OUR LITTLE SISTER
(Hirokazu Koreeda, 2015)
...เปนหนังที่ 'ชอบที่สุด' และเปนอีกหนึ่งในหนัง 'ดีงาม' ที่สุดเท่าที่ได้ดูนับจากต้นปีนี้มาเลย (อีกเรื่องคือ "พี่ชาย My Hero" ^.^) ดูจบแล้วให้นึกอยากเปนผู้กำกับหนังบ้างจัง จะได้เอา "เบญจรงค์ห้าสี" นิยายในดวงใจมาทำเปนหนัง โดยอาศัยหนังเรื่องนี้เปนต้นแบบ 555+ เพราะดูๆแล้วเห็นว่ามีโครงสร้างที่คล้ายคลึงกัน ตรงที่เปนเรื่องราวของหญิงสาวหลายคนที่ใช้ชีวิตภายในบ้านหลังเดียวกัน ซึ่งแต่ละคนต่างก็มีพื้นเพภูมิหลัง มีรายละเอียดต่างๆ ในชีวิต และมีปัญหาที่ต้องพบเจอเผชิญหน้าแตกต่างกันออกไป กว่าจะก้าวไปถึงจุดหมายปลายทางของชีวิตตามที่ได้ตั้งใจไว้
ต่างกันตรงที่หนังเรื่องนี้ ผู้หญิงทั้งสี่คนเป็นพี่น้องกันแท้ๆ ยกเว้นคนสุดท้องที่เปนน้องสาวต่างแม่ ส่วนตอนจบ ทุกคนก็ยังคงอยู่รวมกันเปนครอบครัว ร่วมรอคอยและเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของชีวิตที่กำลังจะมาเยือดด้วยความเข้มแข็ง โดยมีสายใยแห่งความรัก ความผูกพันในความเปนสายเลือดเดียวกัน ร้อยรัดยึดเหนี่ยวเกี่ยวกันไว้เหนียวแน่นไม่มีวันเสื่อมคลาย...
ชอบตรงที่หนังนำเสนอเรื่องราวและเหตุการณ์ต่างๆ ออกมาอย่างเรียบง่าย พูดได้เลยว่าปราศจากการเร้าอารมณ์ดราม่าฟูมฟายอย่างสิ้นเชิง แม้จะเนื้อเรื่องจะเอื้อให้ทำเช่นนั้นได้ก็ตาม อีกทั้งผู้กำกับยังเก่งกาจในการทำฉากที่เกือบจะเปนดราม่าให้กลายเปนฉากน่ารักในนาทีถัดมาได้อย่างน่าทึ่ง เช่นฉากที่พี่สาวคนโต-ซาจิ (ฮารุกะ ฮายาเสะ) เถียงกับน้องสาวคนรอง-โยชิโนะ (มาซามิ นางาซาวะ) ด้วยเสียงเอะอะตึงตัง #เท่าที่คนญี่ปุ่นจะเอะอะตึงตังได้อะเนาะ จนน้องสาวคนเล็ก-ซึสึ (ซึสึ ฮิโรเสะ) ที่เพิ่งย้ายมาเปนสมาชิกใหม่ของครอบครัวถึงกับตกใจ แต่พอพี่สาวคนโตได้ยินน้องสาวคนรองกรี๊ดลั่นบ้านเพราะเจอแมลงในห้องน้ำ ซาจิก็รีบคว้าอาวุธไปจัดการสำเร็จโทษแมลงเพื่อช่วยน้องสาวทันที
ฉากที่แลดูว่าจะ 'ดราม่า' ที่สุดของหนัง เช่นฉากที่แม่แท้ๆ ของสามสาวพี่น้อง ซาจิ-โยชิโนะ-จิกะ (คาโฮะ) เดินทางมาร่วมงานทำบุญครบรอบการเสียชีวิตของคุณยาย ซึ่งแน่นอนว่าแม่จะต้องเจอหน้าซึสึ ลูกสาวของหญิงผู้เปนต้นเหตุให้ชีวิตครอบครัวเธอต้องล่มสลายอย่างแน่นอน ก็ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างเรียบง่าย ไร้ความดราม่าในแบบที่คอละครไทยคุ้นชินโดยสิ้นเชิง กล่าวคือนึกว่าพอแม่เลี้ยงกับลูกเลี้ยงมาเจอหน้ากัน จะต้องมีฉากเหวี่ยงวีน ทำคอแข็งเชิดหน้าใส่กันแน่ๆ แต่กลายเปนว่าไม่มีฉากดราม่าอะไรทำนองนั้นเลย มีเพียงสีหน้ากระอักกระอ่วน กลืนไม่เข้าคายไม่ออกด้วยกันทั้งคู่เท่านั้น
ส่วนฉากที่ซาจิ 'วีนแตก' เมื่อได้ยินแม่เสนอความคิดว่าควรจะขายบ้านที่สามสาวอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็กเสียที เพราะอีกไม่นาน แต่ละคนก็ต้องแต่งงานออกเรือนไปอยู่กับสามี จึงไม่มีประโยชน์ที่จะเก็บบ้านนี้ไว้อีกต่อไป... ก็เปนอีกฉากที่น่าจะสร้างซีนให้ดูเร้าอารมณ์ได้ไม่ยาก แต่ผู้กำกับก็เลือกที่จะให้ความขัดแย้งในฉากนี้คลี่คลายลงไปภายในเวลาไม่กี่วินาที ดูแล้วทึ่งในฝีมือผู้กำกับมากๆว่าช่างมีรสนิยมในการทำหนังสุดๆ คือให้คนดูไปคิดไปรู้สึกเอาเองโดยไม่มีการโน้มน้าวอารมณ์ใดๆ ชวนให้รู้สึกเหมือนกำลังอ่านนิยายของ ม.มธุการี ที่มักจะเน้นไปที่ความนึกคิดและครุ่นคำนึงของตัวละครที่มีต่อเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านมาในชีวิต มากกว่าจะแสดงอารมณ์ออกมาอย่าง 'เว่อร์วัง' เช่นตอนที่โยชิโนะโดนผู้ชาย #คนที่นับไม่ถ้วน ทิ้งไปดื้อๆ หนังก็แค่ให้เห็นว่าเธอปลอบใจตนเองด้วยการ 'เมาพับหลับไป' ไม่มีการลุกขึ้นมากรีดร้องฟูมฟาย คร่ำครวญ ตีอกชกหัวตนเองเปนอีบ้าเลยสักนิด (จะว่าไป มันคงเปนความแตกต่างทางวัฒนธรรมอะเนาะ คือคนญี่ปุ่นมักไม่ค่อยแสดงอารมณ์พร่ำเพรื่ออยู่แล้ว แต่คนไทยนั้นนิดหน่อยก็ต้อง 'เล่นใหญ่' ไว้ก่อน เพื่อเรียกร้องความสนใจ)
ประเด็นหนึ่งที่หนังนำเสนอไว้อย่างชัดเจน คือการให้เห็นว่าพฤติกรรมและการกระทำของผู้เปนพ่อแม่ ย่อมส่งผลกระทบมาสู่ลูกๆอย่างหลบเลี่ยงไม่ได้ เห็นได้ชัดเจนในกรณีที่พ่อของสามสาว ทอดทิ้งภรรยาและลูกๆไปมีครอบครัวใหม่กับหญิงอื่น ส่วนแม่ซึ่งอกตรมกับชีวิตคู่ที่ล่มสลายก็ไม่เข้มแข็งพอจะมีชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมได้อีก จึงตัดสินใจละทิ้งลูกเพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ยังเมืองอื่น ปล่อยให้ซาจิ ลูกสาวคนโตต้องรับภาระดูแลน้องสาวสองคนตามลำพัง ส่งผลให้เธอมีบุคลิกเคร่งขรึม เย็นชา เต็มไปด้วยความรับผิดชอบ และมักจะทำตัวเหมือนเปนแม่ของน้องๆ มากกว่าจะเปนพี่สาว สาเหตุหนึ่งก็เพราะตอนเกิดปัญหาในครอบครัว ซาจิอยู่ในวัยที่โตพอจะรับรู้เรื่องราวระหว่างพ่อกับแม่แล้ว ความทรงจำที่เธอมีต่อพ่อกับแม่จึงออกมาในแนวงดงามและขมขื่นในคราวเดียวกัน
แตกต่างจากโยชิโนะกับจิกะ ที่แทบจะไม่มีความทรงจำใดๆเกี่ยวกับพ่อ เพราะทั้งคู่ยังเด็กมากตอนที่พ่อก้าวออกจากครอบครัว สองสาวจึงค่อนข้างสนิทสนมกับแม่มากกว่า พอรู้ว่าแม่จะมาร่วมงานก็แสดงอาการดีใจ ออกมารอต้อนรับ ตรงข้ามกับซาจิที่แลดูหมางเมินห่างเหิน เปนไม้เบื่อไม้เมากันอย่างชัดเจน
การที่ซาจิตกลงใจรับซึสึ น้องสาวต่างแม่มาอยู่ด้วย แม้จะถูกโยชิโนะมองว่า เพราะซาจิต้องการประชดประชันแม่ ว่าสามารถเลี้ยงดูน้องสาวอีกคน ด้วยว่าก็เคยทำได้มาก่อนแล้วถึงสองคน แถมตอนนั้นยังดูว่าจะลำบากกว่าตอนนี้ด้วย เพราะปัจจุบันทั้งสามสาวต่างก็มีงานทำ มีเงินพอจะช่วยกันเลี้ยงน้องคนเดียวได้สบายๆ แต่อีกส่วนหนึ่ง น่าจะเปนเพราะซาจิก็ต้องการเก็บถนอมความทรงจำในส่วนที่งดงามเกี่ยวกับพ่อไว้กับครอบครัวมากกว่า อย่างน้อยที่สุด ซึสึก็เปนเลือดเนื้อเชื้อไขของพ่อ เปนสายเลือดเดียวกันกับพวกเธอ และเปนมรดกเพียงชิ้นเดียวที่พ่อหลงเหลือไว้ในโลกนี้ เพื่อให้ทั้งสามสาวคอยช่วยกันดูแล ประคบประหงม บ่มเพาะจนเติบใหญ่ แทนการปล่อยให้อยู่กับภรรยาใหม่อีกคนของพ่อ ผู้มีท่าทีอ่อนแอจนเกินกว่าจะดูแลใครได้ซึ่งมีแต่จะทำให้ซึสึเหมือนอยู่ตัวคนเดียวในโลก โดยไม่สนใจคำพูดไร้สาระของผู้ใหญ่ในครอบครัวว่าอาจจะเปนชักศึกเข้าบ้าน ในเมื่อทุกคนต่างก็รู้ดีว่าซึสึเปนลูกสาวของพ่อกับหญิงอื่น! (เอาจริงๆเลยนะ น้องมอดว่าคนที่ควรจะกลัวมากที่สุด น่าจะเปนซึสึมากกว่า เพราะการเข้าไปอยู่ในบ้านกับพี่สาวสามคนโดยที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันมาก่อน แถมยังมีกรณีกันมาก่อนเนี่ย ใครจะไปรู้ว่าจะไม่โดนรวมหัวกลั่นแกล้งหรือเปล่าเนาะ)
แต่กลายเปนว่า การรับซึสึเข้ามาเปนสมาชิกคนใหม่ในครอบครัว กลับเปนการเปิดโอกาสให้ซาจิได้ทบทวนถึงเรื่องราวบางเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นในชีวิตตน ซึ่งหากปล่อยให้ดำเนินต่อไป มันอาจจะกลายเปนความผิดพลาดจนทำให้เธอต้องหวนกลับมาเสียใจในภายหลัง เท่ากับว่าซึสึมีโอกาสได้ช่วยให้พี่สาวคิดหาทางออกแก่ชีวิตตนโดยไม่ตั้งใจ
อีกหนึ่งความดีงามของหนังเรื่องนี้ คือการบอกกับคนดูว่า ความผูกพันฉันพี่น้องอันแนบแน่นนั้น อาจไม่จำเปนต้องมาจากการมีพ่อแม่เดียวกันเสมอไป แม้จะเปนพี่น้องต่างพ่อหรือต่างแม่ก็สามารถใกล้ชิดสนิทใจกันได้ ขึ้นอยู่กับการ 'ปฏิบัติต่อกัน' ในยามใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมากกว่า... :'-P

No comments:
Post a Comment