณเดียวกับความรู้สึกของผู้ชายที่ได้ผู้หญิงแล้วกระมัง ตอนยังไม่ได้ก็ยอมทำทุกอย่าง แต่พอได้ตามที่ต้องการแล้วนั่นแหละ ความจืดจางก็เริ่มเดินทางมาเยือนอย่างเลี่ยงไม่ได้

ในกรณีของกฤตกับวิน 'ความจืดจาง' นั้นอาจมาจากบทรักระหว่างกันไม่อร่อยโอชารสตามที่กฤตคิดหวัง เพราะวินซึ่งปฏิเสธการถูกสัมผัสรัดรึงจากกฤตมาตลอด น่าจะนอนแข็งทื่อเปนท่อนไม้ให้กฤตเปนฝ่ายปรนเปรอปฏิบัติให้เพียงฝ่ายเดียว ไม่ต่างอะไรกับวงออเคสคร้าที่มีนักดนตรีก้มหน้าก้มตาเล่นอยู่คนเดียว จะบังเกิดเปนเสียงดนตรีไพเราะหวานฉ่ำ ล้ำเลิศ ระรื่นชื่นทรวงหาได้ไม่!

แต่นั่นอาจจะยังไม่ร้ายกาจเท่าคำพูดของวินที่เหมือนตัดรอนกฤต ว่าอย่าเอ่ยถึงเรื่องนี้ ทำเหมือนกับว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งคำพูดนี้ ถ้าออกจากปากคนแปลกหน้า (หรือคนที่เราไม่รู้สึกอะไรด้วยเลย) ก็คงพอจะทำใจได้ไม่ยากว่า แค่ใช้เซ็กส์เปนเครื่องมือแลกเปลี่ยนทางอารมณ์ ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่ถ้าเปนคนที่เรารู้สึก 'ผูกพันทางอารมณ์' ด้วยมานาน #แม้จะผูกพันอยู่ฝ่ายเดียวก็ตาม เมื่อได้มาผูกพันทางกายเข้าด้วยกันแล้ว #แม้จะเกิดจากความไม่ตั้งใจก็เถอะ การได้ยินวาจาไร้เยื่อใยแบบนั้น มันก็ทำให้อดรู้สึกถึงความ 'ด้อยค่า' ในตนเองมิได้

การที่กฤตตัดสินใจโปรยกลีบดอกไม้แห่งความทรงจำที่นางมีต่อวินทิ้งไปกับสายน้ำ จึงถือเปนเรื่องสมควรทำ คิดง่ายๆคือในเมื่อวินไม่เห็นค่าแห่งความรักที่กฤตทุ่มเทให้มาโดยตลอด แต่กลับชอบที่จะใช้ชีวิตอยู่บนความหลอกลวง ทั้งตัวเองและผู้อื่น #ชะนี ไปเรื่อยๆนั้น ถ้าคิดแบบน้องมอดซึ่งเปนคนติดข้องอยู่ในชั้น 'กามาวจรภูมิ' #ภพภูมิที่ยังข้องเกี่ยวด้วยกาม ยากที่จะทำใจให้สงบนิ่ง-ตัดขาด-ปล่อยวาง-มองความรักเปนเรื่องของการ 'เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป' แบบที่กฤตคิด เพราะน้องมอดก็มีแต่จะแอบคิดเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ในใจว่า...คอยดูไปเถอะ! ว่าวินกับเมียจะมีความสุขกับชีวิตกลวงๆแบบนั้นได้สักแค่ไหน เลิกกันเมื่อไหร่แล้วถ้าคิดจะกลับมาหา เชิญไปรับยาช่องหน้าก่อนนะจ๊ะ 555+... #ยิ่งเขียนยิ่งเวิ่นไปกันใหญ่แถมยาวเกินกว่าที่ตั้งใจขอจบดื้อๆเลยละกัน... :'-P

No comments: